ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 219 คำถามของเหยียนซี
บทที่ 219 คำถามของเหยียนซี
เฉินโหย่วฝูสั่งให้ผิงอันส่งคำสารภาพของอวี๋ผิงหงและรายชื่อไปยังร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นในทันที
หลังจากได้อ่านคำสารภาพทั้งหมดแล้ว ในที่สุดเหยียนซีก็เข้าใจแล้วว่าอวี๋ผิงหงใส่ร้ายหลิวเหิงอย่างไร
หวังชีที่มองดูอยู่เช่นกันก็เอ่ยขึ้น “คนคนนี้…ทำไมถึงได้ไร้ยางอายได้ขนาดนี้กัน” เห็นชัด ๆ ว่าเขาซื้อข้อสอบนั่นมาเอง แต่กลับให้การว่าหลิวเหิงก็มาดูด้วย
เด็กสาวพลิกดูและพบว่ามีคำถามในการสอบครั้งที่ผ่านมาอยู่ข้างใน ซึ่งน่าจะเป็นคำถามที่อวี๋ผิงหงได้มา
“ซีเอ๋อร์ มีใต้เท้าสองสามคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของเมืองหลวงแล้ว เราควรไปถามดีหรือไม่…”
“พี่ชี อย่าถามเลยเจ้าค่ะ ข่าวที่ว่าพี่เอ้อร์หลางมีความผิดจนถูกจับไปนั้นแพร่กระจายออกไปแล้ว ถ้าพวกเขามีใจจะช่วยเรา เขาคงมาช่วยเองแล้ว การไปถามแล้วพวกเขาไม่ช่วย จะกลายเป็นการทำให้ตัวเองขายหน้าเสียเปล่า ๆ”
“เช่นนั้นรายชื่อเหล่านี้ก็เปล่าประโยชน์งั้นหรือ”
รายชื่อเหล่านี้…เหยียนซีคิดอยู่สักพัก “ไม่…มันยังมีประโยชน์อยู่เจ้าค่ะ”
ตอนนี้เด็กสาวมีเครื่องมือเพียงน้อยนิด ในเมื่อเฉินเก๋อเหล่าอุตส่าห์ส่งของมาให้ถึงที่ เธอก็ต้องหาวิธีใช้ประโยชน์จากมัน
เรื่องทั้งหมดค่อนข้างจะทำให้เธอหงุดหงิด เฉินเก๋อเหล่าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการใช้เธอเป็นเครื่องมือในการโจมตีตระกูลสวี แม้ตนจะไม่อยากก้าวเข้าไปร่วม แต่ตอนนี้หลิวเหิงก็อยู่ในคุก หากอยากจะช่วยเขา ก็มีแต่ต้องยอมเป็นเบี้ยในกระดานนี้เท่านั้น
เหยียนซีไม่ออกนอกเรือนเป็นเวลาสองวัน และในช่วงเย็นของวันนี้เธอก็ได้รับข่าวจากผู้เฒ่าหวูโถว
เด็กสาวเอ่ยเบา ๆ ขอให้หวังชีพาเหยียนเฟิงออกไป จากนั้นเธอก็พาเหยียนหลิ่วและอาต้าไปที่โรงน้ำชาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ว่าการของกรมยุติธรรม
แม้จะเป็นช่วงบ่าย แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากทั้งภายในและหน้าโรงน้ำชา ขอทานบางคนนั่งพิงกำแพงด้านนอกจ้องมองไปยังหน้าที่ว่าการกรมยุติธรรมที่อยู่ตรงข้าม ส่วนภายในโรงน้ำชาก็ยังมีผู้ที่ไม่ผ่านการสอบพูดคุยกันว่าผู้ที่มีความผิดสมควรได้รับการลงโทษ
เหยียนซีลงจากรถม้า เดินเข้าไปในโรงน้ำชา มองไปรอบ ๆ และพบที่ว่างให้ตัวเองนั่งลง
โรงน้ำชาเต็มไปด้วยชายหนุ่ม มีเพียงนางกับเหยียนหลิ่วที่เป็นสาวน้อยทั้งสองจึงทำให้สะดุดตาเป็นพิเศษ
หลังจากเหยียนซีนั่งลงก็สั่งชาแพงที่สุดของร้าน แต่เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อจิบชา จากนั้นเหยียนหลิ่วเรียกเสี่ยวเอ้อร์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการสืบสวนคดีทุจริตการสอบอย่างระมัดระวัง
เสี่ยวเอ้อร์ที่ร้านติดตามความเคลื่อนไหวของเรื่องนี้อยู่ทุกวัน และเหล่าลูกค้าต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมด เมื่อพบว่ามีคนที่ยังไม่รู้ เขาจึงเริ่มเล่าออกมาทันทีว่ามีขุนนางคนใดมาเป็นตัวแทนสามฝ่ายในการดูแลคดีนี้ มีใครบ้างที่ถูกจับกุมตั้งแต่รอบแรก และใครที่ถูกจับกุมในภายหลัง
“คนที่ถูกจับรอบหลังคือหลิวเหิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา” เหยียนซีถามซ้ำ
ตอนนี้เด็กสาวทั้งสองกำลังได้รับความสนใจในโรงน้ำชา อีกทั้งเหยียนซียังถามอย่างรีบเร่งด้วยเสียงดัง จนทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจน ทุกคนในโรงน้ำชาที่ได้ยินอดเอ่ยถามไม่ได้ว่าพวกนางคือใคร
เสี่ยวเอ้อร์ในโรงน้ำชารู้สึกสงสัยเล็กน้อยเมื่อได้ยินเหยียนซีสนใจหลิวเหิงเป็นพิเศษ จึงถามต่อ “แม่นางน้อยคือคนในครอบครัวของหลิวจู่เหรินงั้นหรือขอรับ”
“ข้าเป็นคนในครอบครัวของเขาเจ้าค่ะ” จู่ ๆ เหยียนซีก็ตระหนักขึ้นมาว่าความสัมพันธ์ของเธอกับหลิวเหิงค่อนข้างอธิบายยากเล็กน้อย เธอเคยตอบได้อย่างมั่นใจว่าตนเป็นน้องสาวของหลิวเหิง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยอย่างไร้เหตุผล และมันก็ดูแปลก ๆ ที่จะบอกว่าเป็นคู่หมายของเขา ดังนั้นเธอจึงเลือกตอบอย่างคลุมเครือแทน
เหยียนหลิ่วเอาเงินเล็กน้อยส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ “น้องชาย นายท่านของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าได้ยินว่าหลังจากหลิวจู่เหรินถูกจับ เขาต้องทนกับการถูกทรมานมากมายขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดเสียงเบา ไม่ได้เอ่ยเกินจริงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่รีบพูดอย่างเรียบ ๆ “แม่นางน้อยทั้งสอง ท่านอาจไม่ได้ข่าวที่ต้องการจากที่นี่ เรื่องภายในที่ว่าการจะแพร่กระจายออกมาได้อย่างไร และหลิวจู่เหริน… ข้าได้ยินว่าเขาเป็นคนดี”
เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปด้านหน้าโรงน้ำชาแล้วกล่าว “ขอทานเหล่านี้ล้วนได้รับความช่วยเหลือจากโรงน้ำชาอวี่เซิ่น และพวกเขาทั้งหมดก็มาที่นี่เพื่อเฝ้าดู น่าเสียดายที่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไรคนที่อยู่ในที่ว่าการก็ไม่ยอมฟัง”
เมื่อเหยียนซีได้ยินว่าหลิวเหิงถูกทรมานอย่างหนัก เธอก็รู้สึกว่าหัวใจถูกบีบรัด มันทั้งอัดอั้นและเจ็บปวดเล็กน้อย เด็กสาวไม่จำเป็นต้องแสดงละคร สีหน้าของเธอแสดงอาการหม่นเศร้าออกมาทันที
“พี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ โปรดเอาหมั่นโถวและน้ำร้อนให้พวกเขาที่อยู่ด้านนอกทีนะเจ้าคะ บอกพวกเขาว่าครอบครัวเราขอบคุณมาก และขอให้พวกเขาดูแลตัวเองด้วย” เหยียนซีเอาเงินออกมา “ฝากเจ้าของร้านดูแลเรื่องนี้แทนข้าหน่อยนะเจ้าคะ ให้หมั่นโถวกับพวกเขาคนละสองลูก เอาน้ำชาให้พวกเขาด้วย ตอนนี้อากาศหนาวเย็นแล้ว”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ในโรงน้ำชารีบไปอธิบายให้เจ้าของร้านฟัง
เมื่อเจ้าของร้านได้ยินว่ามีคนจ่ายเงินเพื่อขอให้เอาน้ำชาและหมั่นโถวให้เหล่าขอทานพวกเขาก็ทำตามคำสั่งทันที
เหล่าขอทานขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา แต่เจ้าของร้านไม่กล้าที่จะรับคำขอบคุณเหล่านั้นไว้เอง “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เป็นครอบครัวของหลิวจู่เหรินที่บอกให้เรามา และฝากให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดีเพราะอากาศหนาวแล้ว นางรู้สึกขอบคุณพวกเจ้ามาก แต่เพราะความเศร้าใจจึงไม่ได้ออกมาขอบคุณด้วยตัวเอง”
“เห็นหรือไม่ หลิวจู่เหรินเป็นคนดี ครอบครัวของเขาก็เป็นคนดีมากเช่นกัน!”
“ถูกต้อง! คนดี ๆ เช่นนี้ไม่สมควรที่จะถูกรังแก!”
ชาวบ้านกับขอทานไม่คิดว่าครอบครัวของหลิวจู่เหรินจะมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ ทั้งยังมอบน้ำชาและหมั่นโถวให้ พวกเขาพากันโค้งคำนับไปทางโรงน้ำชา
เหยียนซีไม่ได้ออกไปข้างนอก เธอยืนโค้งอยู่ในโรงน้ำชา รับการขอบคุณของพวกเขาและให้อาต้าไปขอให้พวกเขาลุกขึ้น
คนข้างนอกมองไม่เห็นเด็กสาว ทว่าการขอบคุณของพวกเขานั้นก็ดูเคร่งครัดและจริงใจ ไม่นานจากนั้น เธอก็กลับมายืนตัวตรงและนั่งลงที่โต๊ะน้ำชา
ผู้ที่ไม่ผ่านการสอบในโรงน้ำชาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสียงต่ำ
“หลิวเหิงที่เป็นเจ้าของโรงน้ำชาอวี่เซิ่นเองก็ถูกซัดทอดและถูกจับเข้าคุกในครั้งนี้” มีคนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ
“เขาอยู่ในลำดับที่ยี่สิบหก ข้าไม่คิดว่าเขาจะทำผิด” ชายร่างอ้วนเตี้ยกัดฟัน “แต่ก็ไม่แน่ …เขาอาจจะเป็นพวกหน้าซื่อใจคดก็ได้!”
“เหตุใดจึงพูดเช่นนั้นเล่า หลิวจู่เหรินเปิดโรงน้ำชาอวี่เซิ่นก็เพื่อสะสมบารมีให้มารดา ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคราวนี้มีคนยืมตำราจากเขาเพื่อเข้าสอบตั้งกี่คน และไหนจะเป็นสถานที่พักพิงให้แก่บัณฑิตยากจนที่ไม่สามารถซื้อตำราได้อีก หลายคนมาที่โรงน้ำชาอวี่เซิ่นก็เพื่อเพิ่มพูนความรู้!” ใครบางคนไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป จึงกล่าวแย้งอย่างรุนแรง
“ถึงเขาจะเป็นคนดีและไม่ได้โกงข้อสอบ แต่ใครจะรู้ว่าการสอบที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะความสามารถแท้จริงหรือไม่ เราต้องรู้ก่อนว่าเขามีพรสวรรค์แค่ไหน”
เหยียนซีมองคนพูดแล้วเอาตำราที่คัดลอกแล้วออกมาวางลงบนโต๊ะ “พี่เอ้อร์หลางของข้ามีความสามารถจริง ๆ เจ้าค่ะ ไม่เชื่อพวกท่านก็ดูนี่สิ นี่คืองานเขียนของเขา คนที่ได้อ่านมันแล้วก็ยังยืนยันว่ามันเป็นงานที่ดี”
“ไม่มีทาง ข้าไม่เชื่อ!” จู่เหรินร่างอ้วนเอาตำรานั่นขึ้นมา และทันทีที่เปิดดู เขาก็เห็นว่ามีใครบางคนวิจารณ์งานนี้เอาไว้ “หืม? ลวี่ฉายจื่อจากฝูโจวเองก็ชื่นชมงานนี้เช่นกันอย่างนั้นหรือ” เขาพลิกดูอีกไม่กี่หน้าก็เปลี่ยนเป็นชื่นชม “เป็นการเขียนที่ดีจริง ๆ และยังมีคนคิดเห็นเช่นเดียวกันอีกมาก”
เมื่อจู่เหรินที่นั่งอยู่ด้านข้างเอาตำรานั่นมาพลิกดู ก็พบว่าภายในมีบรรดาผู้เข้าสอบหลายคนที่มีความสามารถชมเชยงานเขียนนี้ และหลังจากได้อ่านงานเขียนแล้วจู่เหรินคนนั้นก็ยังพยักหน้าตามและกล่าวชื่นชมเช่นกัน “เป็นงานเขียนของคนที่ควรจะสอบผ่านจริง ๆ!”
เหยียนซียิ้มอย่างเศร้าหมอง “เป็นเพราะคำให้การของอวี๋ผิงหงที่เคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพี่เอ้อร์หลาง ทำให้ตอนนี้เขาต้องถูกจับกุมไปทรมานเจ้าค่ะ เขาใส่ความผู้อื่นเพียงเพราะความไม่พอใจในอดีต”
“อวี๋ผิงหงงั้นหรือ?” บัณฑิตคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูกำลังหมายถึงอวี๋ผิงหงที่มาจากตำบลหมิงสุ่ย อำเภอถงอันใช่หรือไม่”
“เป็นเขาเจ้าค่ะ เขาเป็นคนให้การว่าพี่เอ้อร์หลางของข้าซื้อคำถามการสอบจากเขา แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีอคติและเข้าใจในการเขียน เพียงแค่อ่านงานของพี่เอ้อร์หลางก็จะเข้าใจได้ทันทีว่ามันไม่จริงเลยเจ้าค่ะ พี่เอ้อร์หลางตั้งใจฝึกเขียนและอ่านตำราอยู่เสมอ งานของเขาได้รับการยอมรับว่าดีพอจะสามารถสอบผ่านได้อย่างไร้ข้อกังขา และหากเขาซื้อข้อสอบมาจริง ๆ คนที่เขียนงานได้ระดับนี้จะไม่ติดอันดับต้น ๆ ในการสอบอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
ดวงตาของเหยียนซีแดงก่ำ และค่อย ๆ สบตาผู้เข้าสอบทีละคน “ทุกคนที่สอบผ่านจะซื้อข้อสอบมาทั้งหมดเลยงั้นหรือเจ้าคะ เช่นนั้นแล้วคนที่สอบได้สามอันดับแรกหรือคนอื่นอีกเป็นร้อย ๆ คนก็รู้คำถามของข้อสอบก่อนทั้งหมดใช่หรือไม่เจ้าคะ”