ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 228 ข่าวจากเว่ยเฉิง
บทที่ 228 ข่าวจากเว่ยเฉิง
นอกวังหลวง คนอื่น ๆ ยังรออยู่ที่กรมยุติธรรมเพื่อรอฟังข่าวจากเหยียนซี เมื่อพวกเขาเห็นนางและคนอื่น ๆ ออกมา ทุกคนก็มารวมตัวกันอีกครั้ง
ผู้คนที่ออกมาจากวังหลวงพูดคุยกันอย่างมีความสุขเมื่อได้เจอคนที่รออยู่ “เป็นไปได้ว่าทางการจะตรวจสอบคดีที่เกิดขึ้นและจัดสอบใหม่อีกครั้ง!”
“จริงหรือ!”
“โอ้!? พี่ชายข้าเสียใจมากและเดินทางกลับบ้านเกิดไปแล้ว เช่นนี้ข้าต้องส่งข่าวให้เขากลับมาที่นี่อีกครั้งงั้นสินะ!”
“การสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่”
คนในกลุ่มกำลังพูดคุยกัน และเตรียมพร้อมที่จะสอบใหม่อีกครั้ง และยิ่งพวกเขาพูดคุยกันมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
เหยียนซีเองก็ผุดรอยยิ้มบนใบหน้า เมื่อมองไปยังผู้เข้าสอบที่ตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะสอบครั้งต่อไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอก็คิดว่าหลิวเหิงจะต้องถูกปล่อยตัวอย่างแน่นอน
เด็กสาวไม่รู้ว่าเขาจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปที่วังเฉิงจวิ้นอ๋อง
เธอคิดจะขอร้องให้เขาช่วยเร่งรัดเรื่องการปล่อยตัวหลิวเหิง
เมืองชั้นในเป็นสถานที่ใหญ่โตที่เด็กสาวไม่คุ้นเคยนัก ระหว่างทางไปยังวังเฉิงจวิ้นอ๋อง เหยียนซีก็ได้ยินเสียงรถม้าตามมาด้านหลัง และเห็นว่าโจวหงเป็นคนควบคุมม้าเข้ามาทางตนและเอ่ยขึ้น “แม่นางเหยียน กำลังจะไปที่ไหนงั้นหรือ”
“ข้ามีเรื่องจะรบกวนท่านอ๋อง…”
“ตามหาข้าอยู่งั้นหรือ” รถม้าที่อยู่ด้านหลัง โจวหงเปิดม่านออกมาเผยให้เห็นว่าเว่ยเฉิงอยู่ด้านใน
เหยียนซีกำลังกังวลเกี่ยวกับการเข้าไปที่วังจวิ้นอ๋อง เมื่อพบพวกเขาระหว่างทางจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก เธอยกชายกระโปรงขึ้น ก้าวเท้าขึ้นรถม้าเพื่อคุยกับเว่ยเฉิง จากนั้นจึงเริ่มคิดขึ้นได้ว่าควรทักทายเขาอย่างเป็นทางการก่อน
ทันทีที่เธอก้าวถอยหลัง เว่ยเฉิงก็โบกมือไปมา “ไม่ต้องสุภาพเหมือนตอนอยู่ข้างนอกขนาดนั้นก็ได้”
“ท่านอ๋อง เมื่อไรพี่เอ้อร์หลางจะได้รับการปล่อยตัวเพคะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น ข้าจะไปที่ศาลยุติธรรมเพื่อรับเขาออกมาพรุ่งนี้เช้า” เว่ยเฉิงตอบอย่างอบอุ่น “หลิวเหิงเป็นคนเข้มแข็งที่ยึดมั่นในความชอบธรรม เขาถูกทรมานอยู่นานโดยที่ไม่ได้…”
เมื่อเหยียนซีได้ยินเว่ยเฉิงกล่าวชื่นชมหลิวเหิง เด็กสาวก็ได้รู้ว่าเขาถูกทรมานมาระยะหนึ่งแล้ว หัวใจของเธอพลันบีบรัดแน่นอยู่ในอก หลิวเหิงควรได้รับการปล่อยตัวเร็วที่สุด!
เมื่อมีคนถูกจับมาขังคุก จะต้องเผชิญหน้ากับการสอบสวนอย่างรุนแรง ถูกทรมานจนบาดเจ็บไปทั้งกระดูกและผิวหนัง… หากเขาถูกทำร้ายจนพิการ ต่อให้ออกมาได้จะมีประโยชน์อะไร แล้วถ้าตระกูลเฉินไม่ยอมรักษาคำพูด ที่ว่าจะพยายามช่วยไม่ให้หลิวเหิงต้องเจ็บตัวมากเกินไปเล่า
เด็กหญิงกำมือแน่นจนเส้นเลือดที่มือปูดขึ้น “หากเขาถูกทรมาน… จะเป็นอะไรมากหรือไม่เพคะ…” เธอไม่กล้าถามออกมาตรง ๆ แต่อย่างไรตนก็อยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ หากไม่มีการสอบอีกครั้ง งั้นก็ไม่ต้องไปสอบ อย่างไรก็แค่พาเขากลับไปที่หมู่บ้านหยางซานเท่านั้น หรือเลวร้ายที่สุดเธออาจจะต้องดูแลเขาไปชั่วชีวิต ทว่าอย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังมีชีวิตอยู่
เมื่อเห็นท่าทางเศร้าใจและวิตกกังวลของเหยียนซี เว่ยเฉิงก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนพูดทำให้นางคิดมากเกินไป “อย่ากังวลไปเลย เขายังมีชีวิตอยู่และสบายดี เพียงแค่ถูกทำร้ายไปบ้าง…” ตราบใดที่เป็นลงโทษจากกรมยุติธรรม อย่างไรก็ถือว่าสร้างความเจ็บปวดอยู่ดี
หลิวเหิงถูกส่งไปที่คุกของกรมยุติธรรม ชายหนุ่มโดนสั่งโบยยี่สิบครั้งและเฆี่ยนอีกหนึ่งยก หากไม่มีใครมาช่วยปกป้อง เขาคงต้องถูกทุบตีด้วยไม้และทรมานมาก
ศาลยุติธรรมกับฝ่ายปกครองส่วนกลางจะไม่ทำร้ายผู้ต้องสงสัยจนบาดเจ็บถึงกระดูก แม้เป็นเพียงการลงโทษที่ไม่รุนแรงนัก แต่มันก็สร้างความเจ็บปวดอยู่ดี อย่างไรก็ดีกว่า หากเขาถูกเฆี่ยนตีให้น้อยที่สุด
หลิวเหิงถูกสอบสวนหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ยังไม่ยอมรับสารภาพ ชายหนุ่มเพียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ทว่าก็ไม่ขัดขืนเมื่อถูกทรมานระหว่างการสอบสวน
โจวหงไปเยี่ยมเขาที่คุก หลิวเหิงคิดว่าตนเองอาจจะไม่รอดไปในคราวนี้ จึงได้ฝากให้โจวหงพาเหยียนซีกลับไปหมู่บ้านหยางซานโดยเร็วที่สุด เขาไม่อยากให้นางอยู่ในเมืองหลวงต่อไปแล้ว
เหยียนซีปฏิบัติต่อหลิวเหิงด้วยความนับถือและยึดมั่นในตัวเขาอย่างถึงที่สุด หลังจากชายหนุ่มถูกจำคุก เขาก็พอจะรู้ว่าเด็กสาวยังคงพยายามช่วยตนอยู่
เด็กสาวคงไม่ยอมอยู่เฉยพร้อมปล่อยให้เรื่องผ่านไป นางคงร้องไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มยืนหยัดทำสิ่งต่าง ๆ ตามประสาคนเข้มแข็ง นางต้องออกไปขวางรถม้าขุนนางเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมมากกว่าเอาแต่ฟูมฟาย คนที่ไม่เกรงกลัวแม้จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างนางไม่มีทางที่จะหยุดแน่ แม้จะพบว่าข้างหน้าเป็นทางตันและไม่มีโอกาสชนะ นางก็ยังยืนหยัด ทั้งคิดแผนในการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น ทำแม้แต่ไปที่วังหลวงเพื่อร้องเรียน ทว่าการฆ่าเฮ่อจื้อเฉิงอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเกินไป
เหยียนซีได้ยินว่ากระดูกของหลิวเหิงยังไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงได้รู้สึกโล่งใจมากขึ้นและสามารถคลายความกังวลลงไปได้ เข่าของเด็กสาวเริ่มทรุดลงอย่างอ่อนแรง
เมื่อเห็นว่านางเซไปด้านหนึ่ง เว่ยเฉิงจึงเอื้อมมือไปจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้ “เจ้า… เป็นอะไรหรือไม่”
“ไม่เป็นไรเพคะ ข้าสบายดี… เพียงแค่รู้สึกกังวลเกินไปเท่านั้น” เหยียนซีเริ่มผ่อนคลายลง “พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับเขาด้วย”
เว่ยเหิงเอาขวดยาขนาดเล็กออกมา “นี่คือผงเซิงจี เป็นของที่ใช้กันในวัง ออกฤทธิ์ดีกว่าของทั่ว ๆ ไป มันจะช่วยให้อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว”
ฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บเร็วอย่างนั้นหรือ
การสอบครั้งใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว
“ตอนนี้ใต้เท้าสวีแนะนำว่าต้องการให้เริ่มการสอบครั้งใหม่ในห้าวันหลังจากนี้ แต่โหรหลวงดูฤกษ์ยามแล้ว วันที่เหมาะสมคือวันที่ยี่สิบเก้า เดือนสี่ ซึ่งก็คือยี่สิบวันหลังจากนี้”
เว่ยเฉิงไม่ได้บอกวิธีที่เขาใช้ในการโน้มน้าวจักรพรรดิเรื่องหลิวเหิง และใช้แผนการอย่างไรการสอบครั้งใหม่จึงเลื่อนออกไปก่อน ชายหนุ่มเพียงเล่าผลลัพธ์ให้นางฟังเท่านั้น
โจวหงไม่ค่อยพอใจที่เป็นเช่นนั้น “แม่นางเหยียน ท่านอ๋องช่วยจัดการเรื่องนี้อยู่นาน…”
“โจวหง!” เว่ยเฉิงขึ้นเสียงเพื่อหยุดไม่ให้เขาพูดอะไรไปมากกว่านี้ “ฝ่าบาทจะทรงพระราชทานรางวัลไปที่บ้านเจ้าเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากมีรางวัลพระราชทาน ฝ่ายในเองก็จะส่งรางวัลมาให้เจ้าเช่นกัน เตรียมรับรางวัลเหล่านั้นด้วย ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกจากบ้านไปที่ไหน เมื่อรับรางวัลจากจักรพรรดิ เจ้าต้องมอบค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ผู้แทนพระองค์ด้วย ส่วนตัวแทนจากฝ่ายใน เจ้าแค่มอบความบันเทิงให้สักหน่อยก็พอแล้ว”
“ขอบคุณท่านอ๋องที่ชี้แนะเพคะ” เมื่อเหยียนซีได้ยินข่าวว่าหลิวเหิงกำลังจะได้รับการปล่อยตัว และตนก็ยังจะได้รับพระราชทานรางวัล เธอจึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “เมื่อไรที่ท่านมีเวลา ข้าจะเลี้ยงอาหารสักมื้อนะเพคะ”
เว่ยเฉิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นอกจากเรื่องอาหารแล้ว สตรีผู้นี้จะมีวิธีแสดงความขอบคุณอย่างอื่นบ้างหรือไม่ แต่อย่างไรรสมือของนางก็ล้ำเลิศจริง ๆ
“หากเจ้าสามารถรับรองความสะอาดและปลอดภัยให้ไข่ต้มชาและพะโล้ได้ เจ้าสามารถส่งอาหารที่ร้านมาให้ข้า เพื่อถวายให้ฝ่าบาทได้ลองเสวยอาหารจากโรงน้ำชาของเจ้าได้”
“ขอบคุณท่านอ๋องมากเพคะ” เหยียนซีเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร และตอบออกไป “เช่นนั้น… ข้าอาจจะต้องกลับไปเตรียมการทุกอย่างตอนนี้เลย” เพื่อจะถวายให้จักรพรรดิ เธอต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง!
เด็กสาวจึงรีบขอตัวกลับไปอย่างกระตือรือร้น
“แม่นางเหยียน พวกเราก็อยากกินอาหารของเจ้าเช่นกัน” โจวหงตะโกนไล่หลังเด็กสาวไป
เหยียนซีโบกมือไปมาเป็นสัญญาณว่ารับรู้แล้ว
“แม่นางเหยียน ช่าง… เป็นคนใจร้อนเสียจริง” โจวหงอดพึมพำออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องยังเปิดม่านรถม้าค้างเอาไว้ เขาจึงบ่นขึ้นมาอีก “ตั้งแต่ต้น นางก็เป็นกันเองกับพวกเรามาก จนลืมกระทั่งการทักทายและกล่าวอำลา”
แม้เฉิงจวิ้นอ๋องจะไม่ได้ส่งใครไปสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลิว แต่เขาก็ไปดูการสอบสวนที่ศาลยุติธรรมและกรมยุติธรรมหลายครั้งในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าหลิวเหิงจะไม่ถูกทำร้ายรุนแรงเกินจะรับไหว ยารักษาแผลของอีกฝ่ายตอนนี้ ล้วนเป็นของที่เขานำมันมาจากข้างนอกและคนออกหน้าขออนุญาตเจ้าเมืองให้ชายหนุ่มนำไปใช้ได้
และในวันนี้ หากไม่ได้รับการคัดค้านอย่างหนักแน่นจากเจ้าเมืองของเมืองหลวง เฉินเก๋อเหล่า และคนอื่น ๆ การสอบก็คงจะเกิดขึ้นในสามวันห้าวันนี้จริง ๆ
“ท่านอ๋อง ท่านช่วยเหลือพวกนางมากมาย แต่เหตุใดจึงไม่เอาความดีความชอบเสียหน่อยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“จะเป็นบุญคุณต่อไปกันเพื่ออะไรเล่า” เว่ยเฉิงเหลือบมองเขา เมื่อเห็นว่าเหยียนซีเดินไปไกลแล้ว เขาลดม่านลงแล้วเอ่ยต่อ “กลับกันเถอะ …โจวหง สาวใช้ที่มักอยู่กับเหยียนซีคนนั้นไม่ได้มา เจ้าช่วยส่งคนไปคุ้มกันนางจนถึงบ้านอย่างปลอดภัยด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ” โจวหงเพียงรับคำสั่งและสั่งการไปยังองครักษ์ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว