ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 238 มาไกลเกินไปแล้ว
บทที่ 238 มาไกลเกินไปแล้ว
ตอนนี้แม้โรงน้ำชาอวี่เซิ่นจะมีเพียงไม่กี่สิบแห่ง แต่ก็ถือว่ามีอิทธิพลมาก หากเปิดเพิ่มอีกเล็กน้อยก็อาจจะกุมอำนาจจากข้อมูลมากมายของเมืองสำคัญ ๆ ในแคว้นเว่ยทั้งหมดได้
หลินจูหว่างรู้สึกปลื้มปีติเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้เหล่านั้น เขากล่าวยินดีกับท่านอ๋องซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากคิดเรื่องนี้แล้วก็พูดขึ้นว่า “ท่านอ๋อง ตอนนี้เราไม่มีกำลังคน เรื่องโรงน้ำชาอวี่เซิ่นควรจะให้แม่นางเหยียนเป็นผู้ดำเนินการนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เพียงให้นางแบ่งเงินปันผลเท่านั้น” หลินจูหว่างวางรายละเอียดการร่วมมือไว้บนโต๊ะ ภายในเขียนแจกแจงรายต้นทุนต่าง ๆ เอาไว้อย่างละเอียด แต่ก็ยังมีหลายรายการที่ว่างเปล่า อย่างชื่อผู้จัดการโรงน้ำชา และส่วนแบ่งรายได้ที่ยังว่างเปล่าอยู่
รายละเอียดเหล่านั้นถูกเว้นว่างเอาไว้ทั้งหมด ดูแล้วเหยียนซีน่าจะให้เกียรติและโอนอ่อนต่อท่านอ๋องมาก หากเข้าร่วมกับโรงน้ำชาอวี่เซิ่น เขาก็จะสามารถใส่ชื่อของตนเป็นผู้จัดการร้านได้โดยตรง เทียบเท่ากับการเข้ามาเป็นเจ้าของโรงน้ำชาได้อย่างง่ายดาย
“แม่นางเหยียนภักดีต่อท่านอ๋องมากจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ” หลินจูหว่างคิดว่าเหยียนซีมีสายตากว้างไกลมากจริง ๆ “แม่นางเหยียนจัดการโรงน้ำชาได้อย่างเรียบร้อย มีกำลังคนเป็นของตนเอง เป็นเรื่องดีที่จะลงทุนและรับเงินปันผลจากกิจการนี้….”
“จะให้ข้าเข้าไปทำกำไรจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานอย่างยากลำบากได้อย่างไร” เว่ยเฉิงจ้องหลินจูหว่าง เขาตัดสินใจจะร่วมมือกับเด็กสาว โดยเหยียนซีจะเป็นผู้จัดการเรื่องกำลังคนและดูแลกิจการภายในร้าน ส่วนแบ่งปันผลจะเป็นของนางเก้าส่วน และเป็นของเขาอีกหนึ่งส่วน ซึ่งชายหนุ่มเป็นผู้เติมรายละเอียดส่วนนี้ลงไปด้วยตนเอง
จากนั้นเขาก็ปรึกษาหลินจูหว่างในการระบุข้อมูลที่ตนเองต้องการรวบรวมจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่น ก่อนจะนำของทั้งหมดให้โจวหงนำไปส่งที่ร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่น
เมื่อโจวหงได้ยินว่าโรงน้ำชาของเหยียนซีร่วมมือกับท่านอ๋องของตนแล้ว เขาจึงรีบอวยพรให้มั่งคั่งรุ่งเรือง
เหยียนซีและหลิวเหิงได้ฟังคำอวยพรนั้นก็ดีใจมาก พวกเธอเลี้ยงอาหารดี ๆ ให้อีกฝ่าย ก่อนจะส่งโจวหงกลับไปที่วังอย่างยินดี
เว่ยเฉิงไม่ได้ออกมาจัดการโรงน้ำชาด้วยตนเอง แต่เขามักจะไปนั่งจิบชา กินอาหารเป็นการส่วนตัว และเขียนอักษรอยู่ภายในโรงน้ำชาอวี่เซิ่นที่เชิงเขาปี้อวิ๋น
คนอื่น ๆ ที่มีความคิดจะเข้าร่วมกิจการโรงน้ำชา เมื่อได้เห็นว่าเฉิงจวิ้นอ๋องเข้ามาเขียนอักษรที่นี่ จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าท่านอ๋องเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังกิจการ ความคิดที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโรงน้ำชาอวี่เซิ่นเป็นอันต้องล้มเลิกไปทั้งหมด
เหยียนซีดูสัญญาที่เขียนลงบนกระดาษโดยท่านอ๋องแล้วก็ยิ้มกว้างจนถึงดวงตา
“เจ้ามีความสุขมากเลยหรือ” เมื่อหลิวเหิงเห็นนางมองคำว่าเว่ยเฉิงในกระดาษซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนั้น ในใจของเขาก็รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย
“จะไม่ให้ข้ามีความสุขได้อย่างไรเจ้าคะ ด้วยป้ายทองคำจากท่านอ๋อง จะไม่มีใครกล้ามาก่อปัญหาให้โรงน้ำชาของเราได้อีก” เหยียนซีมองสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ใช่เพราะกลัวหมึกจะจางลง เธอคงเอามันขึ้นมาจูบสักสองสามครั้ง นี่แหละฐานอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ในที่สุดก็มีผู้มีอำนาจมาร่วมมือกับเธอ!
เว่ยเฉิงขอให้โรงน้ำชาอวี่เซิ่นช่วยรวบรวมข้อมูลจากสถานที่ต่าง ๆ ให้ และหลังจากนั้นโรงน้ำชาหลายแห่งก็เริ่มเปิดทำการทางตอนเหนือของเมืองหลวงได้อย่างไม่ติดขัด
ตอนนี้โรงน้ำชาอวี่เซิ่นไม่ต่างอะไรจากหูตาของเฉิงจวิ้นอ๋อง หากเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์ ในภายหน้าหลิวเหิงน่าจะต้องขึ้นเป็นคนสนิทของจักรพรรดิด้วยหรือไม่?
เหยียนซีรู้สึกได้ทันทีว่าตนเองมีคุณค่า และรู้สึกว่าหากตนสวมชุดเฟยอวี๋*[1]ก็น่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าองครักษ์เสื้อแพร!
“ซีเอ๋อร์…ข้า ข้าไม่น่าเชื่อถืองั้นหรือ”
อา? เหยียนซีมองหลิวเหิง เมื่อเห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ดีแล้วจึงเริ่มชะงักเล็กน้อย “ไม่ …พี่เอ้อร์หลาง ท่านน่าเชื่อถือสำหรับข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“หากลองคิดดูแล้ว ข้าอาจจะไร้ประโยชน์จริง ๆ การเป็นบัณฑิตของข้าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตอนนี้เป็นเจ้าที่หาเลี้ยงครอบครัว หากมีอะไรผิดพลาด ข้าก็ยังต้องพึ่งเจ้าช่วยดูแลและเป็นธุระจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ …เฉิงจวิ้นอ๋องคงจะมีประโยชน์กับเจ้ามากกว่าข้าจริง ๆ”
นี่เขา…อิจฉางั้นหรือ? หลิวเหิงนั่งเงียบ ๆ ด้วยท่าทางหดหู่ ขนตายาว ๆ ของเขาทำให้เกิดเงาเล็ก ๆ สะท้อนบนใบหน้า ปากของชายหนุ่มเม้มเล็กน้อย ดูราวกับเด็กที่ทำความผิดแล้วกำลังจะถูกดุ หัวใจของเหยียนซีอ่อนยวบเมื่อเห็นเช่นนั้น
เด็กสาววางสัญญาลงแล้วเดินเข้าไปใกล้หลิวเหิง “มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ ตอนที่ข้าเริ่มทำการค้าครั้งแรก ก็เป็นพี่เอ้อร์หลางที่ช่วยไม่ให้ข้าถูกรังแก ต่อมาเมื่อเปิดโรงน้ำชาอวี่เซิ่น ก็เป็นเพราะท่าน เราจึงสามารถสร้างกิจการที่ประสบความสำเร็จราบรื่นขึ้นได้ หากท่านไม่เป็นคนโน้มน้าวหัวหน้าตระกูลหลิว เราก็คงไม่ได้มีผู้จัดการและผู้ช่วยในโรงน้ำชาที่ดีเช่นนี้ หากไม่มีท่านที่มีความรู้เรื่องตำราและเป็นบัณฑิตที่เป็นที่รู้จัก เราก็คงไม่สามารถเปิดให้คนอื่น ๆ มายืมตำราได้ หากขาดบัณฑิตอย่างท่านไปสักคนหนึ่ง ก็ไม่มีใครสนับสนุนให้ข้าทำสิ่งนี้ได้เจ้าค่ะ”
เหยียนซีอธิบายถึงทุกการมีส่วนร่วมของหลิวเหิง …โรงน้ำชาทุกวันนี้ มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เพราะเธอไม่สามารถทำมันได้ทั้งหมด ในยุคนี้ที่สตรีเกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดมากมาย หากไร้การสนับสนุนจากหลิวเหิง ทุกอย่างก็คงไม่ง่ายเช่นกัน ไม่ว่าความคิดของเธอจะน่าสนใจเพียงใดก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น หลิวเหิงยังเป็นคนไม่ยอมให้เธออดอยาก แม้จะพอมีเงินอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคัดลอกตำราและขายงานเขียนในสำนักศึกษา เพื่อที่จะหาเงินมาใช้จ่าย เขาไม่ได้นำเงินเหล่านั้นไปซื้อของที่ต้องการ แต่มอบมันให้ตนเป็นคนดูแล
เมื่อคิดเช่นนั้น ในยุคนี้ …เธอโชคดีเหลือเกินที่ได้พบกับผู้ที่มีความรู้และเปิดกว้างเช่นหลิวเหิง
“เฉิงจวิ้นอ๋องเป็นผู้สนับสนุนของเรา ข้าจึงรู้สึกขอบคุณเขา”
‘เรา’ เป็นคำพูดที่ฟังแล้วสบายใจเป็นอย่างมาก หลิวเหิงพลันรู้สึกอุ่นใจขึ้น ทว่าเขาก็ยังอยากได้ยินเหยียนซีพยายามปลอบเขาอีกสักสองสามคำ ดังนั้นจึงยังคงก้มหน้าลงและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
แม้เหยียนซีจะเป็นคนช่างพูด แต่เธอกลับพบว่าตนเองกลายเป็นคนพูดไม่เก่งเมื่อต้องพยายามปลอบใจผู้อื่น ดังนั้นเด็กสาวจึงเริ่มเปลี่ยนวิธี “พี่เอ้อร์หลาง เราเป็นครอบครัวเดียวกัน และครอบครัวก็ต้องแตกต่างจากคนนอกเสมอ ท่านไม่ควรเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น ไม่มีอะไรที่ท่านต้องไปเทียบกับเขาเลย แม้จะกลับชาติมาเกิดก็ไม่สามารถเอาคนมาเปรียบเทียบกันได้ …มีคำกล่าวที่ว่า หากสตรีไม่สามารถเป็นเจ้าคนนายคนได้ นางก็ต้องพยายามให้มากขึ้นเพื่อเป็นมารดาของบุรุษที่เป็นเจ้าคนนายคน…”
“ไร้สาระน่า” หลิวเหิงมีความสุขเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่อเขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าคนนายคน ก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป “ลูกของเราจะต้องมีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน และเจ้าก็จะได้เป็นมารดาของจิ้นซื่อในอนาคต”
ถูกต้องแล้ว บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า ในครั้งนี้เธออาจจะพูดเกินไป เหยียนซีพยักหน้าตาม “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ไม่เป็นพ่อค้าแม่ค้าอีกต่อไป”
“หากมีบุตรสาว ข้าสามารถให้นางเรียนรู้การทำการค้าจากเจ้าได้ เป็นเรื่องดีที่บุตรสาวจะสามารถหาเลี้ยงตนเองและอยู่อย่างมีความสุข แต่หากเป็นบุตรชาย ข้าก็จะสอนให้เขารู้ตำราเป็นอย่างแรก…”
“หยุดก่อนเจ้าค่ะ!” ยิ่งเหยียนซีฟังเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเธอได้สติ ใบหน้าเด็กสาวก็ร้อนผ่าว หัวข้อสนทนาครั้งนี้มาไกลเกินไปแล้ว! แม้จะใช้อาชาแปดตัวก็ไม่อาจฉุดรั้งกลับมาได้ ตนอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น และยังไม่ทันจะได้แต่งงาน แต่เขากลับชวนคุยเรื่องบุตรสาวบุตรชายแล้วงั้นหรือ!
เหยียนซีถลึงตาด้วยความโกรธ เธอจะไม่หลงประเด็นไปพูดเรื่องบุตรชายบุตรสาวเช่นนี้อีก
เด็กสาววิ่งกลับไปที่ห้องพร้อมสัญญาในมือ และเก็บมันลงกล่องด้วยความระมัดระวังที่สุด ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในที่สุดการสอบเตี้ยนซื่อก็มาถึง บัณฑิตที่ผ่านการสอบสามร้อยคนต่างเดินทางมารวมตัวกันที่หน้าวังหลวงด้วยความรู้สึกแจ่มใสยินดี
ทุกคนต่างสวมเสื้อผ้า ถุงเท้า และรองเท้าใหม่ พวกเขาต่างรอการเรียกชื่อกันอย่างเงียบ ๆ การสอบเตี้ยนซื่อนั้นทำไปเพื่อจัดลำดับเท่านั้น และมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากการสอบฮุ่ยซื่อครั้งที่ผ่านมา เรื่องราวของคดีฉ้อโกงที่เคยทำให้ทุกคนขุ่นเคืองเงียบหายไป พวกเขารู้สึกว่าอนาคตของตนเองเริ่มขึ้นตั้งแต่บัดนี้ ไม่มีความกังวลและไม่แน่นอนอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงดูผ่อนคลาย โค้งคำนับให้กันและสนทนาเบา ๆ
หลังผ่านการสอบฮุ่ยซื่อ พวกเขาก็ถูกนับว่าเป็นก้งซื่อรุ่นเดียวกัน ถือเป็นผู้เริ่มราชการพร้อมกันและจะผูกมิตรไมตรีกันเพื่อหน้าที่การงานในภายภาคหน้า
ผู้คนจำนวนไม่น้อยอยู่รอบกายหลิวเหิงผู้เป็นฮุ่ยหยวน พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่ไปช่วยเหยียนซีเรียกร้องความยุติธรรมในวังหลวงมาก่อนหน้านี้ พวกเขาติดตามเด็กสาวไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิและร้องทุกข์ ถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว มิตรภาพที่ดีจึงงอกงามขึ้น
[1] ชุดเฟยอวี๋ คือ ชุดเสื้อแขนยาวเย็บต่อกับกระโปรงจีบ บ้างก็ปักลายเล็กน้อย บ้างก็ปักลายตลอดชุด เป็นเครื่องแบบที่องครักษ์เสื้อแพรมักจะใส่กัน