ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 240 ประกาศชื่อของจอหงวน
บทที่ 240 ประกาศชื่อของจอหงวน
หลิวเหิงไม่ได้ทราบเลยว่าทุกการเคลื่อนไหวของเขาระหว่างทำข้อสอบนั้นถูกจับตาดูอยู่เสมอ หลังจากที่เขาส่งกระดาษคำตอบแล้ว คำตอบของเขาก็ถูกนำไปถวายให้จักรพรรดิโดยตรง
หลังได้ทอดพระเนตรคำตอบแล้ว จักรพรรดิก็ทรงพยักหน้าเล็กน้อย “ด้วยความสามารถขั้นนี้ ยี่สิบหกคนก่อนหน้าต้องเป็นรองเขาแน่นอน”
เว่ยเฉิงกำลังอ่านฎีกาเพื่อศึกษาราชกิจอยู่ เมื่อเห็นจักรพรรดิเทียนฉีกำลังทอดพระเนตรกระดาษคำตอบของหลิวเหิงจึงทูลถามด้วยรอยยิ้ม “เสด็จลุงทรงคิดว่าหลิวเหิงควรอยู่ในลำดับใดพ่ะย่ะค่ะ”
“หายากที่เด็กคนหนึ่งจะมีพรสวรรค์เช่นนี้ ทั้งยังเป็นเด็กหนุ่มและมีท่าทางสง่างาม คงจะเหมาะหากข้าจะเลือกให้เขาเป็นทั่นฮวาหลาง*[1]”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีธรรมเนียมที่ไม่ได้เขียนเป็นกฎตายตัวเอาไว้ว่าทั่นฮวาหลางมักจะเป็นตำแหน่งของจิ้นซื่อที่อายุยังน้อยและดูรูปงามที่สุด
“เสด็จลุง ก่อนหน้านี้เขาเป็นฮุ่ยหยวนแล้ว การมอบตำแหน่งนี้ให้เขาจะเป็นการลดลำดับจากที่หนึ่งหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเฉิงเอ่ยแทนหลิวเหิง “น่าเสียดายนัก เขาต้องถูกทรมานอยู่ในกรมยุติธรรม…”
“เจ้ากำลังต่อรองอันดับสูงสุดให้แก่สหายเก่าอย่างนั้นหรือ”
“หาใช่เพราะเป็นสหายเก่าพ่ะย่ะค่ะ แต่เพราะหลานรู้สึกว่างานของหลิวเหิงโดดเด่นอย่างแท้จริง หากเด็กหนุ่มอายุสิบแปดได้รับตำแหน่งจอหงวน คงจะสะท้อนไปถึงมาตรฐานการสอบขุนนางของราชสำนักที่สูงยิ่งขึ้น ทั้งยังพูดได้ว่าพวกเราให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด”
“เอาละ มาลองดูกันอีกครั้ง” จักรพรรดิส่งกระดาษคำตอบของหลิวเหิงให้กับฉวนฝู ขันทีผู้ดูแลรับผิดชอบ และโบกมือให้เขานำไปส่ง “ส่งให้เฉินฟู่หลี่ดูทีสิ หลิวเหิงผู้นี้ มาจากถงอันใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงมีความจำดียิ่งกว่ากระหม่อมเสียอีกพ่ะย่ะค่ะ” ฉวนฝูชมด้วยรอยยิ้ม
“เอาละ เอาไปส่งเถอะ” จักรพรรดิเทียนฉียิ้ม ชี้ไปทางประตู สั่งให้อีกฝ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มดูฎีกาอื่น ๆ
เว่ยเฉิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก และถือว่าทั้งหมดเป็นเพียงการพูดไปเรื่อยเพียงสองสามประโยคเท่านั้น
อย่างไรความสามารถของหลิวเหิงก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว แต่อันดับของเขาในการสอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจักรพรรดิตั้งใจจะจัดการกับเรื่องคดีฉ้อโกงการสอบอย่างไร
หากจะเข้าข้างใต้เท้าสวี คนที่มีส่วนพัวพันกับคดีอย่างหลิวเหิงไม่มีทางจะถูกเลือกมาอยู่ในสามลำดับแรกอย่างแน่นอน
ทว่าถ้าฝ่าบาทดำริขึ้นว่าใต้เท้าสวีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวนี้และต้องการจะปราบปรามเขา ตำแหน่งจอหงวนก็จะเป็นของหลิวเหิงผู้ซึ่งถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรมในคดีฉ้อโกง และตั้งมั่นที่จะปฏิเสธความผิดที่ตนไม่ได้ก่ออย่างเข้มแข็ง
การตรวจข้อสอบเตี้ยนซื่อยังคงดำเนินต่อไปโดยผู้คุมการสอบ เจ้ากรมทั้งห้า และเจ้าหน้าที่อีกนับสิบ
ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะออกปากบ่นเหนื่อยล้า หลังอาหารเย็น ทุกคนก็เริ่มลงมืออ่านคำตอบ แม้แต่เกาซื่อซงที่อายุเกือบเจ็ดสิบปีก็ยังนั่งอย่างมั่นคงไม่แสดงอาการอะไรออกมา
ฉวนฝูนำกระดาษคำตอบกลับมาคืน เขามองไปรอบ ๆ และส่งกระดาษแผ่นนั้นไปให้ผู้ช่วยฝั่งเฉินเก๋อเหล่า
ข้อสอบเหล่านี้ไม่ระบุชื่อผู้เขียน แต่ก็ไม่สามารถนำไปคัดลอกได้ ทันทีที่เฉินเก๋อเหล่าหยิบกระดาษคำตอบขึ้นมาก็จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือของหลิวเหิง หลังกวาดสายตาอ่านคำตอบก็ไม่พบข้อบกพร่องหรือตกหล่นแม้แต่น้อย และเมื่ออ่านครั้งที่สองก็พบว่ามันแฝงไปด้วยความหมายมากมาย ทั้งยังมีการเรียบเรียงระดับสูง ทำให้อ่านได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งยังเขียนชื่นชมยกย่องคุณธรรมอย่างพองาม ในส่วนที่ต้องแสดงความคิดเห็นส่วนตนก็เต็มไปด้วยความคิดที่ทรงหลัง
เขาวาดวงกลมแล้วส่งต่อไป
ปกติแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจเสร็จสิ้นจะมีการถวายข้อสอบให้แก่จักรพรรดิอีกครั้ง แต่กลับกันที่จักรพรรดิทรงได้อ่านคำตอบฉบับนี้มาแล้ว ก่อนที่จะถูกส่งกลับมา
ยิ่งกว่านั้น ฉวนฝูยังตั้งใจส่งมาทางเฉินเก๋อเหล่าโดยตรง เฉินเก๋อเหล่าและคนอื่น ๆ มีหรือจะไม่เข้าใจเจตนา หลิวเหิงผู้นี้ต้องอยู่ในสามลำดับแรกของรายชื่ออย่างแน่นอน แม้จะไม่รู้ว่าเขาอยู่ในลำดับแรกหรือลำดับที่สามก็ตาม ปกติตำแหน่งที่คาดเดาได้ยากกว่าคือตำแหน่งที่สอง เพราะถือว่าโดดเด่นน้อยที่สุดในสามอันดับแรก
สำหรับงานของหลิวเหิง แม้แต่งานเขียนทั่ว ๆ ไปของเขาก็ยังจะต้องจัดไว้ในงานที่มีคุณค่าสูง
หลังจากใต้เท้าสวีเห็นเช่นนั้นก็หันไปมองหน้าอันหยวนซานเงียบ ๆ
เจ้าหน้าที่ตรวจข้อสอบทั้งสิบตรวจเสร็จสิ้นหนึ่งรอบ เท่ากับว่ากระดาษคำตอบของหลิวเหิงได้รับวงกลมสิบครั้ง
การตรวจข้อสอบจะใช้เครื่องหมายวงกลม จุด ขีดตั้ง และกากบาท เพื่อทำเครื่องหมายแบ่งระดับคะแนน
คำตอบของหลิวเหิงได้รับสิบวงกลม หมายความเป็นผลงานชิ้นเอก
เช้าที่สดใสของวันถัดมา มีก้งซื่อสามร้อยคนมารวมตัวกันที่หน้าประตูวังหลวงอีกครั้ง ทว่าต่างจากครั้งก่อนที่ดูกังวลเล็กน้อย คราวนี้สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
เสียงระฆังหลวงดังขึ้น ประตูทั้งห้าบานของประตูอู่เปิดออก บ่งบอกถึงการเป็นศูนย์รวมของผู้มากความสามารถทั้งแผ่นดินของวังหลวง
หลิวเหิงยังเป็นผู้นำของเหล่าก้งซื่อเช่นเดียวกับในวันสอบเตี้ยนซื่อ พวกเขาเดินแถวเข้าไปในวังหลวง และครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องตามหลังเหล่าขุนนางเข้าไปด้านในอีกต่อไปแล้ว พวกเขาสามารถก้าวเข้าไปได้โดยตรง
พวกเขากำลังเดินเข้าทางประตูทางด้านซ้าย
ตามกฎแล้ว มีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถเข้าออกประตูหลักของประตูอู่ได้ แม้แต่พระมเหสีก็จะทรงผ่านเข้าประตูบานนี้ได้ครั้งเดียวก็คือเมื่อเข้าพิธีอภิเษก มีข้อยกเว้นประการเดียวคือหลังจากที่ประกาศผลการสอบแล้ว ผู้ที่ผ่านการสอบสามอันดับแรกอย่าง จอหงวน ปั้งเหยี่ยน*[2] และทั่นฮวา คนใหม่จะได้รับเกียรติให้ผ่านประตูบานนี้ได้หนึ่งครั้ง
สำหรับเหล่าบัณฑิตแล้ว สิ่งนี้นับเป็นเกียรติอย่างสูง ต่อให้ในภายภาคหน้าจะได้เป็นขุนนางที่ได้รับการเคารพยกย่อง หรือเป็นที่นับหน้าถือตาของคนนับหมื่น หากไม่ได้เป็นหนึ่งในสามลำดับแรกของการสอบหน้าพระที่นั่งก็ไม่มีโอกาสได้รับเกียรติเช่นนี้อีกแล้ว ทุกคนมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
หน้าพระที่นั่งไท่เหอยามนี้มีองครักษ์ชุดเกราะทองยืนเรียงกันอยู่เพื่อแสดงถึงพระบารมีของจักรพรรดิ
ขุนนางฝ่ายพลเรือนและกลาโหมหลายร้อยนายก็เรียงแถวอยู่เช่นกัน แต่ละคนเรียงลำดับตามตำแหน่ง
ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่กรมพิธีการ เหล่าก้งซื่อกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจิ้นซื่อคุกเข่าลง ก่อนที่จะยืนขึ้นอีกครั้ง
จากนั้นก้งซื่อก็ยืนรอเงียบ ๆ พวกเขาไม่ได้ยินเสียงของจักรพรรดิกับเหล่าขุนนางที่อยู่ในพระที่นั่ง หลังจากรออยู่นาน ใต้เท้าสวีก็เดินออกมา ถือรายชื่อของจิ้นซื่อวางลงบนโต๊ะสีทองที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่ง เสียงดนตรีพิธีการดังขึ้น ใต้เท้าสวีเดินออกไป และก้งซื่อทั้งหมดก็คุกเข่าลงที่บันไดหน้าพระที่นั่ง เจ้าหน้าที่กรมพิธีการเริ่มประกาศ “ด้วยความชอบธรรมแห่งสวรรค์ จักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการ ในวันที่แปด เดือนหก ปีเจี่ยเซิน หลังการคัดเลือกบัณฑิตผู้รอบรู้จากทั้งแผ่นดิน…”
หลังจากประกาศว่าราชสำนักมีความยินดียิ่งที่จะได้รับขุนนางใหม่ที่มีความสามารถ เจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการก็หยุดครู่หนึ่งก่อนจะอ่านออกเสียงต่อไป “ลำดับที่หนึ่งในการสอบเตี้ยนซื่อ ปีเจี่ยเซิน หลิวเหิง…”
“ลำดับที่หนึ่ง หลิวเหิง…”
ก้งซื่อสามร้อยคนคุกเข่าลงต่อหน้าพระที่นั่งไท่เหอ ซึ่งมีความยาวประมาณสี่จั้ง เจ้าหน้าที่กรมพิธีการยืนอยู่ด้านหน้าสุด เป็นไปไม่ได้ที่เสียงของเขาจะได้ยินไปจนถึงด้านหลัง ดังนั้นพวกเขาจึงประกาศต่อกันเป็นทอด ๆ
เมื่อเจ้าหน้าที่คนแรกเอ่ย คนที่สองก็เอ่ยต่อ เสียงประกาศของพวกเขาส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ไม่มีการเว้นวรรค ราวกับเป็นคลื่นขนาดใหญ่ที่สาดกระทบ มีเสียงเอ่ยชื่อหลิวเหิงต่อกันราวกับจะส่งไปให้ถึงท้องฟ้า
ชื่อของสามลำดับแรกจะต้องถูกเรียกซ้ำถึงสามครั้ง
ในขณะนี้ไม่ว่าหลิวเหิงจะสงบแค่ไหน เขาก็คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยหัวใจที่ปั่นป่วน ดวงตาร้อนผ่าว ตั้งแต่เมื่อก่อนเขาตั้งใจศึกษาอย่างหนักมาก บิดาและมารดาฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้ที่กับบุตรชายผู้นี้ ความพยายามอย่างหนักของเหยียนซี อุปสรรคขวากหนามระหว่างทางที่เขาได้เจอมา …เขาครุ่นคิดถึงทุก ๆ คน ทุก ๆ สิ่งทีละอย่าง
ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในเวลาชั่วขณะหนึ่ง
ตอนนี้เจ้าหน้าที่กรมพิธีการรีบเข้ามากระซิบเขา “จอหงวน โปรดรีบออกมาขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเถิดขอรับ”
หลิวเหิงรีบลุกขึ้นยืนและเดินไปทางที่จักรพรรดิประทับอยู่ คุกเข่าสามครั้ง คำนับเก้าครั้ง และขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเสียงดัง
พิธีต่าง ๆ ที่หน้าพระที่นั่งไท่เหอดำเนินต่อไปอีกเป็นเวลานาน และจะมีขบวนแห่หลังจากนี้
หลังทุกอย่างเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่กรมพิธีการก็ให้การต้อนรับ นำเหรียญทองไปแขวนที่หน้าประตูอู่ ประกาศว่าจะมีพิธีการแต่งตั้งขุนนางในอีกสามวันถัดไป
บัณฑิตสามอันดับแรกนำโดยหลิวเหิงทำตามคำชี้แนะของเจ้าหน้าที่ราชสำนัก เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อรอร่วมขบวนแห่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น
[1] ทั่นฮวา คือ จิ้นซื่อที่สอบได้อันดับ 3
[2] ปั้งเหยี่ยน คือ จิ้นซื่อที่สอบได้อันดับ 2