ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 222 เพียงตายไปเช่นนั้น
บทที่ 222 เพียงตายไปเช่นนั้น
ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของการผลักกันไปมา คนของจวนสวีรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในมือตนเอง
เขาหันหน้าไปมองด้วยความงุนงง และทันใดนั้นก็พบว่าในมือตนเองมีมีดสั้นอยู่ และมีดเล่มนั้นยังปักอยู่บนหน้าอกของเจ้ากรมยุติธรรมอีกด้วย
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดทำให้ทุกคนตกตะลึง
จู่เหรินที่ยืนอยู่ตรงข้ามเจ้ากรมยุติธรรมกรีดร้องเสียงดัง “นักฆ่า! มีนักฆ่าอยู่ที่นี่!”
“คนของจวนตระกูลสวี คนของตระกูลสวีฆ่าคน!”
คนด้านข้างตะโกนเสียงดังลั่น
ทันทีที่ถูกปล่อยจากการเกาะกุม ร่างของเจ้ากรมยุติธรรมก็ล้มลงกับพื้น เขายื่นมือออกไปพยายามคว้าอะไรบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมาก็กระอักเลือดออกจากปาก ดวงตาเหลือกขึ้นด้านบนแล้วแน่นิ่งไป โลหิตสีแดงจำนวนมากไหลออกมาจากแผลบนอกที่ถูกแทง
“ไม่ใช่นะ… ไม่ใช่ข้า!”
“นี่มันฆาตกรรมปิดปาก… เจ้าฆ่าปิดปากเขานี่!” มีคำพึมพำขึ้นมา
ทันทีที่มีคนเริ่มพูดแบบนั้น คนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกัน นี่เป็นการฆ่าปิดปากอย่างโจ่งแจ้งอุกอาจที่สุด
เจ้ากรมยุติธรรมผู้โชคร้าย…
“ไม่นะ!… ข้าไม่ได้!” คนของจวนตระกูลสวีที่มีมีดอยู่ในมือพยายามจะปกป้องตนเอง “ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย… มันคือ เจ้าต่างหากที่เอามีดมายัดใส่มือข้า!” เขารีบพูดอย่างรวดเร็วหลังได้สติ
ในตอนนี้คนของจวนตระกูลสวีที่อยู่รอบ ๆ กำลังเผชิญหน้ากับจู่เหริน
“นี่มันเป็นการจงใจฆ่าปิดปากและใส่ร้ายพวกเราด้วยงั้นหรือ!” มีจู่เหรินคนหนึ่งตะโกนขึ้น
ไม่นานความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง
เหยียนซีเองก็ผงะตกใจเช่นกันเมื่อได้ยินว่าเจ้ากรมยุติธรรมถูกฆ่า
แผนเดิมของเธอคือการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เจ้ากรมยุติธรรมเดินทางมาที่จวนตระกูลสวี ยัดงานเขียนของหลิวเหิงให้เขา จากนั้นก็ให้ทุกคนได้เห็นว่าตำรานั่นตกลงมาจากตัวอีกฝ่าย เมื่อทุกคนที่สอบไม่ผ่านเห็นเช่นนั้นก็จะไม่พอใจขึ้นมา
จักรพรรดิเทียนฉีมีรับสั่งให้ทำการพิจารณาคดีสามฝ่ายเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบครั้งนี้ ตอนนี้เจ้ากรมยุติธรรม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม และเจ้าเมือง จะเก็บตัวอยู่ในที่ว่าการเพื่อร่วมกันสืบสวนคดีนี้
ในเมื่อทุกคนต้องเก็บตัวทำงาน แต่เหตุใดเจ้ากรมยุติธรรมจึงออกจากที่ว่าการอย่างลับ ๆ เพื่อมาที่จวนตระกูลสวี และยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับเป็นโจรเช่นนี้
เด็กสาวพยายามอย่างที่สุดที่จะแยกเรื่องนี้กับเรื่องที่ตระกูลสวีจงใจแก้แค้นก่อนหน้าออกจากกัน โดยเน้นไปเรื่องงานของหลิวเหิงที่เจ้ากรมยุติธรรมจงใจซ่อนเอาไว้ เพื่อให้ทุกคนปะติดปะต่อกันเองว่าใต้เท้าสวีจงใจจะมุ่งเป้าเล่นงานหลิวเหิง และมีเจ้ากรมยุติธรรมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่คนอื่น ๆ คงไม่ปล่อยให้โอกาสดี ๆ เช่นนี้พลาดหลุดมือไปได้
ใต้เท้าสวีมีอำนาจในกรมยุติธรรม ถ้าเจ้ากรมยุติธรรมตกเป็นประเด็นครหา ก็จะส่งผลถึงอำนาจของใต้เท้าสวีได้
ทว่าคนเหล่านี้กลับหัวรุนแรงมากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ ถึงกับสังหารเจ้ากรมยุติธรรมทันที ถึงจะรู้ว่านี่เป็นวิธีที่ได้ผลกว่ามาก แต่ไก่สักตัว ตนก็ไม่เคยลงมือฆ่า นับประสาอะไรกับการฆ่าคนเช่นนี้
ตอนนี้มีคนตายแล้ว เรื่องก็เลยเถิดไปกันใหญ่ เหยียนซีขบกรามแน่นและเริ่มเอ่ยต่อไป “นี่ตอนกลางวันแสก ๆ ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้ ตระกูลสวีก็ยังกล้าสมรู้ร่วมคิดกับเจ้ากรมยุติธรรมทำเรื่องสกปรก ทั้งที่พวกท่านมีหน้าที่มอบความยุติธรรมให้ทุกคน แต่กลับปล่อยให้พวกเขาเข้ามาแทรกแซงการสอบสวนได้อย่างง่ายดาย ใครจะรู้ว่าเป็นตระกูลสวีที่ขายข้อสอบเพื่อหากำไรเองหรือไม่ และใต้เท้าผู้นี้ยังออกมาพร้อมกับสำเนางานของหลิวจู่เหริน เป็นได้หรือไม่ว่าเตรียมจะใส่ความผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิด”
เด็กสาวขึ้นเสียงแล้วเอ่ยต่อ “คนของตระกูลสวีสังหารใต้เท้าเจ้ากรมยุติธรรม หากเราไม่ฟ้องศาลยุติธรรมให้กราบทูลเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิ เป็นไปได้ว่าตระกูลสวีก็จะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานพวกเราทุกคนได้!” เธอสร้างความหวาดกลัวมากขึ้น และก็เห็นว่าใบหน้าของผู้คนโดยรอบเริ่มซีดเซียว “วันนี้เป็นคราวของพี่เอ้อร์หลาง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคราวหน้าก็อาจถึงทีของใครสักคนที่นี่”
“ใช่ มาตีกลองร้องทุกข์เพื่อกราบทูลเรื่องนี้ให้ถึงจักรพรรดิกันเถอะ!”
“อย่ารอให้ตระกูลสวีมาทำร้ายเราได้เด็ดขาด!”
เมื่อชาวบ้านได้ยินว่าวันนี้เป็นคราวของหลิวเหิง ไม่แน่ว่าวันต่อไปอาจเป็นพวกเขา ทุกคนก็รู้สึกฮึกเหิมและตะโกนขึ้นมาว่าจะรวมตัวกันไปร้องทุกข์
การสิ้นใจริมถนนของเจ้ากรมยุติธรรมนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่กำลังจะตามมา
ไม่ทันที่ทุกคนจะเดินทางไปยังวังหลวง ราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งก็ควบม้าเข้ามาถึงที่ “มีพระราชโองการจากจักรพรรดิ ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนไหวทำสิ่งใดโดยไม่ได้รับอนุญาต!”
“ข้า… ข้าต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท… คนเหล่านี้… รวมตัวกัน… มาเพื่อสร้างความวุ่นวายก่อปัญหา!” ในที่สุดสวีเฉิงกานก็ได้สติ เมื่อเห็นราชองครักษ์มาถึงที่นี่ก็เนื้อตัวสั่นเทาแล้วตะโกนขึ้น
“เราก็จะเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อร้องทุกข์เช่นกัน!” จู่เหรินคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นเช่นกัน
ราชองครักษ์ได้รับคำสั่งให้นำชาวบ้านไปเข้าเฝ้า เมื่อเห็นว่าผู้คนที่นี่กำลังทะเลาะกันก็พยายามห้ามปราม “หยุดทะเลาะกัน! พวกเจ้าทั้งหมดมากับพวกเรา” เขาชี้ไปทางผู้เข้าสอบสามสี่คนที่ยืนอยู่ข้างศพของเจ้ากรมยุติธรรม
เมื่อเห็นว่ามีคนตาย ใบหน้าของเขาก็ซีดลงด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือเดินข้ามศพมา แล้วตามราชองครักษ์ไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ
“ใต้เท้าคะ เดิมทีพวกเขามาร่วมเรียกร้องกับข้า ไม่ทราบว่าข้าจะสามารถเข้าเฝ้าด้วยได้หรือไม่” เหยียนซีถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเหล่าราชองครักษ์กำลังจะจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามองเธอ ร่างเล็กจึงตัดสินใจเข้าไปขวางหน้าพวกเขาแล้วเอ่ยถามขึ้น
หัวหน้าราชองครักษ์เห็นว่านางเป็นเพียงเด็กสาว น่าแปลกใจนักที่มีความกล้ามาขวางหน้าพวกเขาเพื่อขอเข้าเฝ้า
จู่เหรินที่เอ่ยในโรงน้ำชาเมื่อครู่ว่าเขาเคยได้รับความช่วยเหลือจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่นอธิบายต่อ “พวกเราต้องการร้องทุกข์เรื่องของหลิวจู่เหริน และนางคือครอบครัวของเขาขอรับ”
หัวหน้าราชองครักษ์รู้ว่าจะต้องกลับไปรายงานเรื่องนี้ก่อน แต่ก็ไม่อยากจะให้เป็นการเสียเวลา “เอาละ งั้นเจ้าก็มากับเราด้วย”
ในช่วงชุลมุน ผู้เฒ่าหวูโถวและเหยียนเฟิงก็ปลีกตัวออกไปจากฝูงชน ส่วนเฉวียจือและเหยียนหลิ่วก็ต้องการจะติดตามเหยียนซีไป ทว่าถูกราชองครักษ์ห้ามเอาไว้
การเข้าเฝ้าไม่สามารถนำคนจำนวนมากเช่นนี้ไปได้
“ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าทุกคนกลับไปรอข้าที่บ้าน” เหยียนซีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดกับเหยียนหลิ่วและคนอื่น ๆ “ฝ่าบาทจะทรงคืนความยุติธรรมแก่พี่เอ้อร์หลางอย่างแน่นอน”
“เร็วเข้า!” หัวหน้าราชองครักษ์เร่งเร้า เหยียนซีเอ่ยอย่างแผ่วเบา “กลับบ้านระวังตัวด้วย” จากนั้นก็หันหลังจากไปพร้อมกับเหล่าทหารที่รายล้อมและคนอื่น ๆ เพื่อเข้าไปในวังหลวง
ถนนหลวงเป็นทางที่ทอดยาวสู่พระราชวัง สถานที่แห่งนี้ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเข้ามายุ่มย่าม เหยียนซีอาศัยอยู่ในเมืองหลวงเป็นเวลาหนึ่งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เดินทางตามถนนหลวงและเข้าใกล้ประตูวังมากถึงขนาดนี้
ไม่นานทุกคนก็พากันมาถึงที่หน้าประตูอู่
เหยียนซีเงยหน้าขึ้นและเห็นตัวอักษรเขียนคำว่า ‘ประตูอู่’ สีทองตรงหน้าตนเอง มีทหารมากมายป้องกันอย่างแน่นหนา พื้นปูด้วยหินสี่เหลี่ยมมีรอยสีดำบ้างประปราย
ทันใดนั้นคำพูดที่ว่า ‘ลากเอาตัวไปตัดหัวที่ประตูอู่’ ที่มักจะได้ยินในละครโทรทัศน์ย้อนยุคก็ดังขึ้นในหัว ทำเอาเธออดไม่ได้ที่จะหายใจเข้าออกลึก ๆ
เมื่อยืนอยู่ที่นี่ เด็กสาวก็พลันรู้สึกถึงพลังอำนาจที่แผ่ซ่าน คนทั่วไปรู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงมดปลวก ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวล้วนตัดสินได้เพียงเสี้ยวพริบตาที่นี่ เหยียนซีกำหมัดแน่นและข่มใจให้นิ่งสงบ
ราชองครักษ์สั่งให้ทุกคนหยุด และส่งคนไปรายงานด้านใน ไม่ช้าจักรพรรดิก็รับสั่งให้ขันทีออกมานำทาง
เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วจะหวาดกลัวไปก็ไร้ประโยชน์ เหยียนซีติดตามฝูงชนเข้าไปยังวังหลวงอันงดงามในไม่ช้า
ทุกคนนั่งประจำที่คุกเข่าแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถวายพระพรฝ่าบาท” เหยียนซีเป็นเด็กสาวที่โดดเด่นท่ามกลางคนทั้งหมด แทบจะทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในประตูวัง สายตามากมายก็จับจ้องมาที่เธอ พวกเขาลอบคาดเดากันในใจว่าเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ผู้นี้เป็นใครและถูกพาเข้ามาด้วยได้อย่างไร
เว่ยเฉิงอยู่ถัดลงมาจากจักรพรรดิเทียนฉี เมื่อเห็นว่าเหยียนซีถูกพาเข้ามาดวงตาของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย
ใต้เท้าสวีที่อยู่ใกล้บันไดมากที่สุดหันหน้าตามบุตรชายคนรองของตนที่คุกเข่าอยู่ ทันทีที่เห็นว่าเสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้ามีรอยฟกช้ำดำเขียวบวมปูดดูไม่ได้ก็โมโหอย่างมาก