ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 241 สหายเก่าที่วัดเฒ่าจันทรา
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 241 สหายเก่าที่วัดเฒ่าจันทรา
บทที่ 241 สหายเก่าที่วัดเฒ่าจันทรา
ยามเช้าเป็นเพียงชาวนา ตกเย็นกลายเป็นขุนนางหน้าท้องพระโรง*[1]
เครื่องแบบจิ้นซื่อสีน้ำเงินตัวเดิมถูกแทนที่ด้วยชุดขุนนางจากราชสำนักสีแดง เข็มขัดหนังคาดเอวเปลี่ยนเป็นเข็มขัดเงิน แม้แต่หมวกผ้าสีดำก็ยังมีดอกไม้แดงปักอยู่สองดอก
เมื่อเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาด้านหน้า ก็เห็นว่าบัณฑิตลำดับที่สองและสามก็อยู่ด้วย ผู้ที่ได้ลำดับสองคือ ซูจื้อฉาง เขามีผมหงอกที่ขมับ น่าจะอยู่ในวัยราว ๆ ห้าสิบปี หลังของเขาโค้งเล็กน้อย บ่งบอกว่านานเหลือเกินกว่าที่จะมาถึงตำแหน่งนี้ได้
ทั่นฮวามีนามว่าจางฉวินอายุน้อยกว่า เขาอยู่ในวัยสามสิบ ใบหน้าขาวใส มีหนวดเคราเล็กน้อย และมีรูปร่างสูงผอม
เจ้าหน้าที่ในราชสำนักที่อยู่ด้านหน้ามองทั้งสามคนตรงหน้า พลางรู้ว่าหญิงสาวทั่วเมืองหลวงคงกำลังรอที่จะยลโฉมทั่นฮวาคนใหม่ที่สง่างามและหล่อเหลากันอยู่ แต่น่ากลัวว่าทั่นฮวาหลางผู้นี้อาจถูกบดบังด้วยรัศมีของจอหงวน
ทั้งสามไปที่งานฉลองหลังประกาศผลตามกำหนดการ จากนั้นก็ออกจากวังหลวงผ่านทางหลักของประตูอู่ เดินแห่ไปตามถนนบนหลังม้า
หลังออกจากวังหลวง เสียงฆ้องและกลองก็ถูกตีดังเปิดทาง อาชาชั้นดีสูงใหญ่เดินออกมา มีจอหงวน ปั้งเหยี่ยน และทั่นฮวาอยู่บนนั้น รอบข้างม้ามีการคุ้มกันอย่างดีจากทหารด้านละสองนาย ล้อมรอบด้วยคนถือธงและไม้หลากสีสัน มีทหารกลุ่มหนึ่งนำหน้าเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ในขบวนมีเสียงตีฆ้องและกลองไปตลอดทาง
ทั้งสองฝั่งถนนหลวงเต็มไปด้วยหนุ่มสาวและเด็ก ๆ ที่มาดูกันอย่างตื่นเต้น โรงน้ำชาริมถนนคับคั่งไปด้วยผู้คนจนแทบจะไม่เหลือที่ให้นั่ง ชั้นสองของร้านเปิดหน้าต่างออกกว้าง สตรีหลายคนซ่อนตัวอยู่ในนั้น มองสิ่งน่าสนใจที่อยู่ด้านล่าง
หลิวเหิงอยู่หน้าสุด ม้าของอีกสองคนตามหลังมาติด ๆ ก่อนจะมาขนาบอยู่ข้าง ๆ คนหนึ่งทางซ้ายอีกคนทางขวา ทั้งสามแต่งกายด้วยชุดสีแดงเข้ม มีเครื่องประดับสีแดงบนผม เช่นเดียวกับสีของเสื้อผ้า
“คนไหนคือจอหงวน!”
“ช่างเป็นจอหงวนที่ยังดูเยาว์วัยยิ่งนัก!”
“ทั่นฮวาคือคนไหนกัน ข้ามองไม่เห็น…”
เสียงพูดคุยดังไปตามทางที่ขบวนเคลื่อนผ่าน ทุก ๆ คนทั้งชาย หญิง เด็ก และผู้ใหญ่ต่างมองคนบนหลังม้าด้วยดวงตาสดใส หญิงสาวกระตือรือร้นมากที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้
ระหว่างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้ ทุกคนพร้อมที่จะให้อภัยหากมีการทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ สตรีบางคนคว้าดอกไม้แล้วโยนให้พวกเขา บางนางถึงกับคว้าผ้าเช็ดหน้าปักโยนให้พวกเขาอย่างกล้าหาญ แม้มันจะตกลงพื้นก่อนไปถึงตัวพวกเขาก็ตาม
เมื่อมองไปยังบัณฑิตทั้งสามแล้วก็จะพบว่า คนที่เป็นที่หมายตาของเหล่าหญิงสาวก็คือบัณฑิตจอหงวน ส่วนปั้งเหยี่ยนนั้นดูสูงอายุเกินไป หากเปรียบเทียบระหว่างจอหงวนกับทั่นฮวาที่เหลือสองคนแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าจอหงวนนั้นหล่อเหลากว่าทั่นฮวามาก ดังนั้นทุกคนจึงเทใจไปที่จอหงวนคนใหม่
หลิวเหิงไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งดอกไม้ ผ้าเช็ดหน้า และแม้แต่ถุงหอมก็ถูกโยนเข้ามา เขาหลบไปมาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสี
ใบหน้าแดงระเรื่อเช่นนั้นยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์มากขึ้น และยิ่งทำให้บรรดาสตรีอยากโยนของให้เขา
ความเขินอายของจอหงวนกระตุ้นให้เกิดเสียงหัวเราะ แม้แต่ปั้งเหยี่ยนและทั่นฮวาที่อยู่ข้างกันก็หัวเราะออกมา
“จอหงวน ดูเหมือนว่าถุงหอมนั่นจะเป็นของที่สตรีมอบให้เป็นของแทนใจแก่เจ้านะ” ทั่นฮวาเอ่ยอย่างติดตลก
ระหว่างที่หลิวเหิงกำลังหลบเลี่ยงไปมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง พยายามหาว่าเหยียนซีอยู่ที่ใด
บนชั้นสองของภัตตาคารกลางถนนหลวง เหยียนซี เหยียนหลิ่ว เหยียนเฟิง หวังชี และคนอื่น ๆ เบียดตัวแน่นกันที่ริมหน้าต่างเพื่อชมขบวนแห่อย่างตื่นเต้น
ฟางหมิงอี้และเด็ก ๆ คนอื่นมองไม่เห็นเหตุการณ์จากข้างบน พวกเขาจึงขอให้อาต้าและอาเอ้อร์พาพวกเขาลงไปชั้นล่าง ยืนดูความสนุกสนานท่ามกลางฝูงชน
บนชั้นสองของภัตตาคารมีเสียงพูดคุยดังจอแจไม่ต่างอะไรจากด้านล่าง ทุกคนพากันร้องเรียก ไม่ก็กระซิบกระซาบพูดคุยกันไปมา
“คุณหนู นายท่านอยู่นั่นเจ้าค่ะ!” เหยียนหลิ่วชี้ไปยังชายหนุ่มชุดแดงที่อยู่ไกลออกไป นางโบกมือให้เหยียนซีมองตามไปด้วย
หลิวเหิงยังมาไม่ถึงที่ภัตตาคาร เหยียนซีเห็นว่าเขาถูกโยนผ้าเช็ดหน้าหรือถุงหอมให้เป็นครั้งคราว โชคยังดีที่ไม่มีแตงหรือผลไม้ใหญ่ ๆ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เขาตายได้
“ซีเอ๋อร์ จากนี้เจ้าจะกลายเป็นฮูหยินของจอหงวน!” หวังชีพูดเสียงดังด้วยความยินดี
ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้น รอบด้านก็เงียบลง คนที่ยืนพิงหน้าต่างชมขบวนต่างมองมา บางคนหัวเราะขึ้นก่อนจะหันกลับไปดูด้านนอกต่อ
มีบางคนชี้มาทางเหยียนซีแล้วหัวเราะเยาะในความไร้ยางอายของนาง นี่หรือผู้ที่จะเป็นภรรยาของจอหงวน
ห้องส่วนตัวข้าง ๆ มีคุณหนูและสาวใช้สองสามคนนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเพื่อดูขบวนแห่ และพวกนางก็ได้ยินสิ่งที่ห้องข้าง ๆ พูดเช่นกัน
“คุณหนู ข้าน้อยไม่ทราบเช่นกันว่าพวกเขาเป็นใคร แต่ช่างไร้ยางอายเสียจริง คิดว่าจะได้แต่งงานกับจอหงวนอย่างนั้นหรือ!” สาวใช้ตัวน้อยหัวเราะเยาะ
เด็กสาวผู้นี้คือคุณหนูที่หลิวเหิงเดินชนโดยบังเอิญที่วัดเฒ่าจันทรา ชื่อของนางคือสวีหยวนเซียง หลานสาวใต้เท้าสวี บุตรสาวคนโตของสวีเฉิงกาน
เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ สวีหยวนเซียงโชคไม่ดีเลยจริง ๆ นางเริ่มดูตัวเมื่ออายุสิบสอง ซี่งเป็นอายุที่ไม่ได้มากหรือน้อยจนเกินไป ทั้งที่ตกลงกับฝ่ายชายได้แล้ว แต่เพราะชื่อเสียงที่เสื่อมเสียของอาหญิง สวีอวี้หรง ทำให้การแต่งงานเป็นอันต้องยกเลิกไป
ด้วยชื่อเสียงที่เสื่อมเสียของสวีอวี้หรง บรรดาครอบครัวชั้นสูงจึงไม่ต้องการจะแต่งงานกับสตรีตระกูลสวี
สวีฮูหยินต้องการรักษาหน้าและเกียรติของบุตรสาว จึงต้องการรอให้มีการแต่งตั้งรัชทายาทเพื่อส่งบุตรสาวเข้าวังคัดเลือกเป็นพระชายา แต่หากจักรพรรดิก็ยังทรงยื้อเวลาต่อไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ บุตรสาวของนางก็มีแต่จะยิ่งอายุมากขึ้นโดยที่ยังไม่ได้ออกเรือน
ปีนี้สวีหยวนเซียงอายุสิบเจ็ดปี ถือว่าอายุไม่น้อยแล้ว
สวีฮูหยินต้องการหาคู่ให้นางอีกครั้ง แต่ก็พบว่าไม่มีครอบครัวใดที่สถานะใกล้เคียงกับตระกูลสวีและเหมาะสมกับบุตรสาวเลย นางเริ่มพบว่าการแต่งงานครั้งนี้มีอุปสรรค จึงได้พาบุตรสาวไปที่วัดเฒ่าจันทราเพื่อภาวนาต่อเทพเซียน ด้วยเหตุนี้สวีหยวนเซียงจึงได้พบกับหลิวเหิงในวันนั้น
แม้สวีหยวนเซียงจะไม่ได้เอ่ยปากออกมาอย่างชัดเจน แต่นางก็เชื่อว่าจะได้แต่งงานกับผู้ที่ชะตาลิขิตให้อย่างเขา หลิวเหิงดูเป็นบัณฑิตทรงภูมิ เขามีท่าทีรีบร้อนอยู่ที่วัดเฒ่าจันทรา และขอด้ายแดงมงคลสำหรับแต่งงานทั้งที่ยังไม่มีคู่ หากนางประสบความสำเร็จในการออกเรือนเป็นภรรยาของจิ้นซื่อ ก็คงไม่ต้องทำให้ตระกูลสวีต้องอับอาย
ด้วยเหตุนี้เมื่อทราบว่าในวันนี้ขบวนแห่จะเดินทางมาตามถนน นางจึงพาผู้ติดตามมานั่งรอที่ภัตตาคาร เลือกที่นั่งส่วนตัวริมหน้าต่างเพื่อชมพวกเขาเดินผ่านไป
สาวใช้ตัวน้อยยังคงหัวเราะเยาะคนห้องข้าง ๆ ที่หวังสูงอยากกินเนื้อหงส์ สวีหยวนเซียงเองก็คิดว่าชายคนนั้นช่างแปลกประหลาด แต่นางก็ไม่ได้พูดจาหยาบคายอย่างสาวใช้ หลังจากยิ้มจาง ๆ ก็ก้มศีรษะจิบชา พลางกวาดสายตาสังเกตสถานการณ์ด้านนอก
นางไม่ทราบเช่นกันว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะได้รับการแต่งตั้งเป็นจิ้นซื่อด้วยหรือไม่ แต่หากเขาเป็นหนึ่งในสามอันดับแรก ท่านปู่จะต้องพึงพอใจอย่างแน่นอน
“คุณหนูเจ้าคะ ดูจอหงวนคนใหม่ท่านนั้นสิ เป็นคนเดียวกับที่คุณหนูพบที่วัดเฒ่าจันทราเมื่อครั้งก่อนเจ้าค่ะ!” รุ่ยอี้ บ่าวรับใช้ที่อยู่กับนางที่วัดเฒ่าจันทราในวันนั้นตื่นเต้นมากที่เห็นว่าบัณฑิตบนหลังม้าก็คือชายหนุ่มที่เคยพบ ดังนั้นจึงรีบบอกให้คุณหนูหันไปมอง
นางเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิดคุณหนู เช่นนั้นจึงรู้ถึงจิตใจของเจ้านายเป็นอย่างดี
หัวใจของสวีหยวนเซียงสั่นไหวระหว่างที่มองออกไปด้านนอก
นางไม่อาจยื่นหน้าออกไปได้อย่างบ่าวไพร่ จึงโน้มตัวเข้าไปใกล้หน้าต่างเล็กน้อย
ชายหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าตัวสูงใหญ่ สวมอาภรณ์สีแดงประดับดอกไม้ที่หมวกคือชายที่นางพบในวัดเฒ่าจันทราจริง ๆ
เขาแต่งกายด้วยชุดขุนนางสีแดงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาดังหยกสลัก ดวงตาเป็นประกายสดใส รูปหน้าคมสัน เมื่อมองอย่างตั้งใจแล้ว ก็จะพบว่าคิ้วของเขาคมเข้มราวกับหมึกวาด จมูกก็ราวกับถูกปั้นขึ้นมาเป็นอย่างดี มองแล้วราวกับว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ออกมาจากภาพวาดชั้นเลิศ นับเป็นเรื่องยากที่หนุ่มรูปงามจะประสบความสำเร็จโดยไม่เหลวไหล การนั่งหลังตรงบนม้าและท่าทางเขินอายเช่นนั้น ยิ่งทำให้เห็นถึงความเรียบง่ายมั่นคงของเขา
“รุ่ยอี้ จอหงวนผู้นี้คือใครกัน”
[1] ยามเช้าเป็นเพียงชาวนา ตกเย็นกลายเป็นขุนนางหน้าท้องพระโรง เป็นบทกวีที่บอกว่า อย่าประมาทชาวบ้านคนธรรมดา เพราะในวันข้างหน้าพวกเขากลายเป็นขุนนางในราชสำนักได้