ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 225 ต่างใช้ประโยชน์จากกันและกัน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 225 ต่างใช้ประโยชน์จากกันและกัน
บทที่ 225 ต่างใช้ประโยชน์จากกันและกัน
คำพูดของเหยียนซีชัดเจนและรวดเร็ว
ก่อนที่ใต้เท้าสวีจะทันคิดได้ว่าจะหาทางขวางนางอย่างไร เด็กสาวก็บรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกมาได้ภายในไม่กี่ประโยค โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า ลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนโจร นั้นสมจริงเสียผู้คนสามารถยืนยันได้ว่าสวีเฉิงกานและเฮ่อจื้อเฉิงกำลังสมคบคิดวางแผนการบางอย่างกันอยู่
“ฝ่าบาทเพคะ พวกเขากล่าวว่าหม่อมฉันวางแผนใส่ความพวกเขา ทว่าคนธรรมดาอย่างหม่อมฉันเอาจะไปเอาทั้งคำสารภาพของอวี๋ผิงหงและคำถามในการสอบพวกนั้นไปยัดให้ท่านเจ้ากรมยุติธรรมได้อย่างไรกันเพคะ”
ทั้งข้อสอบฮุ่ยซื่อและคำสารภาพผิดของอวี๋ผิงหง อย่าว่าแต่ชาวบ้านทั่วไปเลย แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับล่างตัวเล็ก ๆ ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงมันได้
สิ่งที่นางกราบทูลน่าเชื่อถือมากจริง ๆ
เรื่องที่สำคัญคือ ทุกวันนี้ชาวบ้านทั่วไปล้วนคุกเข่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และขุนนาง ใครบ้างจะกล้าเอาของเช่นนั้นไปยัดใส่มือขุนนางระดับสูงเพื่อจัดฉากใส่ร้าย
อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหายังเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสาม ที่ไม่เคยรู้จักใครมาก่อน นางจะไปทำเช่นนั้นได้อย่างไร
เว่ยเฉิงเชื่อว่าคนอย่างเหยียนซีกล้าพอจะทำเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่านางไม่มีท่าทีหวาดกลัวต่อสิ่งใด…ราวกับไม่ได้สนใจอำนาจบารมีหรือความมั่งคั่งของใคร ไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนนางลงได้ …น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าเด็กคนนี้เติบโตมาอย่างไรจึงสามารถมีบุคลิกเช่นนี้ได้
แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าหากจะมีใครสักคนมาให้การว่าเป็นชาวบ้านทั่วไปเอาของมายัดใส่มือเจ้าหน้าที่เพื่อใส่ร้าย มันก็คงจะเป็นเรื่องตลกไร้สาระที่ไม่น่าเชื่อถือจริง ๆ
ดังนั้นจักรพรรดิเทียนฉีก็ไม่มีทางเชื่อเช่นกัน
สวีเฉิงกานข่มกลั้นความเจ็บปวดแล้วเอ่ยแย้ง “เจ้าส่งคนมาสร้างสถานการณ์ มีขอทานเด็กมาดักรอที่หน้าจวน และยังมีชายอีกสองคนมาช่วยเล่นละคร!…”
“ขอทานหน้าจวนท่านมาเกี่ยวอะไรกับข้าเล่าเจ้าคะ”
“จะมีขอทานที่ไหนกล้ามาดักรออยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลสวี!…” สวีเฉิงกานรีบเข้าประเด็กจนเผลอเอ่ยสิ่งที่ไม่สมควรออกมา
ใต้เท้าสวีขมวดคิ้วแล้วกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย แต่เหยียนซีเร็วกว่า “ไม่ใช่แค่ชาวบ้านเท่านั้นที่ไม่สามารถผ่านไปที่หน้าจวนท่านได้ ทว่าขอทานเองก็เช่นกันหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีคนกล้าเข้าไปที่หน้าจวนท่าน แล้วจะมีใครไปใส่ร้ายท่านได้อย่างไร จวนของท่านล้วนน่าเกรงขาม ด้านหน้ามีคนคอยเฝ้าอยู่เต็มไปหมด และพวกเขาสามารถออกมาที่ถนนเพื่อทำร้ายชาวบ้านด้วยอาวุธและสังหารผู้คนได้ง่าย ๆ ด้วยใช่หรือไม่ พี่ชายของข้าเคยกล่าวว่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็ไม่อาจทุบตีบัณฑิตไร้ความผิด แต่ท่านกลับให้คนของจวนท่านออกมาทำร้ายร่างกายชาวบ้านอย่างไม่สนกฎหมาย ทุกท่าน บาดแผลเหล่านี้ล้วนเกิดจากการทุบตีของพวกเขาใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เหยียนซีกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของทุกคน และคนที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นก็นึกถึงคำกล่าวที่ว่า ‘ผลผลิตจากชาวไร่ชาวนาหรือจะสูงเท่าตำราของปัญญาชน’ ความภาคภูมิใจในฐานะบัณฑิตจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้น คนที่ได้รับบาดเจ็บต่างก้มกราบจักรพรรดิ “ฝ่าบาท พระองค์โปรดพระราชทานวินิจฉัยให้แก่กระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
สวีเฉิงกานไม่คิดว่าคำพูดของเขาจะถูกตีความไปเป็นความยโสโอหังของตระกูลสวี
“ไร้สาระ! ข้าไม่ได้…” สวีเฉิงกานต้องการจะยืนกรานปฏิเสธ แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจโต้เถียงเหยียนซีได้
“เมื่อคนของตระกูลสวีออกมาก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่าจะฆ่าทุกคน คนทั้งถนนเป็นพยานเรื่องนี้ได้ ท่านไม่ได้สนใจว่าอะไรถูกผิด เรื่องที่คนของท่านมาทำร้ายบัณฑิตล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น!” เหยียนซีพูดอย่างหนักแน่นแล้วกราบทูลจักรพรรดิต่อไป “ฝ่าบาท หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงตรวจสอบคำสารภาพของอวี๋ผิงหงที่หม่อมฉันเก็บได้จากตัวของเจ้ากรมยุติธรรมอีกครั้งเพคะ หากคำสารภาพเป็นเท็จก็สามารถยืนยันได้ว่าพี่ชายหม่อมฉันถูกใส่ร้าย แต่ถ้าคำสารภาพเป็นของจริง ก็น่าสงสัยว่าคำสารภาพนี้หลุดมาถึงที่นี่ได้อย่างไร”
หัวหน้าราชองครักษ์ได้ถวายหลักฐานทั้งหมดให้จักรพรรดิทอดพระเนตร มีงานเขียนที่คัดลอกมาจากงานหลิวเหิงและกระดาษที่สอดอยู่ข้างใน
จักรพรรดิเทียนฉีรับสั่งให้ขุนนางจากศาลยุติธรรมและฝ่ายปกครองส่วนกลางช่วยกันตรวจสอบ
ขุนนางจากทั้งศาลยุติธรรมและฝ่ายปกครองส่วนกลางตรวจสอบกระดาษที่มีคำสารภาพผิดของอวี๋ผิงหง แล้วก็พบว่าเหมือนกับหนังสือบันทึกคำสารภาพผิดจริงทุกประการ
เมื่อได้เห็นหลักฐานนั้น เฉินเก๋อเหล่าก็เหลือบมองมันเล็กน้อยและยกมือขึ้นลูบเคราตัวเองเบา ๆ
หากไม่ได้ฝึกฝนความสามารถในการซ่อนสีหน้าและเก็บอารมณ์มาก่อน เขาคงรีบเอื้อมมือไปคว้ามันเอาไว้แล้ว
เพราะคำสารภาพแผ่นนั้นเป็นของที่เขาให้เฉินโหย่วฝูส่งไปให้นางที่ตระกูลหลิว
เหยียนซีกล้าหาญมากจริง ๆ …ไม่น่าแปลกใจที่เอาแต่ให้การว่าไม่ได้ใส่ร้ายใคร เพราะหากตรวจสอบไปถึงที่มาของหลักฐาน นางก็ถือว่าไม่ได้ใส่ร้ายใคร เนื่องจากหลักฐานนั่นเป็นของจริงที่ตระกูลเฉินเป็นผู้ลักลอบนำออกมา
เฉินเก๋อเหล่าส่งหลักฐานให้เหยียนซี เพราะต้องการให้นางเห็นว่าเพราะคำให้การเช่นนี้ของอวี๋ผิงหงจึงทำให้หลิวเหิงไม่มีทางรอด และเร่งรัดให้นางเคลื่อนไหวอย่างเร็วที่สุด ไม่ว่าจะขอความช่วยเหลือจากท่านอ๋องหรือตีกลองร้องทุกข์ เรื่องทั้งหมดนั่นจะสามารถลากตระกูลสวีเข้ามาเกี่ยวข้องได้
ตอนนี้เหยียนซีเคลื่อนไหวทุกอย่างตามที่เขาต้องการแล้ว นางดึงจวนตระกูลสวีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทว่าเด็กสาวก็ยังเอาหลักฐานที่ได้รับจากตระกูลเฉินมาใช้งาน กระดาษแผ่นนั้นมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ แม้กระทั่งรอยพับ
นางกำลังบังคับให้ตระกูลเฉินแสดงจุดยืน เมื่อหลักฐานนี้ถูกนำออกมา ตระกูลเฉินและหลิวเหิงก็ไม่ต่างอะไรจากตั๊กแตนที่ถูกผูกไว้กับเชือก จะตายก็ต้องตายด้วยกัน จะรอดก็ต้องรอดไปพร้อมกัน
เป็นอีกครั้งที่เฉินเก๋อเหล่าพบว่าตนเองประเมินเด็กสาวผู้นี้ต่ำเกินไป เฉินโหย่วฝูพูดถึงนางหลายครั้ง แต่เขาไม่ได้สนใจฟังอย่างจริงจัง หากเขารอบคอบกว่านี้ แม้หลิวเหิงจะต้องตาย เขาก็คงไม่มีทางมอบคำสารภาพของอวี๋ผิงหงให้นางไป
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมองว่าสิ่งที่นางให้การเป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ” เฉินเก๋อเหล่ารู้สึกเสียใจราวกับได้ยิงธนูเข้าที่เท้าตนเอง เขาต้องเริ่มออกหน้าในที่สุด “กระหม่อมคิดว่าเพื่อไขความกระจ่างในเรื่องนี้ ตระกูลสวีจะต้องอธิบายว่าเหตุใดเจ้ากรมยุติธรรมจึงไปที่จวนของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเองก็มองว่าคำถามของเฉินเก๋อเหล่าน่าสนใจเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าเมืองของเมืองหลวงก็เห็นด้วยเช่นกัน “วันนี้เจ้ากรมยุติธรรมขอลาพักเพื่อกลับบ้าน แต่กลับไปปรากฏตัวที่จวนตระกูลสวี กระหม่อมคิดว่าเรื่องนี้ดูน่าสงสัยพ่ะย่ะค่ะ”
“กราบทูลฝ่าบาท ตอนนี้เรามาสอบสวนประเด็นที่ว่าเหยียนซีและจู่เหรินที่มากับนางเป็นผู้ร้ายที่สังหารใต้เท้าเฮ่อหรือไม่ก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าเราไม่ควรจะไปพิจารณาประเด็นอื่นในเวลานี้พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายใต้เท้าสวีรีบเอ่ยแย้งเพื่อเบี่ยงประเด็น
“กระหม่อมมองว่าจะไม่ให้สืบสาวเรื่องนี้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ เพราะหากวันนี้เจ้ากรมยุติธรรมไม่ได้ไปที่จวนตระกูลสวี เรื่องทั้งหมดก็คงจะไม่เกิดขึ้น สิ่งต่าง ๆ ล้วนมีเหตุและผลของมัน ใคร ๆ ต่างก็กล่าวว่าเขาถูกคนของจวนตระกูลสวีสังหาร อาวุธที่ใช้ก็เป็นของตระกูลสวีเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสอบสวนเรื่องนี้กับจวนตระกูลสวีด้วยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” เกาซื่อซงที่มาเข้าร่วมประชุมแล้วเริ่มออกหน้าบ้าง
หลังจากมีเรื่องโกงการสอบเกิดขึ้น มีเพียงตระกูลสวีเท่านั้นที่ลอยตัวอยู่เหนือเรื่องนี้
แต่ตอนนี้ในที่สุดตระกูลสวีก็เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว คนอื่น ๆ จะยอมปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร
ขุนนางฝ่ายใต้เท้าสวีร่ำร้องอยู่ในใจ เป็นไปได้หรือไม่ว่าบุตรชายคนรองของใต้เท้าสวีพลั้งมือฆ่าคนไปจริง ๆ ทว่าเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะต้องทำอย่างไรต่อไปเล่า
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร แต่ขุนนางฝ่าใต้เท้าสวีก็ไม่สามารถปล่อยให้สวีเฉิกานถูกตัดสินความผิดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องออกปากโต้แย้งทุกทางเท่าที่จะเป็นไปได้
ทันใดนั้น หน้าท้องพระโรงก็กลายสภาพเป็นตลาดสด ขุนนางบางกลุ่มแทบจะเงื้อหมัด บางคนก็ตะโกนเสียงดังยิ่งกว่านักแสดงงิ้วในโรงละคร
เหยียนซีและคนอื่น ๆ ตกตะลึง ขุนนางผู้ใหญ่เป็นเช่นนี้อยู่เสมออย่างนั้นหรือ?
ความจริงแล้วสิ่งที่เหยียนซีและคนอื่น ๆ ไม่รู้ก็คือ หลายครั้งที่เกิดข้อถกเถียงในท้องพระโรงต่อหน้าจักรพรรดิ เหล่าขุนนางก็จะกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้ หลาย ๆ ครั้งก็มีการโวยวายเสียงดังและทะเลาะกันอยู่นานกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง
ทุกคนเข้าใจดีว่าหากวันนี้มีเรื่องถึงตายเข้าจริง ๆ ข้อพิพาทก็จะไม่อาจยุติได้ หลังจากที่ทะเลาะกันแล้ว ขุนนางทั้งหมดจึงเริ่มแสดงความคิดอย่างชัดเจนแล้วว่าแต่ละคนมีความเห็นอย่างไร
ผลของการทะเลาะ ทำให้เห็นว่ารองราชเลขาเกาซื่อซงและเฉินเก๋อเหล่าต้องการร่วมมือกันพุ่งเป้าไปที่ใต้เท้าสวี
ส่วนคนฝั่งใต้เท้าสวีก็ต้องการให้ปลดหัวหน้าสำนักฮั่นหลินและเจ้ากรมพิธีการอย่างชัดเจน พวกเขาต้องการเอาคนของตนเองไปดำรงตำแหน่งเหล่านั้น ตอนนี้เกาซื่อซงและเฉินฟู่หลี่ไม่ได้มีคนที่เหมาะสมจะมารับช่วงต่อ ดังนั้นตำแหน่งนั้นอาจจะต้องไปตกอยู่ในมือของใต้เท้าสวีที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี