ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 224 อำนาจแท้จริงของหัวหน้าราชเลขา
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 224 อำนาจแท้จริงของหัวหน้าราชเลขา
บทที่ 224 อำนาจแท้จริงของหัวหน้าราชเลขา
เหยียนซีกราบทูลอย่างฉะฉาน
ยิ่งใต้เท้าสวีได้ฟังสิ่งที่นางพูดมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวในใจมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเด็กสาวตัวเล็กคนนี้ แม้สิ่งที่นางเล่าจะฟังดูเป็นเพียงการแนะนำตัวหลิวเหิง ทว่าทุกคำพูดของนางล้วนแฝงด้วยความหมายบางอย่าง เป็นซิ่วไฉตอนอายุสิบสี่ อายุสิบห้าได้เป็นย่าหยวน มีความสามารถขนาดนี้ใครจะกล้าพูดว่าเขาเป็นคนโง่เขลา
“ก่อนที่พี่ชายของหม่อมฉันจะเข้าสอบฮุ่ยซื่อในปีนี้ เขากล่าวกับหม่อมฉันว่าเขาอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้น หากในครั้งนี้สามารถสอบฮุ่ยซื่อผ่านได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของเรา แต่หากสอบไม่ผ่าน เขาก็วางแผนจะสอบใหม่ในครั้งต่อไปเพคะ” เหยียนซีเปลี่ยนเรื่อง เมื่อพูดถึงเรื่องการสอบของหลิวเหิงในปีนี้ “แม้จะสอบได้อันดับที่ยี่สิบหก แต่เขาก็ยังบอกกับหม่อมฉันว่าตนเองยังศึกษาเล่าเรียนได้ไม่มากพอ เขามีความคิดที่จะตั้งใจศึกษาให้มากขึ้นและเข้าสอบอีกครั้งเพคะ …ฝ่าบาทเพคะ พี่ชายหม่อมฉันอายุยังน้อย เขาจะเสี่ยงซื้อข้อสอบไปเพื่ออะไร ในเมื่อยังมีโอกาสให้สอบอีกมากมายและตั้งใจอ่านตำรามากถึงเพียงนั้นเพคะ”
“แม้ก่อนหน้านี้อวี๋ผิงหงจะเคยเป็นเพื่อนร่วมศึกษากับพี่ชายของหม่อมฉัน แต่พวกเรามาจากครอบครัวยากจน ส่วนอวี๋ผิงหงเป็นคนที่มาจากตระกูลมีฐานะ เขารังเกียจที่จะเป็นมิตรกับคนยากจน หลังจากที่พี่ชายของหม่อมฉันเดินทางมาที่เมืองหลวง ทั้งสองก็ไม่เคยได้ติดต่อกันอีกเลย มีเจ้าหน้าที่อยู่ในกรมยุติธรรมมากมาย อีกทั้งคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงละครหน้าฉากที่หม่อมฉันเคยดู ทว่าเหตุใดจึงไม่มีการตรวจสอบว่าอวี๋ผิงหงได้พบพี่ชายหม่อมฉันจริงหรือไม่ หากเคยพบกันจริง แล้วพวกเขาพบกันที่ไหนและเมื่อไหร่ มีพยานรู้เห็นหรือไม่เล่าเพคะ”
“เนื่องจากเป็นคำถามในการสอบ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องให้และรับกันเป็นการส่วนตัว จะให้มีพยานรู้เห็นได้อย่างไร” คนจากฝ่ายตระกูลสวีขัดจังหวะเหยียนซีอย่างเคร่งขรึม “เจ้าเป็นเพียงเด็กสาว แต่ช่างใจกล้าเหลือเกิน กล้าดีอย่างไรมาทูลเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิ”
“ฝ่าบาทเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันกราบทูลนั้นล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น” เหยียนซีแสดงท่าทีตื่นตกใจ และเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “มีพยานเรื่องนี้เพคะ คนเหล่านี้เป็นเพื่อนร่วมศึกษาของพี่ชายหม่อมฉันและอวี๋ผิงหง ทุกคนต่างรู้ว่าอวี๋ผิงหงมักจะพูดจาดูถูกพี่ชายหม่อมฉันอย่างหยาบคาย …ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ที่สอบปากคำพี่ชายข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมองว่าสิ่งที่นางพูดไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอ อวี๋ผิงหงสารภาพด้วยตัวเองว่าเขากับหลิวเหิงร่วมกันซื้อข้อสอบ เพราะมาจากบ้านเกิดเดียวกันและเคยเป็นเพื่อนร่วมศึกษากันมาก่อน เขาจึงได้เอาคำถามนั่นให้หลิวเหิงดูด้วย”
“นี่เป็นงานเขียนของพี่ชายหม่อมฉันเพคะ เขาฝึกเขียนงานต่าง ๆ ด้วยมือตนเองทุกวัน ส่วนนี่เป็นงานที่อวี๋ผิงหงเป็นคนเขียน” เหยียนซีเอากระดาษออกมาอีกสองสามแผ่นแล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ “หม่อมฉันอยากให้ฝ่าบาทพระราชทานวินิจฉัย ว่าในสองคนนี้ใครเขียนออกมาได้ดีกว่ากันเพคะ”
ทุกคนที่คุกเข่าอยู่รอบ ๆ นางล้วนเป็นจู่เหริน เดิมทีจักรพรรดิเทียนฉีเรียกตัวคนเหล่านี้มาเพื่อสอบสวนเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ากรมยุติธรรม แต่ตอนนี้เมื่อเหยียนซีกราบทูลเรื่องนี้ขึ้นมา และเจ้ากรมยุติธรรมก็มีส่วนร่วมในคดีนี้ด้วย พระองค์จึงทรงลองทอดพระเนตรงานเขียน “สวีถิงจือ เฉินฟู่หลี่ เจ้าสองคนลองอ่านทีสิว่างานของใครดีกว่า”
ในบรรดาราชเลขาทั้งห้า เกาชื่อซงที่อาวุโสกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ในเวลานี้ ดังนั้นจักรพรรดิเทียนฉีจึงรับสั่งให้ใต้เท้าสวีและเฉินเก๋อเหล่าอ่านงานทั้งสอง
เฉียนฝูหัวหน้าขันทีที่อยู่ข้าง ๆ เอากระดาษสองแผ่นจากเหยียนซีไปส่งให้ใต้เท้าสวีและเฉินเก๋อเหล่า
เฉินเก๋อเหล่าค่อย ๆ อ่านและเอาแผ่นหนึ่งขึ้นมา “นี่คืองานเขียนของหลิวเหิงใช่หรือไม่”
เหยียนซีมองไปทางกระดาษแผ่นนั้นแล้วพยักหน้า “นี่คืองานของพี่ชายข้าเจ้าค่ะ”
“งานเขียนชิ้นนี้เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม เหนือกว่างานเขียนของอวี๋ผิงหงมาก ใต้เท้าสวี ท่านคิดว่าอย่างไร”
“อย่างที่เฉินเก๋อเหล่าพูด นี่เป็นงานที่ดีกว่ามากจริง ๆ” ใต้เท้าสวีไม่อาจหลับหูหลับตาพูดเรื่องโกหกได้ ดังนั้นเขาจึงได้เพียงเห็นด้วยไปเท่านั้น
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมองว่าคำพูดของเด็กสาวผู้นี้มีเหตุผล หากอวี๋ผิงหงและหลิวเหิงมีความบาดหมางระหว่างกันจริง และเขาก็รู้ดีว่างานเขียนของหลิวเหิงดีกว่างานเขียนของตนเองมาก เช่นนั้นมันก็ไม่สมเหตุสมผลที่เขาจะเอาข้อสอบไปแบ่งให้หลิวเหิงดูด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“งานเขียนเพียงเท่านี้จะสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาได้อย่างไร” ใต้เท้าสวีแย้ง “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ การฉ้อโกงไม่ใช่เรื่องเล็ก กระหม่อมมีความเห็นว่าควรสอบสวนอย่างจริงจังดีกว่ายอมปล่อยไปง่าย ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคำก่นด่าก็ปะทุในใจของเธออย่างรุนแรง …เจ้าคนสารเลวสวีถิงจือ! เห็นชัด ๆ ว่าต่อให้ต้องฆ่าคนเป็นพันเพื่ออำนาจก็คงไม่รู้สึกรู้สา!
เด็กสาวคิดจะเอ่ยปากแย้ง ทว่าจักรพรรดิยังไม่ได้ตรัสสิ่งใดออกมา เธอจึงรู้สึกว่าตนไม่ควรจะหุนหันพลันแล่นพูดอะไร ตอนนี้ต้องระงับอารมณ์เอาไว้ก่อน
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ พวกเราเต็มใจจะเอาหัวเป็นประกันให้หลิวเหิง” บรรดาจู่เหรินที่คุกเข่าอยู่ด้วยกัน บางคนกล้าหาญที่จะกราบทูลออกไป “กระหม่อมได้อ่านงานเขียนของหลิวเหิงที่โรงน้ำชาอวี่เซิ่นแล้ว กระหม่อมชื่นชมในความรู้ความสามารถที่ลึกซึ้งของเขาเป็นอย่างมากพ่ะย่ะค่ะ เช่นเดียวกับที่เหยียนซีกราบทูลเมื่อครู่ ด้วยความรู้ความสามารถ และอายุที่ยังน้อยของหลิวเหิง เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรีบสอบผ่านให้ได้ภายในครั้งนี้ เช่นนั้นแล้วเหตุใดจึงต้องทำเรื่องเสี่ยงด้วยการฉ้อโกงด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้เมื่ออ่านงานของเขาแล้ว ก็เห็นชัดว่าหลิวเหิงเขียนได้ดีกว่าอวี๋ผิงหงมากอีกด้วย”
“บังอาจ! ต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้เจ้ากล้าส่งเสียงดังออกมาได้อย่างไร” ขุนนางคนหนึ่งตะคอกเสียงดัง “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าวันนี้เราควรสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ากรมยุติธรรมก่อน ส่วนคดีของหลิวเหิง ควรปล่อยให้มีการพิจารณาคดีสามฝ่ายพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าสวีเป็นผู้นำในการถวายคำแนะนำทันที “เฮ่อจื้อเฉิง เจ้ากรมยุติธรรมถูกลอบสังหารที่ริมถนน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เหยียนซี เจ้ากราบทูลไปตามตรงดีกว่า ว่าเหตุใดจึงได้รวมฝูงชนเพื่อก่อปัญหาทุบตีทำร้ายเจ้าหน้าที่ รู้หรือไม่ว่าความผิดฐานทูลความเท็จต่อหน้าจักรพรรดิจะต้องโดนโทษตัดหัว!”
ใต้เท้าสวีพูดอย่างรุนแรงเพื่อแสดงอำนาจของตนเอง และประโยคสุดท้ายที่ฟังดูน่าเกรงกลัว ก็เป็นการข่มขู่เหยียนซีอย่างเห็นได้ชัด
หากเธอคือเหยียนซีที่เป็นเด็กสาวอายุสิบสามปีจริง ๆ ก็อาจจะหวาดกลัวเขามาก น่าเสียดายที่มีเพียงร่างกายของเธอเท่านั้นที่เป็นเด็ก ทว่าจิตใจจริง ๆ นั้นกลับเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งเด็กสาวก็เห็นการแสดงของผู้คนในสมัยใหม่มามาก จนไม่กลัวแรงกดดันจากจักรพรรดิและเหล่าขุนนางแม้แต่น้อย
ความพยายามคุกคามของใต้เท้าสวีจึงไม่มีผลอะไรกับเธอ
แต่เหยียนซีก็ยังแสร้งทำเป็นหวาดกลัวตามน้ำ “หม่อมฉันไม่บังอาจทูลความเท็จต่อหน้าฝ่าบาทเพคะ! หม่อมฉันไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะได้พบกับเจ้ากรมยุติธรรม หม่อมฉันเพียงแค่ออกจากโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามที่ว่าการกรมยุติธรรมและไปยังถนนหลวง บัณฑิตหลายคนเคยยืมตำราจากโรงน้ำชาของหม่อมฉันเพื่อใช้ในการศึกษา จู่เหรินเหล่านี้เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพี่ชายหม่อมฉัน พวกเขาจึงอาสาจะพาหม่อมฉันไปร้องทุกข์ด้วยการเดินทางไปยังถนนหลวง ระหว่างทางก็ผ่านไปทางจวนตระกูลสวี …ตอนนั้นหม่อมฉันได้ยินเสียงคนโต้เถียงอะไรบางอย่าง ทั้งยังได้ยินคนเรียกเขาว่าเป็นเจ้ากรมยุติธรรม ทว่าเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบข้าราชการ ไม่ได้สวมหมวก และยังไม่มีผู้ติดตามด้วยเพคะ”
“เดิมทีหม่อมฉันคิดว่าใต้เท้าอาจจะตั้งใจมาสืบสวนอะไรบางอย่างที่เป็นความลับอยู่ แต่เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่ามีตำราคัดลอกงานของพี่ชายหล่นลงมาจากแขนเสื้อของเจ้ากรมยุติธรรมเพคะ เขาพยายามจะแย่งมันกลับไป ทว่าตอนนั้นเองก็มีคำสารภาพของอวี๋ผิงหงและคำถามในการสอบตกลงมาจากตำรานั่น หากไม่ได้เห็นคำสารภาพ หม่อมฉันก็คงไม่ทราบว่าจู่ ๆ พี่ชายของหม่อมฉันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงได้อย่างไรเพคะ”
เมื่อเฉินเก๋อเหล่าได้ยินว่ามีทั้งคำสารภาพและคำถามในการสอบตกลงมา เขาก็อดที่จะลิงโลดในใจเล็กน้อยไม่ได้
“ในเมื่อเขาเป็นเจ้ากรมยุติธรรม มีหน้าที่เป็นตัวแทนในการพิจารณาคดีสามฝ่าย เหตุใดเขาจึงไม่อยู่ในที่ว่าการเพื่อสืบสวนคดี แต่กลับไปอยู่ที่ประตูเล็กของจวนตระกูลสวี ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับโจร และยังอยู่กับท่านผู้นี้อีกเพคะ” เหยียนซีชี้ไปทางสวีเฉิงกานที่คุกเข่าอยู่ “หม่อมฉันเห็นว่าใต้เท้ากับท่านผู้นี้กระซิบกระซาบกัน ท่าทางมีพิรุธ และยิ่งเห็นว่ามีทั้งคำสารภาพ คำถามในการสอบ อีกทั้งตำราของพี่ชายที่ใต้เท้าเตรียมมาด้วย หม่อมฉันก็เกรงว่าพวกเขาจะวางแผนให้ร้ายพี่ชายของหม่อมฉันเพคะ เมื่อหม่อมฉันพยายามจะเข้าไปใกล้เพื่อซักถาม ก็มีคนของจวนตระกูลสวีพร้อมอาวุธกรูกันออกมาล้อมพวกเราและใช้ไม้จะมาทุบตีชาวบ้าน”
“หม่อมฉันเป็นเพียงเด็กตัวเล็กจึงไม่สามารถเบียดเข้าไปในฝูงชนได้ แต่หม่อมฉันได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนขึ้นว่าให้ฆ่าคนเสีย จากนั้นก็เห็นว่าเจ้ากรมยุติธรรมถูกคนจากจวนตระกูลสวีสังหาร ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันข้องใจและคิดว่าเจ้ากรมยุติธรรมอาจจะใส่ร้ายพี่ชายก็จริง แต่หม่อมฉันเป็นเพียงเด็กหญิงที่ไม่กล้าฆ่าแม้แต่ไก่สักตัว หม่อมฉันจะสามารถสังหารใต้เท้าได้อย่างไรกันเพคะ”