ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 234 ช่างไม่ละเอียดอ่อนไร้เดียงสา
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 234 ช่างไม่ละเอียดอ่อนไร้เดียงสา
บทที่ 234 ช่างไม่ละเอียดอ่อนไร้เดียงสา
หลิวเหิงและผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเดินออกจากประตูหน้าก้งเยวี่ยน ในที่สุดการสอบอันแสนยาวนานก็สิ้นสุดลงแล้ว
เมื่อผู้เข้าสอบจำนวนมากพากันเดินออกมาและเห็นหลิวเหิง พวกเขาต่างก็เข้ามาทักทายถามไถ่
ทุกคนต่างเหนื่อยล้า ไม่เหมาะจะสนทนาอะไรกันมากมายนัก หลิวเหิงจึงกล่าวอำลาและรอจนทุกคนแยกย้ายไป
เหยียนซีกังวลตั้งแต่เข้าวันที่สามของการสอบ เธอส่งผู้เฒ่าหวูโถวไปรอที่หน้าประตูก้งเยวี่ยนทุกวัน
ทันทีที่ชายหนุ่มเดินออกมา ผู้เฒ่าหวูโถวจึงรีบบังคับม้าให้ลากรถไปรับทันที “คุณชาย ขึ้นรถม้ากลับบ้านเถอะขอรับ”
หลิวเหิงเอ่ยชื่นชมที่อีกฝ่ายทำงานหนักก่อนจะขึ้นไปบนรถม้า และทันทีที่หัวพิงผนังรถเสียงกรนก็ดังขึ้น เขาไม่มีทางที่จะหลับสนิทในก้งเหยวี่ยน ความจริงแล้วชายหนุ่มพยายามจะพักผ่อนอย่างดี และอยู่ในอาการแจ่มใสเสมอเพื่อกดดันใต้เท้าสวี
ทันทีที่ขึ้นมาบนรถม้าและคิดว่ากำลังจะได้กลับบ้าน ร่างกายกับจิตใจก็เริ่มผ่อนคลายจนผล็อยหลับไปทันที
ผู้เฒ่าหวูโถวได้ยินเสียงกรนของหลิวเหิงดังออกมาจากในห้องโดยสารจึงพยายามควบคุมม้าให้เดินทางอย่างไม่รุนแรงนัก
ทางด้านวังหลวงตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
จักรพรรดิเทียนฉีทรงแต่งตั้งผู้ตรวจข้อสอบเป็นการส่วนพระองค์จำนวนห้าสิบคน ให้พวกเขาประจำอยู่ที่หอฉงเหวินภายในวังหลวง พวกเขาต้องตรวจสอบข้อสอบทั้งหมดให้เสร็จสิ้นที่นี่
คนถึงห้าสิบคนช่วยกันอ่านคำตอบ ย่อมต้องทำเวลาได้อย่างรวดเร็ว ผ่านไปเพียงห้าวัน คำตอบจากผู้เข้าสอบทั้งหมดก็ถูกอ่านจนครบ
และเมื่อเรียงลำดับรายชื่อผู้สอบผ่านออกมาแล้ว ครั้งนี้หลิวเหิงอยู่ในลำดับที่ห้า
จักรพรรดิเทียนฉีรับสั่งให้นำคำตอบของหลิวเหิงมาถวายที่ห้องทรงอักษร เพื่อที่พระองค์จะได้ทอดพระเนตรมันอีกครั้ง “มันยากมากที่ข้าจะแตกฉานเรื่องเช่นนี้ตอนอายุเพียงสิบแปด ควรจะมีคนที่เฉียบแหลมและกล้าเสนอคำตอบเช่นนี้มากกว่านี้ในที่ประชุมขุนนางของเรา”
ผู้ตรวจข้อสอบที่นำคำตอบของหลิวเหิงมาถวายได้ยินเช่นนั้นจึงกลับไปที่หอฉงเหวิน และหลังจากที่ปรึกษากับคนอื่น ๆ ชายหนุ่มจึงถูกเลื่อนขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง
ฮุ่ยหยวน*[1] วัยสิบแปด อย่าว่าแต่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลย ต่อให้ผ่านไปในอนาคตของรัชสมัยนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีเช่นนี้อีกหรือไม่
ผู้ประกาศข่าวดีมาถึงตอนที่หลิวเหิงถูกเหยียนซีพาไปนอนที่เตียงและมีท่านหมอเผิงกำลังตรวจอาการอยู่
เมื่อข่าวดีถูกประกาศออกมา หวังชีและคนอื่น ๆ ก็ตื่นเต้นมาก พวกเขาทำหน้าที่แจกซองแดงแก่คนที่มาแสดงความยินดี และเชิญเพื่อนบ้านหลายคนมากินอาหารด้วยกัน
ถึงบรรยากาศที่ร้านจะคึกคัก แต่ภายในบ้านยังคงเงียบสงบ
หมอเผิงยิ้มและแสดงความยินดีกับหลิวเหิง “เป็นข่าวดีมากจริง ๆ ผลการสอบครั้งนี้ต้องล้างมลทินให้คุณชายหลิวได้อย่างแน่นอน”
หมอเผิงพูดคุยกับเขานิดหน่อยและเขียนใบสั่งยาให้ ก่อนที่หวังชีจะเชิญเขาไปที่หน้าร้านเพื่อดื่มร่วมกัน
เมื่อเหยียนซีส่งหมอเผิงเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาเห็นว่าหลิวเหิงกำลังพิงขอบเตียงอย่างครุ่นคิด เธอรีบถามทันที “พี่เอ้อร์หลาง เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
“เปล่า ข้าแค่รู้สึกว่า… คราวนี้เป็นฮุ่ยหยวนแล้ว แต่กลับไม่ได้รู้สึกดีใจอย่างตอนเด็กที่ผ่านการสอบครั้งอื่น ๆ”
เหยียนซีถอนหายใจ ก่อนหน้านี้เธอกังวลอะไรมากมายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีเรื่องดี ๆ เพียงใดเข้ามา ความกังวลนั้นก็ทำให้ไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ และมีแต่ต้องเตรียมการทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ “ข้าสั่งให้เฉวียจือกลับไปส่งข่าวที่บ้านแล้ว หัวหน้าตระกูลต้องดีใจกับเรื่องนี้มากแน่เจ้าค่ะ”
“ถ้าเราได้ไปทางใต้ เราเดินทางกลับไปที่หมู่บ้านดีหรือไม่” หลิวเหิงจับมือเหยียนซี “ข้าเขียนจดหมายถึงท่านอาจารย์แล้ว ให้เขาเป็นเถ้าแก่ให้เรา แล้วเราก็จะได้แต่งงานกันเมื่อกลับบ้าน…”
“แต่งงานงั้นหรือเจ้าคะ!?” เหยียนซีผงะ “ข้าอายุเพียงสิบสามเท่านั้น” เธอตกใจอยู่พักหนึ่งและอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องอยู่ในใจ
“แต่งกันก่อน… รอ.. รอให้เจ้าโตกว่านี้แล้วค่อยเข้าหอด้วยกัน” หลิวเหิงตัดสินใจ “ตอนที่แม่ข้ายังอยู่ นางก็พูดเสมอว่าอยากให้เราแต่งงานกัน… ตอนนั้น… ข้าคิดว่าเจ้ายังเด็กเกินไป”
“ตอนนี้ข้าก็ยังเด็ก” เหยียนซีตอบอย่างขุ่นเคือง
หายากที่นางจะดูโกรธพร้อมดวงตาเป็นประกายสดใสเช่นนี้ …นางอายุเพียงสิบสามเท่านั้น แต่กลับมีกลิ่นไอเยือกเย็น ซึ่งหาได้ยากในเด็กสาววัยเพียงเท่านี้
“ข้าเกรงว่าหากไม่สามารถแต่งงานกับเจ้าได้ในเร็ว ๆ นี้ เมื่ออายุมากขึ้น …คงเป็นข้าเองที่ไม่คู่ควรกับเจ้าอีก” หลิวเหิงเอ่ยอย่างละอายใจ เขาอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้ออกมา “เจ้าเป็นคนหลักแหลม มีความสามารถ หน้าตาก็งดงาม หากเราแต่งงานกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็จะทำให้ข้าสบายใจได้ เมื่อข้าไปรับราชการที่อื่น ก็สามารถพาเจ้าไปด้วยกัน เจ้าช่วยข้าดูแลเรื่องต่าง ๆ ในบ้าน ในภายหน้ายามถูกถามว่าเจ้าเป็นใคร ข้าก็จะสามารถบอกทุกคนได้เต็มปากว่านี่คือฮูหยินของข้า ข้ารู้ว่าต่อไปหากเจ้าติดตามข้าไปทุกที่ หนทางข้างหน้าคงไม่สวยงาม …แต่ซีเอ๋อร์ข้าไม่อยากปล่อยให้วันเวลาผ่านไปเช่นนี้อีกแล้ว”
“ใคร ๆ ในหมู่บ้านก็พูดกันว่าเจ้าเป็นคู่หมายของข้า ถ้าเราไม่แต่งงานกันก็จะไม่มีใครมาสู่ขอเจ้า หากรอไปจนถึงอายุสิบแปดก็จะถูกทางการสั่งให้แต่งงานกันอยู่ดี คงจะดีกว่าหากเราตัดสินใจเรื่องเช่นนี้กันเอง”
ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องความรักอย่างนั้นหรือ
เหยียนซีคร่ำครวญอยู่ในใจ เธอไม่มีประสบการณ์ในเรื่องความรักมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับขืนใจ ตอนนี้กลับสบายใจเสียด้วยซ้ำ
หลังผ่านการใช้ชีวิตมาสองชาติ สิ่งที่เด็กสาวต้องการไม่ใช่คำพูดหวานหู แต่เป็นอะไรที่เรียบง่าย
เธออายุเกือบจะสามสิบปีแล้วในชาติก่อน และเมื่อเทียบกันแล้ว ตอนนี้หลิวเหิงเด็กเกินไปมาก แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและสงบนิ่งของเขา ก็พลันทำให้รู้สึกใจสงบตามไปด้วย เหยียนซีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “พี่เอ้อร์หลาง หากท่านแต่งงานกับข้าจริง ๆ ต่อไปในภายหน้าท่านต้องไม่คิดเรื่องอนุหรือมีคนอื่น ข้าจะไม่ยอมอดทนกับเรื่องเช่นนั้นแน่นอน”
“เจ้าคิดถึงเรื่องนี้…” หลิวเหิงพูดไม่ออกเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเห่อร้อน ซีเอ๋อร์ควรจะเขินอายเรื่องนี้เสียหน่อยไม่ใช่หรือ นางพูดเรื่องนี้กับเขาอย่างจริงจังได้อย่างไร “คือว่า…จริง ๆ …” เขาคิดคำอธิบายอะไรออกมาไม่ได้อีก ดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วยิ้มออกมา “เจ้านี่ไม่ละเอียดอ่อนไร้เดียงสาเอาเสียเลย”
แล้วอย่างเขานี่จัดว่าละเอียดอ่อนอย่างนั้นหรือ เหยียนซีกลอกตา คำพูดขอแต่งงานของเขาเองก็ช่างแห้งแล้ง และหากนี่เป็นยุคสมัยใหม่ เขาก็แค่กำลังจะเอาเด็กในบ้านมาแต่งงานด้วยไม่ใช่หรือ
เมื่อเห็นว่าหลิวเหิงยังยิ้มอยู่ เหยียนซีก็หงุดหงิดเล็กน้อย “อย่ายิ้มเช่นนั้นอีก ข้าเคยบอกท่านแล้วนะเจ้าคะ หากท่านต้องการจะมีภรรยาหลายคน ข้าจะปล่อยท่านไป” เธอมีเงินเก็บของตัวเองอยู่แล้ว สามารถออกไปมีชีวิตเป็นของตัวเองได้
“ข้าไม่เคยคิดจะทำอะไรเช่นนั้น เดิมทีก็เป็นเพียงลูกชาวนา พ่อข้าเป็นช่างตีเหล็กและทำไร่ทำนา จะไปมีความคิดเช่นนั้นได้อย่างไร แม่บอกข้าเสมอว่าชีวิตคู่ควรเป็นเรื่องของคนสองคน อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาจึงจะมีความสุข” หลิวเหิงกล่าวอย่างมั่นคง หลิวต้าหลี่คือบิดาเพียงคนเดียวที่เป็นแบบอย่างของเขาเสมอ
หากเขาไม่ได้คิดอยากมีภรรยาสามอนุสี่ เธอก็เริ่มสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างไรคนอย่างหลิวเหิงก็สามารถแต่งงานหาสตรีดี ๆ สักคนมาเป็นภรรยาได้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้สนใจใครทั้งสิ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา
“ตกลงเจ้าค่ะ” เหยียนซีพยักหน้าอย่างจริงจัง “เมื่อกลับถึงหมู่บ้านเราจะแจ้งเรื่องนี้กับท่านอาและท่านอาสะใภ้”
เมื่อหวังชีและคนอื่น ๆ กลับเข้ามาด้านในหลังละมือจากงานรับแขก พวกเขาก็ตกตะลึงหลังได้ยินว่าหลิวเหิงและเหยียนซีจะแต่งงานกัน
พวกเขาไปดื่มเพียงครู่เดียว เมื่อกลับมา ทั้งสองก็ตกลงปลงใจจะแต่งงานกันแล้วหรือ!?
“ข้าคิดว่าหลังจากนี้คงถูกเรียกตัวเข้าวังไปรับตำแหน่ง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนางไปประจำเมืองอื่น หากพอจะมีเวลาหลังจากนั้น พวกข้าจะกลับไปที่บ้านเพื่อกราบบรรพบุรุษแล้วจัดการเรื่องงานแต่งงาน”
“แล้วกิจการที่เมืองหลวงเล่า” หวังชีกังวลเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงจะต้องจากไปและยังจะพาเหยียนซีไปด้วย
เหยียนซียิ้ม “พี่ชี ข้าจะฝากร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นในเมืองหลวงไว้ในความดูแลของท่าน เราจะกลับบ้าน ท่านจะกลับไปกับเราด้วยหรือไม่ …พาใครสักคนไปเคารพป้ากู้”
“ข้า…นั่นสินะ ฮ่า ฮ่า ไม่รู้ว่านางจะยอมไปกับข้าหรือไม่” หวังชีอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงเมื่อได้ยินคำถามของเหยียนซี ชายหนุ่มตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรจากเด็กตัวน้อยไร้เดียงสา
[1] ฮุ่ยหยวน ตำแหน่งอันดับหนึ่งของผู้ที่สอบผ่านฮุ่ยซื่อ