ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 235 ข้าจะไปกับเจ้าเอง
บทที่ 235 ข้าจะไปกับเจ้าเอง
หวังชีที่ดูเขินอายราวกับเป็นสาวน้อยทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
ที่ชานเมืองหลวงมีชาวนาบางคนถูกจ้างมาให้ช่วยทำพะโล้ และหวังชีก็ถูกใจบุตรสาวชาวนานางหนึ่งเข้า
เหยียนซีเคยพบนางมาก่อน นางไม่ได้เป็นคนหน้าตาโดดเด่น แต่มีรูปร่างผอมบางมาก เมื่อยืนข้างหวังชี ชายหนุ่มจะดูตัวหนากว่านางมากถึงสองเท่า
ครอบครัวนางยากจนและมีบุตรสาวหลายคน ดังนั้นจึงไม่ได้มีค่าสินสอดอะไร นางช่วยงานพ่อแม่อยู่ในทุ่งนามาตั้งแต่เด็ก ๆ พวกเขาพยายามหาสามีให้นางตั้งแต่อายุได้สิบสามสิบสี่ แต่นางก็ยังไม่ได้แต่งออกเสียที
ปีนี้นางล่วงเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว และหากปีหน้าไม่แต่งงาน นางจะเป็นหญิงสาวอายุครบสิบแปด ทางการจะจัดให้นางแต่งงานกับใครสักคน
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นคนช่างพูดช่างเจรจา แต่เป็นคนที่ทั้งซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง
ตอนนี้หวังชีเป็นผู้จัดการร้านเนื้อตุ๋น รายได้ในแต่ละเดือนซึ่งยังไม่รวมเงินปันผลในแต่ละปีมีมากกว่าร้อยตำลึง มีตระกูลพ่อค้าจำนวนมากในเมืองหลวงสนใจอยากจะให้เขามาแต่งงานกับบุตรสาวตนเอง แต่หวังชีไม่ได้สนใจข้อเสนอเหล่านั้นเลย เพราะพึงใจในบุตรสาวชาวนาผู้นี้แล้ว
“แม่นางเถียนไม่สมกับท่านสักนิด” อาต้าเอ่ยขึ้นมาตามตรงเพราะเขารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ
หวังชีไม่พอใจ “ไม่จริงเสียหน่อย ถึงจะไม่มีฐานะอะไร แต่นางเป็นคนจิตใจดีมากและยังทำงานเก่ง แม่ข้าเคยบอกเอาไว้ว่าหากจะแต่งงานให้เลือกคนที่อยู่ด้วยกันแล้วช่วยเหลือกันได้!”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่ป้ากู้พูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ เหยียนซีก็พบว่าเถียนเสี่ยวชุ่ยนั้นตรงกับที่นางเคยพูดเอาไว้ทั้งหมด นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ไม่ได้โดดเด่นและครอบครัวที่ไม่มีฐานะ นางก็เป็นสตรีที่น่าสนใจมาก ครอบครัวเถียนไม่ได้คิดขายลูกสาวกิน พวกเขาไม่ได้ต้องการค่าสินสอด เพียงแค่ต้องการหาครอบครัวดี ๆ ให้บุตรสาวแต่งออกไปอยู่ด้วยเท่านั้น
เมื่อคิดเช่นนี้แล้วพวกเขาทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดีเป็นอย่างมาก
หวังชีขึ้นเสียงใส่อาต้าและไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย “ข้าจะขอเสี่ยวชุ่ยหลังจากนี้ หากนางเห็นด้วยก็จะพานางกลับบ้านเกิดไปเคารพหลุมศพท่านแม่ด้วยกัน”
หลิวเหิงประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเป็นผู้หญิงคนนี้ “ท่านพี่ นี่เจ้าตัดสินใจแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้ว เสี่ยวชุ่ยเป็นคนที่ข้ารัก”
“เอาละ ดูเหมือนว่าเรากำลังจะมีงานแต่งนะ” ผู้เฒ่าหวูโถวหัวเราะ “หาฤกษ์ดี ๆ แล้วเตรียมของอร่อยมาเลี้ยงทุกคนกันเถอะ”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก เอาเป็นว่าหลังจากเรียบร้อยแล้วข้าจะเลี้ยงบะหมี่ทุกคนสักโต๊ะสองโต๊ะก็แล้วกัน” หวังชียิ้มใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ทุกคนหยอกล้อกันและจากไป ทิ้งหวังชีไว้เพียงลำพัง
เขาต้องการพาเถียนเสี่ยวชุ่ยกลับไปที่หมู่บ้านหยางซาน โดยวางแผนว่าจะขอนางแต่งงานก่อน จากนั้นค่อยพานางกลับไปจัดงานแต่งที่บ้าน ดังนั้นจึงต้องหารือกับหลิวเหิงเรื่องการจัดงานว่าควรจะเป็นอย่างไร
เมื่อเห็นท่าทางแน่วแน่ของเขา หลิวเหิงก็พลันอึดอัดใจเล็กน้อย เพราะเขายังไม่ทันเริ่มการสู่ขอด้วยซ้ำ แต่หวังชีกำลังคิดว่าจะเลี้ยงแขกกี่โต๊ะแล้ว
“ตามประเพณีของอำเภอหมิงสุ่ย เจ้าต้องมีของหมั้นเพื่อขอแต่งงาน เจ้าเตรียมเอาไว้แล้วหรือยัง” หัวใจของหลิวเหิงสั่นไหว ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินจากเพื่อนร่วมสำนักมา ว่าการแต่งงานของอำเภอหมิงสุ่ยฝ่ายชายจะต้องเตรียมของหมั้นแทนใจมอบให้หญิงสาวที่ต้องการจะแต่งงานด้วยเพื่อเป็นการขอแต่งงาน เขายังไม่ได้เตรียมอะไรอย่างนั้น เพราะไม่รู้ว่าตะเตรียมสิ่งใดดี ดังนั้นจึงถามหวังชีบ้าง
หวังชีอึ้งไปเล็กน้อย เขายุ่งอยู่กับงานตลอดเวลา และคอยติดตามเหยียนซีในการทำสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับประเพณีเช่นนี้มาก่อน เขาได้แต่เกาหัวและขอคำแนะนำอย่างจนปัญญา “ข้ามอบต่างหูเงินให้เสี่ยวชุ่ยไปคู่หนึ่ง นับว่าเป็นของหมั้นได้หรือไม่”
ใช้ต่างหูเงินเป็นของหมั้นงั้นหรือ
หลิวเหิงคิดตามเช่นกัน หากเขามอบเครื่องประดับสักชิ้นให้ซีเอ๋อร์เป็นของหมั้นนางจะชอบหรือไม่
ไม่สิ! เหยียนซีเป็นคนดูแลเรื่องเงินทั้งหมดในบ้าน ตอนนี้เขาไม่มีเงินสดอยู่กับตัวมากนัก จึงไม่มีทางหาซื้อเครื่องประดับดี ๆ ในตอนนี้ได้ และเขาก็เป็นบุรุษ จะให้ขอเงินจากซีเอ๋อร์มาซื้อของหมั่นให้นางก็คงจะดูไม่งาม อีกทั้งเครื่องประดับจากร้านเหล่านั้น สำหรับเขาแล้วมันก็ดูไม่ได้สื่อถึงความในใจของตนเองได้ดีเท่าไรนัก
ซีเอ๋อร์มักจะบอกว่าการสวมเครื่องประดับเป็นการโอ้อวดฐานะมากเกินไป จนถึงตอนนี้นางก็แทบไม่สวมเครื่องประดับใด ๆ นอกจากเครื่องประดับผม ของหมั้นที่เขาจะมอบให้นาง ควรจะเป็นของที่นางจะเต็มใจจะสวมมันไว้กับตัวตลอดเวลา เขาอาจจะต้องคิดให้ดีในการเลือกมันมามอบให้เหยียนซี
หลิวเหิงไตร่ตรองเรื่องของตนเองอยู่นาน จนทำให้หวังชีกระวนกระวายใจและถามย้ำอย่างลังเล “เอ้อร์หลาง ต่างหูเป็นของหมั้นไม่ได้หรือ!?”
“คิดว่าไม่เหมาะเท่าไร” หลิวเหิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ตอนที่มอบต่างหูให้นาง เจ้าไม่ได้เอ่ยถึงความตั้งใจจะครองคู่กับนางใช่หรือไม่ ของหมั้นแทนใจควรเป็นของที่มอบให้หลังจากตกลงจะเป็นสามีภรรยากันแล้ว” เมื่อหวังชีพยักหน้าตามเขาก็อธิบายต่อ “ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าของหมั้นควรเป็นของที่สื่อความหมายดี ๆ”
“เช่นนั้นต้องเป็นต่างหูมงคลอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น!”
“ถ้าอย่างนั้น… ข้าควรมอบสิ่งใดเป็นของหมั้นดีเล่า!? เอ้อร์หลาง เจ้าเป็นคนปราดเปรื่อง ช่วยข้าคิดเรื่องนี้ที อะไรที่เหมาะจะเป็นของหมั้นที่มีความหมายดีเล่า!”
“ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าที่วัดเฒ่าจันทราขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์มาก มีคนไปที่นั่นเพื่อขอด้ายแดงมงคลสำหรับแต่งงานมากมาย เจ้าไปที่วัดเฒ่าจันทราเพื่อของด้ายแดงมงคลมาดีหรือไม่”
วัดเฒ่าจันทรางั้นหรือ?
หวังชีคิดอยู่ครู่หนึ่งก็มีสีหน้าลำบากใจ “มีทั้งฮูหยินและคุณหนูมากมายเดินทางไปที่วัดเฒ่าจันทรา ข้าเป็นผู้ชายตัวใหญ่จะไม่ดูตลกหรือหากเดินทางไปที่วัดเช่นนั้น”
ในเมืองหลวง วัดเฒ่าจันทราขึ้นชื่อเรื่องการอธิษฐานขอเรื่องคู่ครองเป็นพิเศษ หากขอด้ายแดงมงคลไปให้คู่ครองสวมใส่ ก็จะมีชีวิตคู่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข
ดังนั้นหากมีบุตรที่กำลังรอจะแต่งงาน ฮูหยินหลายบ้านก็เดินทางไปที่วัดเฒ่าจันทรา บางคนก็จะพาเด็กสาวในครอบครัวไปที่นั่นด้วยกันด้วย
ว่ากันว่าทุกวันชีซีที่เป็นวันแห่งความรัก สตรีจำนวนมากจะเดินทางไปที่วัดเฒ่าจันทราเพื่อขอพรเรื่องคู่ครอง
เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เหล่าสตรีจำนวนมากจะเดินทางไป นานวันเข้าจึงเหมือนจะกลายเป็นธรรมเนียมที่แทบจะไม่มีผู้ชายคนใดไปที่นั่น
“ใครว่าบุรุษจะไปที่วัดเฒ่าจันทราไม่ได้เล่า”
“มีบุรุษไปก็จริง แต่ทั้งหมดล้วนไปกับภรรยาหรือคู่หมาย ข้าไม่สามารถพาเสี่ยวชุ่ยไปด้วยกันได้ …จะไม่แปลกหรือ” หวังชีดูกังวลไม่น้อย “เอ้อร์หลาง ความคิดของเจ้าดีมาก แต่มันค่อนข้างที่จะน่าอึดอัด หากข้าจะไปที่นั่นคนเดียว…”
“ให้ข้าไปด้วยหรือไม่” หลิวเหิงเสนอขึ้นอย่างเรียบ ๆ
“เจ้าจะไปกับข้าหรือ! แต่เรื่องการสอบเตี้ยนซื่อ…” หวังชีดีใจมากในตอนแรก แต่เมื่อคิดว่าชายหนุ่มยังติดเรื่องการสอบเตี้ยนซื่ออยู่ จึงไม่แน่ใจว่าสามารถออกไปข้างนอกได้หรือไม่ แม้ว่าเขาจะบอกว่าตอนนี้ตนสบายดี แต่เหยียนซีก็ยังยืนยันจะให้เขาอยู่แต่ที่บ้านและห้ามออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น หากนางรู้ว่าหลิวเหิงออกไปข้างนอกเพื่อเตรียมของหมั้นกับเขาทั้งที่ควรจะพักผ่อนอยู่บ้าน นางคงจะดุเขาแน่!
“ไม่เป็นไร อีกแปดวันกว่าจะมีการสอบเตี้ยนซื่อ เจ้าไปคนเดียวก็รู้สึกเขินอายไม่ใช่หรือ ในฐานะลูกพี่ลูกน้อง มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะไปกับเจ้า” หลิวเหิงอธิบายอย่างสงบ แสดงความจริงใจในฐานะพี่น้องได้เป็นอย่างดี
หวังชีพบว่าญาติผู้น้องคนนี้เป็นคนดีมากจริง ๆ เมื่อรู้ว่าเขามีปัญหาเรื่องของหมั้นและยังเป็นคนขี้อาย หลิวเหิงก็ไม่เพียงแต่จะช่วยคิด ทั้งหาคำแนะนำให้เท่านั้น ทว่ายังเต็มใจจะไปที่วัดเฒ่าจันทราเป็นเพื่อนเขาอีกด้วย! ดังนั้นหวังชีจึงตอบรับอย่างมีความสุข “โชคดีเหลือเกินที่ข้ามีเจ้า!”
“ไปกันเลยดีหรือไม่ ซีเอ๋อร์กำลังไปที่ไร่ ตอนนี้นางไม่อยู่บ้าน” หลิวเหิงลุกขึ้นเตรียมจะเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปข้างนอก
นี่เขารีบร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ!? หวังชีตะลึงเล็กน้อย “ตอนนี้ร้านยังเปิดอยู่ รอช่วงบ่ายก่อนดีหรือไม่”
“ให้เสี่ยวเฟิงช่วยดูแลร้านไปก่อน ยังมีผู้เฒ่าหวูโถวอีกคน พวกเขาน่าจะช่วยเหลือกันได้” หลิวเหิงผูกเชือก สวมรองเท้า แล้วลากหวังชีออกไปด้วยกัน
หวังชีเก้าเท้าตามไป เขาซึ่งเป็นคนที่ต้องการของหมั้นยังไม่รีบร้อน …เหตุใดเอ้อร์หลางจึงได้ดูร้อนใจกว่าเขาเสียอีก?