ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 239 เส้นทางยาวไกลเบื้องหน้า
บทที่ 239 เส้นทางยาวไกลเบื้องหน้า
หลิวเหิงพูดคุยกับก้งซื่อหลายคนอย่างเงียบ ๆ ในไม่ช้า แสงยามเช้าก็ส่องสว่างขึ้นทางทิศตะวันออก
ราชองครักษ์แบ่งกลุ่มก้งซื่อออกเป็นสองแถวและยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
หลิวเหิงและคนอื่น ๆ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่พวกเขากำลังตั้งสมาธิอยู่นั้น เกี้ยวขุนนางหลายหลังของทางการก็เคลื่อนตัวมาหยุดอยู่บริเวณประตูวังหลวง มีเจ้าหน้าที่สวมอาภรณ์สีน้ำเงินของทางการเดินลงมาแล้วโค้งคำนับกัน พวกเขาเดินผ่านก้งซื่อเข้าไปในวังหลวง
จากนั้นเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งก็พากันเดินเข้าไปเป็นแถวยาว ประตูวังหลวงพลันเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ขุนนางนั่งเกี้ยว แม่ทัพขี่ม้า ขุนนางกรมพลเรือนและกลาโหมมาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้พูดคุยอะไร ทุกคนต่างรีบร้อนและแบ่งเป็นฝ่ายของตนเอง
เมื่อพบเพื่อนร่วมงาน เหล่าขุนนางก็จะทักทายกันเสียงเบาแล้วเดินไปตามแถว ทว่าเหล่าแม่ทัพกลับต่างออกไป พวกเขาไม่ค่อยสงวนท่าที พบกันแล้วก็ทักทายเสียงดัง ตบไหล่ ชนหมัดและเดินอย่างห้าวหาญ
ฝ่ายตรวจการณ์ค่อนข้างเป็นอิสระจากผู้คน พวกเขามองไปรอบ ๆ พลางขมวดคิ้วราวกับทุกสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องที่จะต้องตรวจตราหาความผิดปกติ ไม่ว่าจะจากทางฝั่งพลเรือนหรือกลาโหมก็ตาม เมื่อได้พบหน้าฝ่ายตรวจการก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา
บรรดาขุนนางในแคว้นเว่ย หากจะต้องมีการพูดลับหลังใครสักคนหนึ่ง ฝ่ายตรวจการย่อมต้องอยู่ในหัวข้อสนทนาอย่างแน่นอน งานของพวกเขาคือการรายงานความผิดปกติและคอยตรวจสอบ ดังนั้นจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นประเด็นสนทนาลับหลังได้
เมื่อขุนนางฝ่ายพลเรือนและกลาโหมทั้งหมดพร้อมกันที่หน้าประตูวังหลวง เหล่าขุนนางอาวุโสที่นำโดยใต้เท้าสวีก็มาถึงในช่วงท้าย ในหมู่พวกเขามีขุนนางอาวุโสสามกลุ่ม สวีถิงจือมาถึงช้าที่สุด รองราชเลขาเกาซื่อซงและเฉินฟู่หลี่ที่อยู่ในลำดับที่สามมาถึงก่อนแล้ว ตามมาด้วยลำดับที่สี่อันหยวนซานที่เดินตามหลังของใต้เท้าสวีอย่างใกล้ชิด และฉื่อซือหมิงลำดับที่ห้า เขาเป็นคนอายุน้อยที่สุดเพิ่งจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเน่ย์เก๋อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทักทายคนอื่น ๆ เขาก็ยืนอยู่ห่าง ๆ ถัดจากเฉินเก๋อเหล่า
รองราชเลขาเกาและเฉินเก๋อเหล่าเดินมาทางก้งซื่อ เฉินเก๋อเหล่าหยุดอยู่ตรงหน้าของหลิวเหิงแล้วเอ่ยขึ้น “เอ้อร์หลาง คราวก่อนเจ้าสอบผ่านเป็นฮุ่ยหยวน ข้อครหาทั้งหมดได้ถูกคลี่คลายลงแล้ว ในที่สุดก็ได้ดำเนินชีวิตตามเส้นทางผู้ถวายงานแด่จักรพรรดิแล้วสินะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับ เป็นเพราะโชคดีจึงได้มาถึงจุดนี้ และข้าน้อยต้องขอบคุณใต้เท้าด้วยขอรับ” หลิวเหิงรีบโค้งศีรษะทำความเคารพ
“นี่คือคนหนุ่มน่าจับตามองที่ท่านชื่นชมใช่หรือไม่” เกาซื่อซงยิ้มและหันมาเอ่ยกับเฉินเก๋อเหล่า จากนั้นก็มองไปทางหลิวเหิง “สอบเตี้ยนซื่อก็ทำให้ดี อย่ากังวลมากจนเกินไป”
“ขอรับ ข้าน้อยจะจดจำคำชี้แนะของใต้เท้าเป็นอย่างดี” หลิวเหิงตอบเกาซื่อซงอีกครั้ง
ในการสอบครั้งนี้มีขุนนางอาวุโสทั้งสามเป็นผู้คุมการสอบ พวกเขาจึงถือว่าเป็นอาจารย์ของก้งซื่อทั้งหมด
เมื่อใกล้จะถึงเวลาตามกำหนด เกาซื่อซงและเฉินฟู่หลี่ก็เดินมาขวางหน้าและเหลือบมองสวีถิงจือที่มาถึงช้ากว่า
ตอนนี้ใต้เท้าสวีกำลังเดินผ่านทางทอดยาวที่มีแถวของก้งซื่อเรียงอยู่สามร้อยคน เมื่อถูกคนสองคนปิดทางเดินต่อ เขาจึงทำได้เพียงชะลอฝีเท้าลง ให้ทั้งสองเดินผ่านไปก่อน และค่อย ๆ เดินตามหลังไปอย่างนั้น
ในการสอบนี้ ใต้เท้าสวีเป็นถึงหัวหน้าผู้ควบคุมการสอบ เป็นอาจารย์ของเหล่าก้งซื่อเช่นเดียวกัน แต่จากการสนทนาเมื่อครู่ระหว่างเกาซื่อซง เฉินเก๋อเหล่า และหลิวเหิง พวกเขาทั้งสามจงใจที่จะไม่สนทนากับใต้เท้าสวี เห็นชัดว่าจงใจหักหน้าอีกฝ่าย
นอกจากนี้จากคำพูดของเฉินเก๋อเหล่าที่เอ่ยกับหลิวเหิง ว่าเขากำลัง ‘เดินบนเส้นทางของผู้ถวายงานแด่จักรพรรดิ’ นั้นเป็นการบ่งบอกกลาย ๆ ว่าไม่ว่าชายหนุ่มจะสำเร็จหรือล้มเหลวในการสอบครั้งนี้ ล้วนเป็นไปตามพระวินิจฉัยของจักรพรรดิ ใต้เท้าสวีไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเขาในครั้งนี้แต่อย่างใด
สำหรับเหล่าขุนนางอาวุโสแล้ว ทุก ๆ คำที่พวกเขาเอ่ยล้วนแฝงความหมายลึกซึ้ง หลิวเหิงเพียงรู้สึกว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นที่เขายืนอยู่หน้าวังหลวงก็เริ่มได้เห็นขุนนางทุกประเภทในราชสำนัก และได้เห็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นทั้งอย่างเปิดเผยและซ่อนเร้นมากมาย เดิมทีเขาคิดว่าคราวนี้ตนเองกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าขุนนางเหล่านี้ แต่เมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำกล่าวว่า ‘เส้นทางยาวไกลเบื้องหน้า ต้องลองฝ่าเพื่อพิสูจน์ว่าจะขึ้นสูงหรือลงต่ำ’
ไม่นานเสียงกลองก็ดังขึ้น ประตูวังหลวงเปิดออก เหล่าเจ้าหน้าที่และขุนนางต่างเดินเข้าไปในประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เหล่าก้งซื่อที่อยู่ด้านนอกเฝ้ามองคนจำนวนมากที่ค่อย ๆ หายเข้าไปในประตูบานใหญ่ หลิวเหิงอยู่ที่แถวหน้าของก้งซื่อมองเห็นราวบันไดสีขาวไกล ๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปหลังประตูวังหลวง
ผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง เจ้าหน้าที่สองคนจากกรมพิธีการก็เดินมาทางแถวของก้งซื่อและอธิบายกฎเกณฑ์เมื่อต้องเข้าไปในวังหลวง พวกเขาขอให้ทุกคนเรียงแถวตามการจัดลำดับ หลังจากพูดคุยเรียบร้อยก็มีเสียงรายงานประกาศดังขึ้นว่าก้งซื่อรุ่นล่าสุดได้เดินทางเข้าสู่วังหลวงแล้ว ประกาศนี้ค่อย ๆ ถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ ถึงชั้นในของวังหลวง
เมื่อได้รับคำสั่งจากในวังหลวง ก้งซื่อทั้งสามร้อยคนก็ได้เดินเข้าไป
สถานที่สอบครั้งนี้ของพวกเขาอยู่ที่พระที่นั่งไท่เหออันเป็นจุดศูนย์กลางอันโอ่อ่าของวังหลวงแห่งนี้
จักรพรรดิเทียนฉีประทับบนบัลลังก์มังกรสูงสง่า มีตู้ตำราเรียงอยู่เป็นแถวหน้าพระที่นั่ง ผู้เข้าสอบทั้งสามร้อยคนคุกเข่าสามครั้ง คำนับเก้าครั้งพร้อมพากันเปล่งเสียงว่า “ฝ่าบาททรงพระเจริญ” จากนั้นจักรพรรดิก็พระราชทานขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขาสองสามเรื่อง
นี่คือช่วงเวลาที่บัณฑิตทั้งแผ่นดินต่างเฝ้ารอให้มาถึงมากที่สุด สำหรับบางคนแล้ว ทั้งชีวิตนี้อาจมีโอกาสได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งหนึ่งคือการสอบเตี้ยนซื่อ และอีกครั้งคือหลังสอบเตี้ยนซื่อผ่านแล้ว จากนั้นแม้หลายคนจะอยู่ในหน้าที่การงานซึ่งได้ชื่อว่าเป็นขุนนางผู้ถวายงานแด่องค์จักรพรรดิ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าอีกเลย ในตอนนี้บรรดาก้งซื่อจึงเต็มไปด้วยความปีติยินดี ไม่ว่าจะเป็นลำดับที่หนึ่งหรือลำดับที่สามร้อย ล้วนฟังทุกคำพูดที่จักรพรรดิพระราชทานคำชี้แนะอย่างตื่นเต้น หลังจากวันนี้พวกเขาจะได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์ของจักรพรรดิผู้มากบารมี
หลังจากที่จักรพรรดิกล่าวจบ ผู้เข้าสอบก็กล่าวขอบพระทัย จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะสอบตามลำดับของตนเอง
การสอบหน้าพระที่นั่งในรอบเตี้ยนซื่อ เป็นการสอบเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการปกครอง โดยทั่วไปจะเกี่ยวสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันในเท่านั้น เป็นข้อสอบที่ถูกเรียกว่า ข้อสอบกลยุทธ์พระราชวังทองคำ
การตอบข้อสอบเชิงกลยุทธ์เช่นนี้มีความเฉพาะเจาะจงอยู่มาก มีรูปแบบที่เคร่งครัดตามอย่างที่ถูกกำหนดมาช้านาน หากมีความผิดพลาดแม้แต่ส่วนเดียวก็อาจทำให้อันดับตกลงไปไกลได้
หลิวเหิงนั่งอยู่ในตำแหน่งที่หนึ่งและเริ่มอ่านคำถามทันทีที่ได้รับมา
ตามกฎแล้ว เวลาในการสอบเตี้ยนซื่อคือยามเฉิน*[1]ถึงยามโหย่ว*[2] ข้อสอบทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งในช่วงค่ำ ครั้งนี้จักรพรรดิพระราชทานคำถามทั้งหมดสามข้อ หากจะตอบภายในวันเดียวจะต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า ดังนั้นพวกเขาจึงจมอยู่กับการตอบคำถามในทันทีอย่างไม่อาจเสียเวลาได้
แม้จะเป็นการสอบหน้าพระที่นั่ง แต่จักรพรรดิเทียนฉีก็ไม่ได้ทรงประทับอยู่หน้าพวกเขาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นครู่หนึ่งก่อนจะเสด็จออกไปอย่างเงียบ ๆ
แต่ผู้ที่อยู่ในสนามสอบเพื่อควบคุมดูแลก็ยังคงเป็นใต้เท้าสวี และขุนนางอาวุโสคนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเจ้ากรมทั้งหก เจ้าหน้าที่จากศาลยุติธรรม และคนอื่น ๆ ที่มีตำแหน่งค่อนข้างสูง พวกเขาคอยสังเกตการณ์และมีราชองครักษ์เป็นผู้ดูแลพื้นที่โดยรอบ ไม่ว่าผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่ควบคุมการสอบจะขยับตัวทำสิ่งใดราชองครักษ์จะเข้ามาควบคุมทันที แม้จะเข้าห้องน้ำก็จะถูกติดตามไปด้วย
พระที่นั่งไท่เหอตกอยู่ในความเงียบงัน ตอนนี้ไม่มีผู้เข้าสอบคนใดเงยหน้าขึ้นมามองทางพระที่นั่งหรือทางโถงใหญ่ และเสียงเดียวที่ทุกคนได้ยินคือเสียงเปิดตำรากระดาษกระทบกันเบา ๆ เท่านั้น
ผู้คุมการสอบเองก็มองไปทางผู้เข้าสอบอย่างจดจ่อ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเป็นที่สงสัยจึงไม่มีใครเอ่ยปากพูดคุยกัน พวกเขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังโดยราชองครักษ์ ทำให้รู้สึกราวกับถูกสายตาหลายคู่จับจ้อง ผู้ที่ไม่เคยชินถึงกับรู้สึกมือสั่นเทาขึ้นมาอย่างกดดัน
การสอบครั้งนี้มีการอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าครั้งก่อน ๆ มาก ไม่เพียงมีชาร้อนให้เท่านั้น แต่ยังมีของว่างจากวังหลวงให้อีกด้วย
หลิวเหิงกินไปสองสามชิ้นก็ค้นพบว่าของว่างในวังหลวงรสชาติดียิ่งกว่าที่เหยียนซีเป็นคนทำเสียอีก
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ และเริ่มลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงครู่เดียว ร่างคำตอบก็เสร็จสมบูรณ์ การเรียบเรียงคำตอบให้สละสลวยก็เป็นส่วนสำคัญของการตอบข้อสอบเตี้ยนซื่อ ดังนั้น เขาจึงใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเรียบเรียงจนกระทั่งเริ่มมีผู้ส่งข้อสอบทีละคนสองคน หลิวเหิงวางพู่กันและทำสัญญาณมือเพื่อให้ราชองครักษ์มาเก็บคำตอบไป
กว่าพวกเขาจะได้ออกจากวังหลวง ฟ้าก็มืดลงแล้ว ถนนหลวงร้างผู้คน มีเพียงผู้เข้าสอบเท่านั้นที่เดินออกไปไม่มีใครอื่นอีก
[1] ยามเฉิน คือเวลา 07.00 – 08.59
[2] ยามโหย่ว คือเวลา 17.00 – 18.59