ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 221 ทั้งหมดเป็นการใส่ความ
บทที่ 221 ทั้งหมดเป็นการใส่ความ
เจ้ากรมยุติธรรมไม่คาดว่าจะมาเจอขอทานขวางทางที่หน้าจวนตระกูลสวีระหว่างที่กำลังจะเดินทางกลับ
ที่นี่คือจวนของใต้เท้าสวี ไม่ใช่วัดศาลหลักเมืองหรือไช่ซื่อโข่ว*[1]
สวีเฉิงกานก็ตกตะลึงเช่นกัน และต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่เขาจะเรียกคนมาช่วยไล่ขอทานออกไป
เจ้ากรมยุติธรรมต้องการมาเยือนที่นี่อย่างลับ ๆ จึงตั้งใจใช้ประตูเล็กและไม่ได้มีคนติดตามมาด้วยมากมายอะไรนัก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนเห็น
คุณชายรองตระกูลสวีเอ่ยเสียงดัง บ่าวไพร่สี่คนจึงออกมาให้ความช่วยเหลือ
เจ้ากรมยุติธรรมแอบมาที่นี่เพราะต้องการแจ้งข่าวแก่ตระกูลสวี
แต่กลับมีขอทานเจ็ดแปดคนมาอยู่ที่นี่ และขวางไม่ให้เขากลับไป บ่าวสี่คนที่ถูกเรียกมาทั้งตัวใหญ่และมีพละกำลังมากกว่า จึงสามารถลากขอทานพวกนั้นให้พ้นทาง
ขอทานตัวน้อยเหล่านั้นพากันตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
เสียงของเด็กแปดเก้าคนที่ตะโกนโหยหวนแทบจะดังไปไกลเป็นสิบลี้
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ” ผู้ใหญ่สองคนที่อยู่แถวนั้นเข้ามาเพื่อดูสถานการณ์
คนทั้งสองก็คือเหยียนเฟิงและผู้เฒ่าหวูโถว แต่ตอนนี้ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดคอกลมอย่างพวกบัณฑิต ผู้เฒ่าหวูโถวสวมหมวกโปร่ง ส่วนเหยียนเฟิงก็แต่งหน้าให้ผิวเข้มขึ้น หากไม่ได้มองใกล้ ๆ ก็คงจำพวกเขาไม่ได้
ผู้เฒ่าหวูโถวอุทานเสียงดัง “ตระกูลสวีจะรังแกบ่าวไพร่อีกแล้วอย่างนั้นหรือ!”
บ่าวไพร่ของจวนตระกูลสวีและสวีเฉิงกานตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินเช่นนั้น เพราะพวกเขาเพียงต้องการจะไล่ขอทานออกไป
แต่ในตอนนั้น เสียงของผู้คนที่กำลังเดินทางมาตามถนนสายหลักดังขึ้น คนกลุ่มใหญ่ที่นำโดยเหยียนซีกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
เหยียนซีเดินผ่านที่ว่าการกรมยุติธรรมตามทางหลักมายังหน้าประตูจวนตระกูลสวี
จวนแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากถนน และมีผู้คนผ่านไปผ่านมาเป็นจำนวนมาก พวกเขาพากันหยุดดูความเคลื่อนไหวของเหยียนซีอย่างสนใจใคร่รู้
“ดูนั่น! ไม่ใช่ใต้เท้าเจ้ากรมยุติธรรมหรอกหรือ ทำไมไม่อยู่ที่กรมเพื่อพิจารณาคดี แต่มาที่จวนตระกูลสวีเช่นนี้!” จู่เหรินร่างอ้วนที่ตามเหยียนซีมาจำหน้าเจ้ากรมยุติธรรมได้ จึงชี้ไปทางเขาแล้วเอ่ยเสียดัง
“วันนี้ไม่ใช่วันที่เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ต้องอยู่ในที่ว่าการเพื่อพิจารณาคดีร่วมกันสามฝ่ายหรอกหรือ!” เฉวียจือตะโกนบ้าง
“พวกเขาคุยกันว่าจะฆ่าใครสักคนนี่แหละขอรับ ข้าน้อยได้ยินกับหู พวกเขาจะฆ่าคน!” ขอทานน้อยตะโกนเสียงดัง
“เจ้าพูดไร้สาระอะไรออกมา!” สวีเฉิงกานโกรธมาก เขายกเท้าขึ้นจะถีบขอทานที่กำลังพูดอยู่
ผู้คนด้านข้างยื้อยุดกันไปมา ระหว่างที่กำลังเบียดกันนั้นเอง ทุกคนก็เห็นว่ามีตำราอะไรบางอย่างหลุดออกมาจากแขนของเจ้ากรมยุติธรรม
ตำรานั่นดูคุ้นตาจนทุกสายตาจับจ้องไปทางเจ้ากรม
เจ้ากรมตกใจมาก เขามีของนั่นอยู่กับตัวตั้งแต่เมื่อไรกัน เพราะความลนลานจึงรีบเอามันขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“นั่น ตำราที่คัดลอกจากงานของพี่เอ้อร์หลางนี่!” เหยียนซีร้องเสียงดังวิ่งไปทางประตูเล็กของจวน
คนอื่น ๆ ที่โรงน้ำชาได้เห็นตำรานั่นเช่นกันตอนที่เหยียนซีเอาออกมาให้ดู
ตำราเล่มนั้นที่หลุดออกมาจากแขนเสื้อของเจ้ากรมยุติธรรมมีหน้าปกเหมือนของเหยียนซีทุกประการ
เจ้ากรมยุติธรรมมีตำราคัดลอกงานของหลิวจู่เหรินที่อยู่ในคุกงั้นหรือ นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย ทุกคนพากันร้องเสียงดัง
ทุกคนต่างล้อมทางเข้าออกบริเวณประตูหน้าจวนและทางเข้าซอยบริเวณนี้ทั้งหมดโดยมีเหยียนซียืนอยู่ที่หน้าประตูจวน
เหยียนหลิ่วไวที่สุด นางขยับเพียงไม่กี่ก้าวไปก็ไปถึงตัวเจ้ากรมยุติธรรม เอาตำราจากมือเขามา “นี่มันตำราที่คัดลอกงานของนายท่านนี่” ก่อนที่นางจะพูดอะไรก็มีกระดาษสองแผ่นตกลงมาจากตำรา
จู่เหรินร่างอ้วนเอากระดาษนั่นขึ้นมา “นี่มัน…คำสารภาพของอวี๋ผิงหง ส่วนนี่คือคำถามที่ใช้ในการสอบ!”
“เหตุใดท่านถึงพกงานของพี่เอ้อร์หลางติดตัวมาด้วย!” เหยียนซีถามด้วยความโกรธ
“นี่มันไม่ใช่ของข้า!…”
“แล้วเหตุใดถึงมีคำถามในการสอบอยู่ด้วย ท่านกำลังรวบรวมหลักฐานพวกนี้อยู่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เหยียนซีไม่ได้ฟังข้อแก้ตัวของเจ้ากรมยุติธรรม “คนอื่น ๆ ที่ถูกจับไปได้รับการไต่สวนแล้ว มีเพียงครอบครัวข้าเท่านั้นที่ยังไม่ได้ถูกไต่สวน ท่านเอาตำราพวกนี้ติดตัวมาด้วย กำลังวางแผนใส่ความพวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ!”
เหยียนซีสันนิษฐานและขึ้นเสียงด้วยความโกรธ
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น มีคนถูกจับกุมไปคุมขังแทบทุกวัน และที่พักของเหล่าจู่เหรินก็ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นทั้งหมด แต่หลิวเหิงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างนั้นหรือ
เจ้ากรมยุติธรรมโกรธมาก ในตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกจัดฉากใส่ความ
ผู้คนต่างหวาดกลัวในความน่าเกรงขามของเจ้ากรมยุติธรรมมาตลอด เพราะหน้าที่ของเขาที่ต้องจับตัวคนร้ายมาลงโทษ ดังนั้นเมื่อถูกกล่าวหาเช่นนี้ เขาจึงต้องรู้สึกขายหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าไม่เป็นฝ่ายใส่ร้ายคนอื่น ก็มักจะเป็นฝ่ายที่ถูกอ้อนวอนขอความช่วยเหลือเสมอ ไม่คิดว่าวันนี้จะเป็นตนเองที่เป็นฝ่ายถูกใส่ร้าย!
นี่มันเป็นการจัดฉากแสนเรียบง่ายด้วยลูกไม้ตื้น ๆ แต่ก็ทำเอาเขาโกรธมากจนเสียงสั่น “กล้าดียังไงมาพูดจาไร้สาระใส่ข้า พวกเจ้ารวมหัวกันใส่ความข้างั้นหรือ จะต้องถูกจับเข้าคุก!…”
“ท่านมันแค่สุนัขรับใช้ขุนนางผู้ใหญ่เท่านั้น ข้าจะไม่ยอมเด็ดขาด!” เหยียนซีไม่ปล่อยให้เขาเอ่ยจนจบประโยค รีบตรงเข้าไปหักหน้าใต้เท้าด้วยความโกรธ
“สวรรค์มีตา พวกเราเห็นทุกอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้วจะเอาอะไรมาปฏิเสธเล่า!” จู่เหรินร่างอ้วนพูดอย่างไม่เกรงกลัว
“กล้ามากนักนะ พวกเจ้าอวดเช่นนี้ได้อย่างไร!…” สวีเฉิงกานโมโหมาก “จับพวกมัน จับมันให้หมดเดี๋ยวนี้!”
“คิดจะใช้อำนาจปกปิดความผิดของตนเองงั้นหรือ” ชายร่างอ้วนผลักสวีเฉิงกาน “ทุกคน ดูนี่เร็วเข้า! พวกขุนนางชั่วเหล่านี้กำลังใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองเพื่อต่อรองผลประโยชน์ส่วนตน และตอนนี้ยังจะมาใช้อำนาจจับกุมคนที่รู้ความจริงอีกด้วย!”
ตอนนี้มีคนมากมายเห็นว่าตำราเล่มนั้นอยู่ในแขนเสื้อของเจ้ากรมยุติธรรม และยังมีคำถามในการสอบกับคำสารภาพหลุดออกมาจากตำรานั่นอีกด้วย
“ข้าใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปีเรียนอย่างหนัก เพื่อที่จะได้มีหน้าที่การงานที่ดี แต่กลับต้องมาถูกเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้หรือ! ขณะที่พวกเจ้ากำลังเพลิดเพลินกับความสำเร็จอย่างสบายใจ เจ้าเป็นขุนนางได้โดยไม่ต้องมีทักษะอะไรมากมาย สุขสบายบนความยากลำบากของผู้คน ช่างต่ำช้าไร้คุณธรรมเหลือเกิน ความยุติธรรมที่แท้จริงยังมีอยู่อีกอย่างนั้นหรือ!” คำพูดของเขาทำให้คนที่ฟังอยู่ต่างพากันไม่พอใจไปด้วย
เป็นความจริงที่ว่าทุกคนต่างเล่าเรียนอย่างหนักและตั้งใจสอบวัดระดับต่าง ๆ เพื่อเข้ามารับราชการในเมืองหลวง ทว่าบุตรชายรองของใต้เท้าสวีกลับไม่ต้องเหนื่อยเช่นนั้น เพราะอำนาจบารมีของบิดาช่วยปูทางให้เขาได้รับราชการอย่างง่ายดาย
“ฆ่ามันเลย!”
“ฆ่าเจ้าหมาตัวนั้นซะ!”
จู่เหรินหลายคนได้ยินว่าเจ้ากรมยุติธรรมวางแผนใส่ความหลิวเหิง และยังได้ยินว่าบุตรชายคนรองของตระกูลสวีใช้อำนาจทุบตีและพยายามเข่นฆ่าผู้คน
ความโกรธของพวกเขาจึงเพิ่มมากขึ้น
เมื่อมีต้นเสียงดังขึ้นแล้ว คนอื่น ๆ ก็ออกปากตามเช่นกัน “ใช่ ฆ่าเจ้าหมารับใช้นั่นเสีย!” ผู้คนเริ่มตะโกนเสียงดังจากด้านหลัง
ผู้เฒ่าหวูโถวและเหยียนเฟิงช่วยกันผลักสวีเฉิงกานและเจ้ากรมยุติธรรมให้ออกมาจากตรอก ผู้คนเข้ามารายล้อมทั้งสองเอาไว้ ตอนนั้นเองที่มีบัณฑิตบางคนละทิ้งความเป็นสุภาพชน ม้วนแขนเสื้อขึ้นและเริ่มเตะต่อยคนทั้งสอง
หลังจากที่อดกลั้นมาหลายวัน พวกเขาก็เริ่มค้นพบวิธีระบายความโกรธแค้นรูปแบบใหม่ หลายคนลงไม้ลงมือตามคนอื่น ๆ ทุบตีคนกลางวงล้อมด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน
สถานการณ์ตรงหน้าทำให้พ่อบ้านตระกูลสวีกรีดร้อง พยายามพานายทั้งสองออกไปจากวงล้อมของฝูงชน “เร็วเข้า ๆ รีบพาท่านทั้งสองออกไป!”
คนดูแลจวนตระกูลสวีพากันกระจายตัวออกมา
ชายร่างกายกำยำพร้อมอาวุธในมือเหล่านี้เต็มไปด้วยพละกำลังซึ่งเหล่าจู่เหรินไม่มีทางสู้ได้ ไม่นานพวกเขาก็เข้าไปอยู่ในวงล้อมของฝูงชนได้สำเร็จ
สวีเฉิงกานและเจ้ากรมยุติธรรมหมอบอยู่ที่พื้น ตามตัวมีรอยฟกช้ำ ใบหน้าบวมปูด ไม่อาจยืนขึ้นมาหรือแม้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดได้
คนดูแลจวนพยายามจะช่วยชีวิตผู้เป็นนาย จึงเบียดตนเองเข้าไปท่ามกลางความวุ่นวาย
ระหว่างที่พยายามดึงคนทั้งสองออกมา คนของจวนสวีคนหนึ่งก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาอยู่ในมือตนเอง จึงกำเอาไว้ตามสัญชาตญาณ และเกิดเสียง ‘ฉึก!’ ดังขึ้น
[1] ไช่ซื่อโข่ว คือ ลานประหารของมหานครปักกิ่งในสมัยราชวงศ์ชิง นักโทษจะถูกนำมาจากคุก แวะกินเหล้าหนึ่งชามที่ร้านเหล้าข้างประตูซวนอู่เป็นครั้งสุดท้าย แล้วนำมาบั่นศีรษะที่นี่