ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 226 กระหม่อมมีความเห็น
บทที่ 226 กระหม่อมมีความเห็น
เสียงถกเถียงดังไปทั่วท้องพระโรง ทำให้ที่นี่คล้ายจะกลายเป็นตลาดสด เมื่อเป็นเช่นนี้…จักรพรรดิจะไม่ทรงกริ้วเลยหรือ?
เหยียนซีลอบสังเกตอย่างลับ ๆ จักรพรรดิเทียนฉีประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรพร้อมกับแย้มสรวล นี่…พระองค์กำลังดูละครลิงอยู่งั้นหรือ ?
ตอนนั้นเอง เธอก็เริ่มคิดขึ้นมาว่าความวุ่นวายตรงหน้าแสดงถึงการถ่วงดุลอำนาจระหว่างขุนนางแต่ละฝ่าย บางทีการทะเลาะกันของพวกเขาอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์พอพระทัยที่สุด
ระหว่างที่ลอบมองไปรอบ ๆ เด็กสาวก็พบว่าเว่ยเฉิงกำลังมองมาทางนี้
เว่ยเฉิงยกคิ้วไปทางใต้เท้าสวีและยกนิ้วให้อีกฝ่าย เขารู้มาตลอดว่าเหยียนซีเป็นคนที่ทั้งกล้าหาญ ชาญฉลาด และเด็ดเดี่ยว นางสามารถลากตระกูลสวีเข้าสู่การตรวจสอบต่อหน้าพระพักตร์ได้ อีกทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้ผู้เข้าสอบจำนวนมากเข้าร่วมร้องทุกข์กับนางด้วย
ท่าทางของเขาคือการชื่นชมที่เธอกล้าต่อสู้กับคนตระกูลสวีใช่หรือไม่ เหยียนซีก้มหน้า หลุบสายตาลงต่ำ และสงวนท่าที
หลังจากความโกลาหลที่กินเวลาไปสักพักในท้องพระโรง ในที่สุดเหล่าขุนนางก็เริ่มเงียบเสียงลง
จักรพรรดิเทียนฉีตรัสด้วยเสียงเคร่งขรึม พร้อมมองไปทางใต้เท้าสวี “สวีถิงจือ เจ้ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”
ใต้เท้าสวีรู้อยู่แก่ใจว่าลูกชายของเขาต้องถูกใส่ร้าย เฮ่อจื้อเฉิงเป็นคนของเขา สวีเฉิงกานจะสั่งให้ใครไปลอบฆ่าอีกฝ่ายเพียงเพราะถูกเปิดเผยเรื่องราวท่ามกลางฝูงชนเช่นนั้นได้อย่างไร
เรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของคนอื่น เขามองไปทางเฉินฟู่หลี่และขุนนางคนอื่น ๆ จากนั้นก็มองไปยังที่นั่งของเกาซื่อซงข้าง ๆ หากจะบอกว่าเหยียนซีอยู่เบื้องหลัง เขาก็ไม่มีทางเชื่อว่าเด็กสาวตัวเล็ก ๆ จะมีความกล้าหาญพอคิดแผนสังหารขุนนางกรมยุติธรรมได้ ดังนั้นผู้ลงมือจะต้องเป็นขุนนางเหล่านี้แน่นอน หรืออาจจะเป็นเฉิงจวิ้นอ๋องก็เป็นไปได้
เฮ่อจื้อเฉิงเป็นผู้ดูแลคดีฉ้อโกงการสอบ พวกเขาคงจะกลัวว่าหากปล่อยให้คืนนี้ผ่านไป จะถูกเขาวางแผนจัดการได้สำเร็จ ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ หากเจ้ากรมยุติธรรมตายไปสักคน การสืบสวนร่วมกันสามฝ่ายคงจะต้องเหลือเพียงผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและเจ้าเมืองหลวง เดิมเขาวางแผนจะใช้คดีนี้ล้มอำนาจของเฉินฟู่หลี่ แต่เมื่อสถานการณ์กลายเป็นเช่นนี้แผนการจึงยากเย็นขึ้น
แต่เรื่องที่คลุมเครือตอนนี้ก็คือสาเหตุที่เฮ่อจื้อเฉิงไปที่จวนตระกูลสวีต่างหาก
เขามองไปทางสวีเฉิงกาน “เฉิงกาน กราบทูลจักรพรรดิไปตามตรง ว่าวันนี้ใต้เท้าเฮ่อไปที่จวนของเราทำไม พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน”
เมื่อได้ยินบิดาถามขึ้นเช่นนั้น สวีเฉิงกานก็สงบใจลง แล้วก้มหน้าเอ่ย “กราบทูลฝ่าบาท วันนี้ระหว่างที่กระหม่อมออกจากบ้าน ก็ได้พบใต้เท้าเฮ่อที่มีท่าทางรีบร้อน กระหม่อมและเขาเคยพบกัน…เคยดื่มด้วยกันที่หอหมิงเยวี่ยโหลว เมื่อได้ยินว่าเขาต้องการไถ่ตัวแม่นางเยวี่ยฉาง กระหม่อมจึงได้ห้ามเขาไว้…”
คำพูดคลุมเครือ แต่ความหมายกว้างขวาง
เฮ่อจื้อเฉิงต้องการไถ่ตัวเยวี่ยฉางมาจากหอหมิงเยวี่ยโหลว เป็นเรื่องที่ทุกคนเล่าลือและขบขันกันอย่างลับ ๆ มาเป็นเวลานาน ว่าเจ้ากรมยุติธรรมอายุมากเช่นนี้ แต่ก็คิดจะเลี้ยงดูคณิกา
“ไร้สาระ!” ใต้เท้าสวีแสดงสีหน้าโกรธอย่างรวดเร็ว “กล้าดีอย่างไร! เหตุใดเจ้าถึงไปยังสถานที่เริงรมย์เช่นนั้นได้ เจ้าลูกชายไม่เอาไหน! แทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เหตุใดเจ้าจึงไปขวางทางของใต้เท้าเฮ่อด้วยเรื่องเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วงานคัดลอกกับคำสารภาพนั่นเล่าคืออะไรกัน!”
“ท่านพ่อ ข้าเองก็ไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกันขอรับ …กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมสนทนากับเจ้ากรมยุติธรรมที่ประตูข้างจวนจริง ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดเรื่องตำราใด ๆ ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ทราบว่าใต้เท้าเฮ่อมีของเหล่านั้นอยู่กับตัวด้วยซ้ำ กระหม่อมรู้ว่าเขาเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทเพราะเป็นคนขยันขันแข็ง จริงจังกับหน้าที่การงาน และไม่เคยหย่อนยานในเรื่องความยุติธรรม วันนี้เขาแต่งกายด้วยชุดลำลองและกำลังจะเดินทางกลับบ้านเช่นนั้น เขาจะเอาหลักฐานพวกนั้นติดตัวมาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าเขาต้องถูกใครบางคนตั้งใจใส่ร้ายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเรื่องที่คนในจวนตระกูลสวีเป็นผู้สังหารเขาเล่า” เฉินเก๋อเหล่าถามขึ้นบ้าง
“ใต้เท้าเฉิน ข้าและใต้เท้าเฮ่อไม่เคยมีเรื่องผิดใจ ตอนนี้ก็ไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน จะให้คนไปสังหารเขาเพื่ออะไรขอรับ อีกอย่างข้าก็ส่งตัวผู้ต้องสงสัยให้กับทางการแล้ว หากสอบปากคำเรียบร้อย ความจริงทั้งหมดอาจจะกระจ่างขึ้นก็ได้ขอรับ”
สวีเฉิงกานให้การอย่างลื่นไหลจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ราวกับเนื้อที่เลื่อนหลุดจากมีดทำครัว เขาให้เหตุผลว่าพูดคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้ากรมยุติธรรม และได้ส่งตัวคนร้ายให้ทางการไปแล้ว ส่วนตนเองไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
หากมองจากคำให้การเช่นนั้น ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาชี้ได้เลยว่าเขาเป็นผู้สั่งการให้เกิดการลอบสังหาร ตราบใดที่เขายืนกรานเช่นนี้อยู่ ตอนนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้จริง ๆ
ใต้เท้าสวีกระแอมขึ้นมา “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าการเสียชีวิตของเจ้ากรมยุติธรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงการสอบพ่ะย่ะค่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครสักคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีนี้จงใจวางแผนลอบสังหารเขาเพื่อปิดปาก กระหม่อมคิดว่าควรรอให้มีการสอบสวนคนร้ายอย่างจริงจังก่อน จึงจะสามารถหาความแน่ชัดในเรื่องนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ และสำหรับเรื่องของหลิวเหิง” เขามองไปทางเหยียนซี “การที่หลิวเหิงถูกจำคุกจะชอบธรรมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขามีหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือไม่มากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนซีมองใต้เท้าสวีก่อนจะหันหน้าไปทางบัลลังก์ “ฝ่าบาท หม่อมฉันอาจจะไม่ได้ทราบความจริงทั้งหมด แต่หม่อมฉันรู้ว่าการฉ้อโกงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาแลกเปลี่ยนเพคะ คดีนี้พี่ชายหม่อมฉันเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง และในการสอบครั้งนี้ ชื่อของเขาก็ไม่ได้อยู่ในสามลำดับแรกด้วยซ้ำ เขาจะได้รับประโยชน์อะไรจากการเข้าร่วมการฉ้อโกงครั้งนี้เพคะ หม่อมฉันสงสัยว่าใครก็ตามที่สอบผ่าน ก็จะต้องกลายเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งหมดอย่างนั้นหรือเพคะ เช่นนั้นคนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากที่สุดก็ควรจะเป็นคนร้ายใช่หรือไม่เพคะ”
คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ควรจะเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก
หากคิดตามที่นางว่า ในคดีฉ้อโกงเช่นนี้ ใครกันที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
ทันทีที่เด็กสาวพูดจบ ท้องพระโรงก็เงียบลงครู่หนึ่ง
จักรพรรดิเทียนฉีพยักหน้าเล็กน้อย “ที่เจ้าพูดก็สมเหตุสมผล”
ฝ่าบาททรงเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้ ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะโอดครวญในใจ หากคิดตามคำกล่าวนี้ พวกเขาก็ควรจะต้องต่อสู้กันเพื่อตำแหน่งที่ว่างลงในสำนักฮั่นหลิน กรมพิธีการ และกรมคลังหรือไม่ หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น พระองค์จะทรงมองว่าพวกเขามีเจตนาอื่นแอบแฝงไปด้วยหรือไม่
“เฉิงเอ๋อร์ เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้” จักรพรรดิถามเว่ยเฉิง
“ทูลเสด็จลุง เรื่องนี้สมเหตุสมผลพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเฉิงตอบจักรพรรดิเทียนฉี “ความรุ่งเรืองมีเพื่อสร้างผลกำไร แม้จะเป็นความวุ่นวายก็สร้างผลกำไรได้เช่นกัน ในการสอบหน้าพระที่นั่ง คดีฉ้อโกงและซื้อขายข้อสอบ ผู้เข้าสอบรับสารภาพว่าจ่ายเงินเพียงไม่กี่ร้อยตำลึงก็ได้ข้อสอบมา ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความชั่วช้าของขุนนางที่โลภอยากได้เงินเท่านั้นหรือ อาจมีผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินมากกว่านี้อยู่อีกที่ยังไม่ได้รับสารภาพหรือไม่”
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมส่งคนไปตรวจสอบที่หย่งโจว เติงโจว และสถานที่อื่น ๆ เพื่อสืบสวนเรื่องนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ในครั้งนี้ผู้เข้าสอบที่ซื้อข้อสอบเป็นเพียงบัณฑิตจากตระกูลท้องถิ่นเท่านั้น ครอบครัวของคนอื่น ๆ ไม่สามารถจ่ายเงินเหล่านั้นได้ อีกทั้งยังไม่ได้มีการขายบ้านหรือที่ดินอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเอ่ยขึ้น เป็นการเอ่ยโดยนัยว่าการสันนิษฐานของเฉิงจวิ้นอ๋องไม่เป็นความจริง และผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากถึงขนาดจ่ายค่าข้อสอบในราคาสูงได้
“เช่นนั้นก็ไม่มีทางที่จะช่วยให้ใครมีรายชื่ออยู่ในสามลำดับแรกโดยเปล่าประโยชน์งั้นสินะ” เว่ยเฉิงเอ่ยกับตนเอง นั่นหมายความว่าทั้งผู้ควบคุมและรองผู้ควบคุมการสอบได้คลายข้อสงสัยทั้งหมดไปแล้ว
คนเหล่านี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ตรวจข้อสอบและครอบครัวก็ยังไม่มีเงินพอที่จะจ่าย ถ้าเช่นนั้นแล้วใครจะมอบผลประโยชน์แก่พวกเขาโดยไม่ได้สิ่งใดตอบแทนกันเล่า
ดวงตาของใต้เท้าสวีกะพริบสองสามครั้ง จากนั้นเขาก็ออกมาโค้งคำนับและพูดขึ้น “ฝ่าบาท เด็กสาวผู้นี้มาร้องทุกข์เรื่องหลิวเหิง ผู้เข้าสอบเหล่านี้ก็รู้สึกว่าการสอบครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม กระหม่อมเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะยุติได้ ด้วยการที่ฝ่าบาทจะทรงพระราชทานโอกาสให้สอบใหม่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ที่มีความรู้ เหมาะสมที่จะสอบผ่านอย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะ”
สอบใหม่อย่างนั้นหรือ เป็นทางที่ฟังดูยุติธรรมดี เหล่าบัณฑิตที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันไปมา ทั้งหายใจถี่รัวด้วยความตื่นเต้น ครั้งนี้พวกเขาสอบไม่ผ่าน หากมีการสอบใหม่อีกครั้ง พวกเขาอาจจะผ่านก็ได้!
ใต้เท้าสวีเหลือบมองผู้เข้าสอบเหล่านั้น และรีบเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง โดยไม่คิดให้ใครมาคัดค้าน “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ ผู้ที่มีความรู้และความสามารถ ย่อมผ่านการทดสอบไม่ว่าจะต้องสอบใหม่อีกสักกี่ครั้งพ่ะย่ะค่ะ”