ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 230 ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน
บทที่ 230 ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน
หลังหวังชีออกไปจัดการงาน เหยียนซีก็เอาตั๋วเงินพันตำลึงออกมาส่งให้ผู้เฒ่าหวูโถว “เอาตั๋วเงินนี้ไปให้หัวหน้าคณะชิว บอกเขาว่าเป็นค่าละครของวันนี้ ข้าจะเขียนบทดี ๆ ให้เขาในภายหลัง และจะร่วมงานกับเขาอีก”
ผู้เฒ่าหวูโถวหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ขอรับ หัวหน้าคณะชิวเก่งทั้งเรื่องการแสดงละครและร้องเพลง”
จู่เหรินร่างอ้วนความจริงแล้วก็คือหัวหน้าชิวปลอมตัวมา อีกทั้งการปลอมตัวเป็นจู่เหรินของผู้เฒ่าหวูโถวและเหยียนเฟิงเป็นความคิดของเขาด้วยเช่นกัน ตอนที่หลิวเหิงจะถูกจับก็ยังเป็นหัวหน้าชิวที่คิดจะช่วยให้เขาหลบหนีไปได้
เหยียนซีมอบเงินพันตำลึงให้ไม่เพียงเพื่อขอบคุณอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ยังเพื่อชดเชยที่วันนี้เขาไม่ได้ไปแสดงละครด้วย เนื่องจากไปช่วยเล่นละครให้เธอ เขาและคณะตระกูลชิวจึงต้องหยุดงาน หัวหน้าชิวไม่ได้สนใจรายได้ที่หายไปในวันนี้ ทว่านักแสดงคนอื่น ๆ อาจจะเดือดร้อนได้
ดังนั้นเงินของเหยียนซีจึงไม่ใช่เพื่อตอบแทนน้ำใจของเขาเท่านั้น แต่เพื่อให้นักแสดงในคณะตระกูลชิวทั้งหมดปิดปากเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย
ตราบใดที่หัวหน้าคณะละครชิวไม่ปล่อยให้เรื่องนี้หลุดไปได้ การเคลื่อนไหวของจู่เหรินร่างอ้วนคนนั้นก็จะยังถูกปิดเป็นความลับและถูกลืมเลือนไปราวกับสายลมวูบหนึ่ง ต่อไปหากมีใครคิดเรื่องนี้ได้และพยายามตามหาเขา ก็คงไม่มีทางได้เจอกันอีก
ผู้เฒ่าหวูโถวรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมาก จึงได้เดินทางไปหาหัวหน้าชิวด้วยตนเอง
ทุกคนในคณะละครชิวรู้ว่าหัวหน้าของพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่น แม้แต่บทละครก็ยังได้รับมาจากนาง ดังนั้นจึงไม่ได้ติดใจอะไรที่เห็นผู้เฒ่าหวูโถวมาที่นี่
หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ แล้ว เหยียนซีก็สงบลงและง่วนอยู่ในครัวเพื่อเตรียมอาหารเสียบไม้ต้มและพะโล้
อาหารทั้งหมดเป็นเครื่องเสวยที่จะถวายให้ฝ่าบาท ดังนั้นเด็กสาวจึงพิถีพิถันจัดการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เธอนั่งเฝ้าหม้อปรุงอาหารไม่ขยับ หลังจากตุ๋นเนื้อสัตว์แล้ว ก็ใส่มันลงไปในหม้อน้ำแกงสมุนไพร ก่อนจะรอให้รสชาติซึมซาบเข้าไปในเนื้อ
ไข่ต้มชาก็เป็นสิ่งที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีเช่นกัน เธอกรองชาอย่างดีเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารจะดูสะอาดน่ากิน
หลังจากเตรียมอาหารต้มเสร็จแล้ว เด็กสาวก็จัดเรียงบะหมี่ หูหมู เต้าหู้แห้ง และวัตถุดิบอื่น ๆ ให้เป็นวงกลมสวยงามในกล่องอาหาร รูปแบบการจัดจานเป็นแบบอาหารสมัยใหม่ ดูสวยงามราวกับดอกไม้ผลิบานอย่างสดใสในจานสีขาว
ตรงกลางมีจอกสุราที่มีกุ้งปรุงสุกปอกเปลือกวางเรียงเป็นวงกลม และเอาส่วนหัวของมันจุ่มลงไปในจอก ส่วนหางอยู่ด้านนอกเป็นการจัดเรียงที่สวยงาม
กุ้งชนิดนี้จับได้ที่แม่น้ำนอกเมือง เมื่อต้มแล้วเนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หลังวางตรงกลางกล่องอาหารแล้วก็ดูสวยงามคล้ายเกสรดอกไม้สีชาด
หลังจากเหยียนซีเตรียมทุกอย่างจนเสร็จสิ้น เธอก็มองดูของทั้งหมดอีกครั้งด้วยความพึงพอใจ
อีกทั้งเด็กสาวยังเลียนแบบขนมเค้กอุ้งเท้าแมว ด้วยการใช้หมั่นโถวฟักทองมาทำเป็นรูปเท้าแมว และมีแผ่นสีเหลืองเล็ก ๆ มาประดับให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู
อาหารทั้งหมดถูกบรรจุลงในกล่องอาหาร เธอแยกพะโล้ หมั่นโถว และอาหารเสียบไม้ต้มบางส่วนลงไปห่อในกระดาษน้ำมัน ไว้สำหรับให้เว่ยเฉิงและโจวหงกินด้วย พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องความสวยงาม แต่เน้นที่ปริมาณมากกว่า
เมื่ออาหารชนิดเดียวกันใส่บรรจุภัณฑ์ต่างกัน มูลค่าและความเหมาะสมก็จะเปลี่ยนไปทันที
เหยียนเฟิงนำอาหารไปยังวังเฉิงจวิ้นอ๋อง และแจ้งข่าวลือของตระกูลสวีให้เขาทราบ เพราะรู้ว่าตอนนี้เว่ยเฉิงอยู่ฝ่ายเดียวกับตน จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรจากอีกฝ่าย
ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น หวังชีและเฉวียจือขึ้นรถม้าไปที่หน้าศาลยุติธรรมเพื่อรับหลิวเหิงกลับบ้าน
หลังเหยียนซีส่งขันทีที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์ในการพระราชทานพระราชโองการกลับวังหลวงแล้ว เธอก็เอาเตาอั้งโล่และอ้ายเย่*[1]มาวางไว้ที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน เมื่อหลิวเหิงลงจากรถม้า หวังชีและคนอื่น ๆ ก็ช่วยพยุงเขาเดินข้ามเตาอั้งโล่และโรยใบอ้ายเย่เพื่อปัดเป่าโชคร้ายออกไปก่อนที่จะเข้าไปด้านใน
เหยียนซียืนรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นหลิวเหิงเดินเข้ามาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอามือขึ้นมาปิดปากกั้นไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกมา
เสื้อผ้าที่เขาสวมเป็นชุดที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ไม่มีคราบเลือดให้เห็น แต่เขาดูซูบผอมลงไปมากทั้งที่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เสื้อผ้าชุดเดิมขาดวิ่น ผมเผ้ากระเซิง สองแก้มตอบลง มีรอยแผลเลือดออกบนใบหน้าและมือเล็กน้อย
หลิวเหิงเดินไปหาเหยียนซีที่อยู่ตรงบันไดหน้าประตู เขามองนางแล้วยิ้มออกมา “ซีเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว”
มีเพียงรอยยิ้มนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอรู้ว่าเขาคือหลิวเหิงคนเดิมที่ตนคุ้นเคย
“พี่เอ้อร์หลาง เข้าบ้านเราเถอะเจ้าค่ะ” เหยียนซียื่นมือออกไปช่วยพยุงเขา ทันทีที่มือของเธอสัมผัสลงบนแขนของชายหนุ่ม หลิวเหิงก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “ข้าทำให้ท่านเจ็บหรือไม่เจ้าคะ!”
“ไม่เป็นไร ซีเอ๋อร์ เราเข้าบ้านกันเถอะ” หลิวเหิงคว้ามือเหยียนซีเอาไว้ เมื่อเขากล่าวเช่นนั้น ความสุขก็พลันหวนกลับมาอีกครั้งหลังผ่านความทุกข์ยากจากมรสุมครั้งใหญ่
“ท่านกลับมาแล้ว ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ท่านกลับมาที่บ้านเราแล้ว” เหยียนซีพึมพำซ้ำไปมา เมื่อรู้สึกถึงความหยาบที่ฝ่ามือของหลิวเหิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องหลั่งน้ำตาออกมา “ท่านอดทนได้ดีมากเจ้าค่ะ ตอนนี้มีความสุขได้แล้วนะเจ้าคะ เข้าไปในบ้านกันเถอะ”
ระหว่างที่พูดเช่นนั้นเธอก็ช่วยประคองหลิวเหิงให้เดินเข้าไปในบ้าน
หลังเข้าไปในบ้าน หลิวเหิงก็มองไปรอบ ๆ และพบกับบรรยากาศที่คุ้นเคย เขาถอนหายใจออกมา “ในที่สุดข้าก็ได้กลับบ้านแล้ว” ทันทีที่พูดจบก็ทรุดตัวล้มลงกับพื้น
โชคดีที่หวังชีและคนอื่น ๆ ช่วยประคองไว้ไม่ให้เขาล้มลงไปจนบาดเจ็บ
หลิวเหิงถูกประคองให้นอนลง เหยียนซีไปตามหมอเผิงมาช่วยดูอาการให้เขา
หมอเผิงไม่รอช้า รีบเดินทางมาที่เรือนเพื่อพบหลิวเหิง เขาเริ่มเอ่ยกับเหยียนซีหลังตรวจเสร็จ “ส่วนใหญ่เป็นบาดแผลภายนอก และร่างกายก็เสียสมดุลเล็กน้อย หลังตรวจชีพจรดูแล้ว อาการไม่อันตรายมาก ส่วนที่เป็นแผล ทายาไม่นานก็หาย แต่เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน เอายาไปดื่มสองสามห่อ บำรุงตับกับหัวใจ ปรับสมดุลปราณ มันจะช่วยลดความเมื่อยล้าได้”
เขารู้ได้ว่าหลิวเหิงเป็นคนเข้มแข็งมาก อายุเพียงสิบแปด แต่กลับอยู่ในคุกหลายวันได้อย่างไม่มีอาการตื่นตระหนกหรือซึมเศร้า คนเช่นนี้ต้องเป็นคนที่มีจิตใจแน่วแน่เป็นอย่างมาก
เหยียนซีได้ยินจากเว่ยเฉิงมาก่อนแล้วว่าเขาไม่ได้รับโทษร้ายแรง และเมื่อได้ฟังหมอเผิงเองพูดเช่นเดียวกัน เด็กสาวก็โล่งใจ ก่อนจะถามอย่างละเอียดว่าต้องบำรุงร่างกายให้เขาด้วยยาหรืออาหารอะไรหรือไม่ มีสิ่งใดควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ จากนั้นก็ส่งหมอเผิงกลับไปยังสำนักแพทย์ประจำเมือง
ระหว่างที่หลิวเหิงกำลังหลับ เหยียนซีก็เอาผ้าชุบน้ำสะอาดมาช่วยเช็ดหน้าและมือให้เขา เช็ดไปได้ไม่นานผ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเข้ม อยู่ในคุกเขาคงไม่ได้ล้างหน้าล้างตาเลย เมื่อเช็ดมือให้เขา เด็กสาวก็เห็นว่าเล็บมือชายหนุ่มฉีกออกจากกัน โชคดีที่การทรมานในยุคนี้ยังไม่โหดร้ายเท่าสงครามต่อต้านญี่ปุ่นที่ตนเคยเห็นในภาพมาก่อน ตามมือของหลิวเหิงไม่มีร่องรอยของการตอกตะปูลงไป
มือของเขาซีดขาวบอบบางจนมองเห็นเส้นเลือดด้านใน
อีกยี่สิบวันการสอบครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้น มือนี้จะพร้อมสำหรับการจับพู่กันอย่างมั่นคงหรือไม่ หากไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ เธอจะพาเขากลับบ้าน อย่างไรเกียรติในฐานะจู่เหรินก็ยังเพียงพอให้เขาอยู่บ้านเกิดอย่างมีหน้ามีตาได้…
“เจ้ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่งั้นหรือ”
“กลับบ้าน…” เหยียนซีเอ่ยตอบสั้น ๆ จากนั้นก็เพิ่งรู้สึกว่าหลิวเหิงตื่นแล้ว “ท่านตื่นแล้วหรือ หิวหรือไม่เจ้าคะ ข้าทำน้ำแกงไก่เอาไว้ กินสักชามดีหรือไม่”
เด็กสาวคิดแต่จะกลับบ้านเกิด หากบอกเขาว่าไม่อยากให้เขาสอบอีกแล้ว หลิวเหิงจะเชื่อฟังเธอแล้วกลับบ้านไปด้วยกันหรือไม่
วันนี้มีพระราชโองการออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าการพิจารณาคดีและการสอบครั้งใหม่จะเริ่มในอีกยี่สิบวันหลังจากนี้ หากไม่สามารถล้างมลทินให้ตนเองได้ ผู้ต้องสงสัยจะถูกริบตำแหน่งคืนทั้งหมด และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งอีกต่อไปเป็นเวลาสามรุ่น
หลิวเหิงไม่เพียงต้องเข้าสอบเท่านั้น แต่เขายังต้องสอบให้ผ่านเพื่อล้างมลทินให้ตนเองด้วย
แต่คดีของอวี๋ผิงหงสิ้นสุดลงแล้วเพราะเขารับสารภาพ ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ในการเข้าสอบครั้งใหม่ น่ากลัวว่าเมื่อคดีสิ้นสุดลง เขาอาจจะต้องถูกประหารพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่ขายข้อสอบนั่น
“ซีเอ๋อร์ ขอบคุณเจ้ามากที่พยายามถึงขนาดนี้” หลิวเหิงเห็นว่าเหยียนซีดูผอมลงไปมาก ใบหน้านางซีดเซียว มีรอยคล้ำใต้ตาที่เห็นได้ชัด ระหว่างทางกลับเขาได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ จากหวังชี ว่านางวางแผนทำอะไรมากมายเพื่อเขา ก็ทำให้ชายหนุ่มทั้งละอายใจและภูมิใจในตัวนางไม่น้อย นางไม่ย่อท้อและไม่ยอมหนีไปไหน อีกทั้งยังใช้ความเฉลียวฉลาดในการช่วยให้เขาได้กลับบ้านในวันนี้ ทั้งที่ความจริงแล้ว นางสามารถมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเขา
[1] อ้ายเย่ คือ สมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน จุดติดไฟง่าย ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี ขับไล่อาการหนาวเย็น มักใช้เป็นสมุนไพรรมยาในการแพทย์แผนจีน