ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 223 ฝ่าบาทผู้ทรงธรรมและเมตตา
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 223 ฝ่าบาทผู้ทรงธรรมและเมตตา
บทที่ 223 ฝ่าบาทผู้ทรงธรรมและเมตตา
เหยียนซีหลุบสายตามองแผ่นหินชนวนที่พื้นซึ่งตนคุกเข่าอยู่ เธอตะโกนถวายพระพรร่วมกับทุกคนด้วยท่าทางเคร่งขรึม จากนั้นก็ปฏิบัติตามราชประเพณีอย่างที่ขันทีหน้าประตูวังสั่งไว้ คือการก้มต่ำมองพื้นห่างจากตัวเองเป็นระยะไม่เกินหนึ่งฉื่อ
หัวหน้าราชองครักษ์กราบทูลรายงานสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่หน้าจวนตระกูลสวี “กราบทูลฝ่าบาท เจ้ากรมยุติธรรมถูกแทงที่หน้าอกด้วยมีดสั้นจนเสียชีวิต ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดให้การว่าผู้ก่อเหตุคือคนของจวนตระกูลสวี ตอนนี้กระหม่อมจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนถือมีดเอาไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง”
“ฝ่าบาท หมอหลวงพยายามจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของใต้เท้าแล้ว แต่เพราะอาการสาหัสเกินไปจึงได้เสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางผู้ทรงเกียรติ สิ้นใจข้างถนนไปเช่นนั้น อย่างนั้นหรือ
ใต้เท้าสวีเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดี ตอนนี้เฮ่อจื้อเฉิงควรทำหน้าที่อยู่กรม แต่กลับมีคนเห็นเขาไปที่จวนตระกูลสวี และยังถูกฆ่าตายอยู่ที่นั่น เรื่องเช่นนี้ฝ่าบาทต้องทรงรับสั่งให้ไต่สวนเป็นแน่ เขาจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรเพื่อระงับความไม่พอใจของพระองค์ลงได้
หัวหน้าราชองครักษ์ไม่ได้สนใจว่าจะใครจะคิดอย่างไร เขาเพียงกราบทูลสถานการณ์ต่าง ๆ ไปตามที่ฝ่าบาทตรัสถาม “กราบทูลฝ่าบาท เมื่อเจ้ากรมยุติธรรมสิ้นใจ คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ พวกเขาเห็นทุกอย่างด้วยตาตนเอง บอกว่าเจ้ากรมถูกแทงเข้าที่หน้าอกเพียงครั้งเดียว…”
“ไร้สาระ! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ คนพวกนี้ต่างหากที่เป็นคนก่อเหตุ” สวีเฉิงกานไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้ได้ ด้วยความโกรธและความหวาดกลัว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่านี่เป็นราชสำนัก เขาตะโกนออกมาเสียงดัง “ฝ่าบาท การตายของเจ้ากรมยุติธรรมไม่เกี่ยวข้องกับพวกกระหม่อมอย่างแน่นอน มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ใส่ความกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใครกันที่กล้าสร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา” จักรพรรดิไม่ได้เต้นตามอารมณ์ของสวีเฉิงกาน เพียงตรัสถามขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ถ้านี่เป็นการสร้างสถานการณ์ แล้วคนทำคือใครเล่า
สวีเฉิงกานนึกถึงตำราคัดลอกที่หลุดออกมาจากแขนเสื้อของเฮ่อจื้อเฉิง “หลิวเหิงและคนของเขาใส่ร้ายกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
“หลิวเหิงงั้นหรือ” เห็นชัดว่าจักรพรรดิเทียนฉีทรงลืมคนผู้นี้ไปแล้วจึงได้ตรัสถามขึ้น
หัวหน้าขันทีที่อยู่ด้านข้างจึงกราบทูลเสียงเบาว่าหลิวเหิงเป็นใคร
เมื่อจักรพรรดิได้ยินว่าเป็นจู่เหรินที่ถูกจับกุมเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ทอดพระเนตรไปทางสวีเฉิงกานที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าหลิวเหิงใส่ร้ายเจ้า”
สวีเฉิงกานจึงใช้โอกาสนี้ชี้ไปทางเหยียนซีในที่สุด เด็กสาวคนเดียวที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางผู้ติดตามของนาง “ทูลฝ่าบาท ผู้หญิงคนนี้เป็นคนในครอบครัวของหลิวเหิง นางยุยงให้ผู้คนโกรธแค้นและใส่ความกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
ทั้งจักรพรรดิและขุนนางทั้งหมดมองตามตำแหน่งที่เขาชี้ไปและอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าเป็นเหยียนซี
วันนี้เด็กสาวสวมอาภรณ์สีเขียว รวบผมมวย เห็นชัดว่าเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่ทันเจริญวัยเป็นหญิงสาวเต็มตัว เมื่อคุกเข่าอยู่ท่ามกลางชายหนุ่มก็ยิ่งดูตัวเล็กมาก โผล่หน้าออกมาเพียงครึ่งหัวด้วยซ้ำ
จักรพรรดิทอดพระเนตรไปทางเด็กสาวแล้วตรัสถาม “เจ้าจะบอกว่านางเป็นคนยุยงงั้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยตาตนเองว่านางเป็นผู้นำกลุ่มฝูงชนจำนวนมากเดินมาตามถนน เข้าล้อมตัวเจ้ากรมยุติธรรมเอาไว้” สวีเฉิงกานไม่ใช่คนโง่ เขาไม่ได้เอ่ยว่าเจ้ากรมยุติธรรมกำลังเดินออกมาจากจวนของตนแล้วมีขอทานมาขวางเอาไว้ก่อนที่จะเจอเหยียนซีและคนอื่น ๆ
เพราะการนัดพบเจ้ากรมยุติธรรมที่จวนตระกูลสวีเป็นเรื่องลับที่ไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้ เขาจึงจงใจเลี่ยงจะเอ่ยเรื่องนี้ออกมา
ใต้เท้าสวีถวายงานรับใช้จักรพรรดิมานาน เมื่อได้ยินคำพูดที่จงใจปิดบังของบุตรชายก็อดไม่ได้ที่จะกังวล หากเรื่องการตายของเฮ่อจื้อเฉิงถูกสะสาง เกรงว่าตระกูลสวีจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิอีกต่อไป เว้นแต่ว่าเขาจะลาออกจากตำแหน่งแล้วอยู่อย่างสันโดษ ฝ่าบาทอาจจะทรงอนุญาตให้เขากลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดและยังไว้หน้ารักษาเกียรติตระกูลสวีเอาไว้บ้างในฐานะที่เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ที่ถวายงานรับใช้มานาน
แต่เขาดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีมากว่าสิบปี มีผู้ติดตามและลูกศิษย์จำนวนไม่น้อย รวมทั้งขุนนางหลายคนก็พร้อมจะทำตามคำสั่ง
มีแค่สี่คนในตระกูลสวีที่มีอำนาจในกรมยุติธรรม บุตรชายทั้งสองของเขาไม่ได้มีการศึกษาสูงนัก ส่วนเว่ยหวนที่การศึกษาสูงก็กลับไม่มีอำนาจบารมี ไร้ความสามารถจนตอนนี้ต้องถูกส่งไปยังเมืองอื่น
หากเขาตัดสินใจล่าถอยในตอนนี้ ตระกูลสวีจะไร้ผู้สืบทอด จะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะฟื้นคืนอำนาจกลับมาอีกครั้งในภายภาคหน้า
หากต้องถอย ครั้งนี้เขาก็ขอเอาความเสียหายของตระกูลสวีลากเอาเฉินฟู่หลี่และพรรคพวกคนอื่น ๆ ให้ล้มลงสูญสิ้นอำนาจไปด้วยกัน ทุกคนจะยิ่งใหญ่อยู่ในอำนาจอย่างสบาย ๆ ในขณะที่ตระกูลสวีตกต่ำอยู่เพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไร!
เมื่อตัดสินใจแล่นเรือทวนกระแสน้ำแล้ว ก็ทำได้แต่เพียงมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่อาจล่าถอยเท่านั้น เขาเสี่ยงสร้างความสัมพันธ์กับซุ่นจวิ้นอ๋องก็เพื่อพยายามวางรากฐานความรุ่งเรืองให้แก่ตระกูลสวีในอีกหลายสิบปีข้างหน้า และจะได้จากไปอย่างสง่างามในบั้นปลาย
ใต้เท้าสวีกำลังพยายามคิดอย่างรอบคอบ แต่ดูเหมือนว่าสวีเฉิงกานจะไม่ได้เข้าใจบิดาตนเอง เขาคิดเพียงแค่ว่าอยากจะจัดการกับคนที่บังอาจมาใส่ร้ายครอบครัวของตนด้วยการสร้างสถานการณ์เช่นนั้น จึงได้กราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เกี่ยวกับพฤติกรรมของเหยียนซีว่านางยุยง รวบรวมฝูงชนมาสร้างปัญหาที่หน้าจวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิจึงหันไปทางเหยียนซี “เจ้าเป็นคนในครอบครัวของหลิวเหิงงั้นหรือ ชื่อของเจ้าคืออะไร”
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเด็กหญิงแซ่เหยียน ได้รับอุปการะโดยแม่ลูกตระกูลหลิว หม่อมฉันนับถือหลิวเหิงเป็นพี่ชาย จึงได้เป็นคนในครอบครัวของหลิวเหิงเพคะ” เหยียนซีเงยหน้าขึ้นแนะนำตัวอย่างชัดเจนด้วยเสียงมั่นคงปราศจากความตื่นตระหนก “หลิวเหิงถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกจับตัวไปขังคุก หม่อมฉันจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมเขา แต่กลับถูกปฏิเสธ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดร้ายแรง ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม เดิมทีวันนี้หม่อมฉันตั้งใจจะไปรอดูความคืบหน้าอยู่ที่ด้านหน้าที่ว่าการกรมยุติธรรม หากมีคนผ่านเข้าออกที่นั่นได้ ก็ตั้งใจจะไปขวางรถพวกเขาเพื่อขอซักถามข้อข้องใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพคะ”
เสียงใสของเด็กสาวหยุดลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “หม่อมฉันรู้สึกแปลกใจที่พบว่าไม่มีขุนนางคนใดผ่านมาให้ซักถาม ดังนั้นจึงคิดว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นเพคะ ฝ่าบาทโปรดทรงเมตตาพระราชทานพระวินิจฉัยแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันพยายามจะร้องขอความเป็นธรรม อยากจะยื่นคำร้องให้พี่ชาย แต่พวกเขากลับเพียงแค่รับเรื่องไว้โดยไม่ทันได้ซักถามหรือเปิดโอกาสให้หม่อมฉันได้พูดคุยเลย เมื่อไปที่โรงน้ำชา คนที่นั่นก็บอกว่าหากถูกจับไปขังในที่ว่าการ มักจะต้องถูกทรมานทันทีที่พาตัวไปสอบสวน พี่ชายหม่อมฉันเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอจะทนได้สักเพียงใดกัน หม่อมฉันจึงคิดจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เขาต่อหน้าฝ่าบาทเพคะ”
“เจ้ายังเด็กมากนัก ถึงขนาดมีความคิดจะร้องทุกข์ให้พี่ชายเชียวหรือ” สีหน้าของจักรพรรดิมีแววสนใจใคร่รู้
เหยียนซีก้มศีรษะลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างมุ่งมั่นออกมาด้วยน้ำเสียงใส “หม่อมฉันติดหนี้บุญคุณชั่วชีวิตกับป้าหลิว ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ จะต้องเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อหลิวเหิงอย่างถึงที่สุดเพคะ เมื่อขุนนางไม่อาจเป็นที่พึ่งให้หม่อมฉันได้ หม่อมก็ฉันจนปัญญา ในยามนี้ไม่รู้จะบากหน้าไปหาผู้ใด แต่หลังจากได้ยินว่าสามารถตีกลองร้องทุกข์ได้… ก็นึกถึงบทละครที่ฉินเซียงเหลียนสามารถเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาด้วยการเข้าเฝ้าฝ่าบาท และได้รับพระราชทานพระวินิจฉัยจากจักรพรรดิที่ทรงพระปรีชา หม่อมฉันจึงเชื่อเช่นกันว่าฝ่าบาทจะทรงเป็นที่พึ่งอันชอบธรรมและเปี่ยมด้วยความเมตตาแก่หม่อมฉันยิ่งกว่าเปาชิงเทียน*[1]เพคะ”
เหยียนซีตั้งใจเติมคำเยินยอลงไปอย่างถูกจังหวะและเหมาะสม
ใครเล่าจะไม่รู้สึกยินดีเมื่อได้ยินคำพูดเยินยอ
แม้แต่จักรพรรดิทรราชก็ยังชื่นชอบที่จะถูกยกย่องในฐานะผู้ยิ่งใหญ่และทรงธรรม นับประสาอะไรกับจักรพรรดิเทียนฉีผู้มุ่งมั่นในการสร้างความดีเพื่อจารึกพระนามไว้ในประวัติศาสตร์พระองค์นี้
ยิ่งไปกว่านั้น เหยียนซียังมีภาพลักษณ์เป็นเด็กหญิงดูไร้เดียงสา อายุเพียงสิบสาม ถือว่ายังเยาว์วัยเกินจะเสแสร้งอย่างผู้ใหญ่
นั่นเป็นคำชมที่ฟังดูจริงใจ ต้องใจพระองค์มาก
แม้เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ จักรพรรดิจะมีท่าทีไม่พอใจอยู่หลายส่วน แต่ตอนนี้กลับอดไม่ได้ที่จะทรงพระสรวลเบา ๆ และทรงดำริว่าการที่เหยียนซีจะตีกลองร้องทุกข์ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล และทรงยอมรับที่ฟังคำร้องทุกข์ของนางอย่างประนีประนอม “หากเจ้ามีแผนจะให้ข้าช่วยตัดสินให้ งั้นก็เล่ามาสิว่าต้องการร้องทุกข์เรื่องอะไรกัน”
“ฝ่าบาท หม่อมฉันตั้งใจจะมาร้องทุกข์เรื่องของหลิวเหิง พี่ชายของหม่อมฉันที่มาจากอำเภอหมิงสุ่ย เมืองถงอัน เขตหย่งโจว เขาสอบได้อันดับสามในการสอบฝู่ซื่อของถงอัน ในรัชศกที่แปด จากนั้นก็สอบผ่านเยวี่ยนซื่ออีกครั้งแม้จะได้ห้องสอบตำแหน่งท้าย ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการสอบนัก จากนั้นรัชศกที่เก้า ตอนอายุสิบห้า เขาก็เข้าร่วมการสอบเซียงซื่อที่หย่งโจว สอบผ่านเป็นอันดับสองได้รางวัลในฐานะย่าหยวน ระหว่างที่กำลังตั้งใจจะไปสอบอีกครั้งที่เมืองหลวง ท่านป้า มารดาของเขาถูกฆาตกรรมอย่างกะทันหัน เขาจึงต้องไว้ทุกข์ให้นางสามปีที่บ้านเกิด ก่อนที่จะกลับมาสอบฮุ่ยซื่ออีกครั้งหลังออกจากการไว้ทุกข์ เขาผ่านการสอบเป็นลำดับที่ยี่สิบหกเพคะ”
[1] เปาชิงเทียน หรือ เปาบุ้นจิ้น ผู้พิพากษาผู้ทรงธรรมในบทละคร