ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 214 ไม่ต้องไปหาเฉิงจวิ้นอ๋อง
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 214 ไม่ต้องไปหาเฉิงจวิ้นอ๋อง
บทที่ 214 ไม่ต้องไปหาเฉิงจวิ้นอ๋อง
หลิวเหิงกล่าวปลอบโยนเหยียนซีอยู่สองสามประโยค พวกเขาไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้นัก เพียงแค่สอบถามข่าวคราว และกลับเข้ามาอยู่หลังประตูที่ปิดสนิท
น่าเสียดายที่ต่อให้พวกเขาไม่ออกไปไหน พวกเขาก็ไม่สามารถยับยั้งให้คนอื่นหยุดตามหาพวกเขาได้
รุ่งเช้าของวันที่ห้า เหยียนซีกำลังปลูกผักอยู่ในสวน ขณะที่ประตูบ้านถูกเตะจนเปิดออก ทหารรับใช้จากศาลหลายคนรีบวิ่งเข้ามาในประตูบ้านราวกับฝูงหมาป่า “ใครคือหลิวเหิง?”
“พวกท่านคือใครเจ้าคะ?” เหยียนซีทำจอบในมือตกลงมาทันทีเมื่อเห็นท่าทางดังกล่าว เธอยืนขวางกลุ่มทหารรับใช้และถามอย่างวิตกกังวล
“หลีกทาง พวกเรามาจากศาลยุติธรรม!” ทหารรับใช้ผลักเหยียนซีออกไป
หลิวเหิงที่ได้ยินเสียงรีบเดินออกมาจากในห้อง เขาเดินเข้าไปประคองเหยียนซีทันทีเมื่อเห็นว่านางถูกผลัก จากนั้นจึงดึงเด็กสาวมาไว้ข้างหลัง “ข้าคือหลิวเหิง ข้าจะไปกับพวกท่านเอง อย่าใจร้อนลงไม้ลงมือกับคนในบ้านของข้าเลยขอรับ”
เหยียนซีได้สติอีกครั้ง รีบกลับเข้าไปคว้าเงินหลายตำลึงออกมาจากในห้อง และยัดเงินใส่มือทหารรับใช้ทั้งหลาย “ท่านผู้ส่งสาร เหตุใดจึงมาจับกุมตัวกันหรือเจ้าคะ?”
“มีคนสารภาพว่าหลิวเหิงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีฉ้อโกง พวกเราจะพาเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” ทัศนคติของทหารรับใช้เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นว่าเหยียนซีมอบเงินสามสิบตำลึงให้แก่พวกเขา “ฝ่าบาทรู้เรื่องคดีฉ้อโกงนี้แล้ว เดี๋ยวศาลยุติธรรม กรมยุติธรรม และฝ่ายปกครองส่วนกลางจะมาพิจารณาคดีความร่วมกัน เจ้าอย่าทำให้พวกข้าลำบากใจนักเลย เอาคืนไปซะ ถ้ามีอะไรจะกล่าวก็ค่อยมาคุยกันในศาล”
เหยียนซีพบว่ามันเป็นคดีฉ้อโกงจริง ๆ และเป็นการฟ้องร้องที่ไม่มีทางประนีประนอมได้เลย เด็กสาวมองเหยียนเฟิงที่กำลังเดินเข้าประตูมา ตอนนี้มีทหารรับใช้เพียงแค่สี่คนเท่านั้น หากลงมือสังหารทั้งสี่คนทิ้ง พวกเขาจะยังพอหนีออกจากเมืองหลวงได้หรือไม่?
เหยียนเฟิงสังเกตเห็นดวงตาของเหยียนซี จึงสาวเท้าเดินตามหลังทหารรับใช้ทั้งสี่คน เขาสามารถจัดการพวกเขาทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว เหยียนหลิ่วสังเกตการณ์ด้านหลังเหยียนเฟิงอยู่ที่บริเวณทางเข้าเช่นกัน
หลิวเหิงมองดูท่าทางของพวกเขาทั้งสองคน “ซีเอ๋อร์ เสี่ยวเฟิง เสี่ยวหลิ่ว ข้าจะไปกับพวกเขา” หากลงมือสังหารทหารรับใช้สี่คนนี้ เกรงว่าพวกเขาจะถูกจับกุมก่อนที่จะหนีออกจากเมืองหลวงด้วยซ้ำ
ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องลงมือสังหารทุกคนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยหรือ?
“ทั้งสามฝ่ายจะมาสอบปากคำและมีจักรพรรดิเป็นผู้คอยรับฟัง ข้าเชื่อว่าตนเองบริสุทธ์ ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรหรอก” เขากล่าวและจับมือเหยียนซีแน่น “ซีเอ๋อร์ การที่เราถึงเมืองหลวงได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ” เช่นเดียวกับการออกจากเมืองหลวง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเหมือนกัน
เหยียนซีหลับตาลงและถอนหายใจ เธอเข้าใจว่าหลิวเหิงหมายถึงอะไร การลงมือสังหารทหารรับใช้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และทำได้เพียงหลบหนีชั่วขณะเท่านั้น
เด็กสาวบีบมือหลิวเหิงกลับ “พี่เอ้อร์หลาง อย่ายอมรับผิดเพราะถูกทรมานนะเจ้าคะ ข้า… ข้าจะหาทางช่วยเอง!” เธอกล่าวออกไปเช่นนั้น แม้ว่าตามจริงตนจะทำอะไรไม่ถูกก็ตาม ภายใต้การทรมานเช่นนั้น บัณฑิตอ่อนแออย่างหลิวเหิงจะอดกลั้นไหวจริง ๆ หรือ? เธออยากจะบอกให้เขาโกหก ทว่าหากจักรพรรดิรู้เรื่องคดีความนี้แล้ว เมื่อสารภาพออกไปจะไม่มีทางพลิกคดีได้ ดังนั้นทางออกเดียวคือต้องอดทน
“ไม่ต้องไปหาเฉิงจวิ้นอ๋องด้วย” หลิวเหิงลดเสียงลง “สวีถิงจืออยู่ข้างเดียวกับซุ่นจวิ้นอ๋องมาก่อน หากเขารู้ว่าพวกเราติดต่อกับเฉิงจวิ้นอ๋อง เขาคงจะเตรียมตัวลงมือ”
เหยียนซีพยักหน้า
พวกทหารรับใช้ไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป จึงตะโกนเรียก
เหยียนซีหยิบชุดคลุมผ้าฝ้ายมาให้หลิวเหิงสองตัว เธอคิดแล้วจึงดึงหลิวเหิงกลับเข้าไปในบ้าน หยิบยาจินซวง*[1]ออกมาสองห่อและซ่อนมันไว้ในรองเท้า จากนั้นจึงนำยาเซิงจีซาน*[2]อีกขวดไปซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา
ยาพวกนี้ล้วนได้รับมาจากท่านหมอเผิงที่เป็นลูกค้าเก่าแก่ของร้านเนื้อตุ๋น พวกมันมีประสิทธิภาพดีกว่ายาธรรมดาทั่วไปมาก
หากมีรายชื่อตระกูลสวีอยู่ในการสอบสวน คงจะหนีไม่พ้นการทรมาน
หลิวเหิงยิ้ม “ซีเอ๋อร์ ถ้าครั้งนี้ข้าหลบหนีไม่ได้ เจ้าควรจะเดินทางออกจากเมืองหลวงแล้วแต่งงานกับคนอื่นซะ”
“ท่านพูดเหลวไหลอะไร! สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในคดีฉ้อโกงคือการเนรเทศไม่ใช่หรือ? หากท่านถูกตัดสินให้เนรเทศ ข้า… ข้าจะตามท่านพี่ไปด้วย อย่างไรเสียก็ไปทำธุรกิจกัน เรายังทำธุรกิจและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นะเจ้าคะ”
หลิวเหิงไม่ตอบรับ ลูบศีรษะเหยียนซีและเดินแบกข้าวของเข้าไปหาผู้ส่งสาร “ไปกันเถอะขอรับ”
ผู้ส่งสารทั้งสี่คนเห็นว่าเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงไม่ได้จับเขาล่ามโซ่ตรวน แต่ทั้งสี่ก็คอยจับตัวเขาเอาไว้ และเดินออกไปพร้อมกัน
“พวกเจ้าทั้งสอง ดูแลคุณหนูให้ดีด้วยล่ะ” หลิวเหิงกล่าวเมื่อเดินผ่านพวกเหยียนเฟิง
เหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วพยักหน้า
“พี่เอ้อร์หลาง ท่านพี่ต้องมีชีวิตอยู่นะเจ้าคะ ข้า… ข้าจะหาทางช่วยท่าน” น้ำเสียงของเหยียนซีสั่นเครือ เธอเดินตามทหารรับใช้และตะโกนว่า “รอก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวอีกสองวันข้าจะไปเยี่ยม!”
หากทั้งสามฝ่ายพิจารณาคดีร่วมกันเช่นนี้ จะหาทางเข้ามาเยี่ยมเยียนได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร? นอกจากนี้ยังมีตระกูลสวีอยู่ด้วย เกรงว่าเงินจำนวนเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย หลิวเหิงรู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจ ทว่าเขากลับไม่ต้องการทำให้เหยียนซีผิดหวัง จึงไม่ได้พูดทำนองว่าไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินออกไป เพียงแต่พยักหน้าให้นางเท่านั้น
หลังจากที่หวังชีออกไปส่งสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันว่าบัณฑิตที่เพิ่งสอบจิ้นซื่อผ่านหมาด ๆ ถูกเข้าจับกุมตัว จึงรีบวิ่งกลับมาบ้านและพบว่าหลิวเหิงถูกพาตัวออกไปเช่นกัน “ทำ… ทำอย่างไรดี?”
เหยียนซีกำลังนั่งร้องไห้อย่างเป็นกังวลอยู่ในลานบ้าน เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดของหวังชี “พี่ชี ได้ยินข่าวอะไรมางั้นหรือเจ้าคะ?”
“ข้างนอกคุยกันว่าข้อสอบรั่วไหล คนที่สอบไม่ผ่านเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำความผิด”
นี่ไม่ใช่เวลามาเศร้าและไม่สามารถนิ่งเฉยได้!
เหยียนซีรีบลุกขึ้น และเดินเข้าไปค้นโต๊ะหนังสือที่อยู่ภายในห้องของหลิวเหิง
พวกหวังชีเดินตามเข้ามา ขณะที่เหยียนซีหยิบต้นฉบับแบบฝึกหัดที่หลิวเหิงมักจะฝึกฝนออกมาหนึ่งกอง “พี่ชี ท่านไปจ้างคนมาคัดลอกบทความพวกนี้ที”
ครั้งล่าสุดที่หลิวเหิงเตรียมตัวสอบ เขาฝึกฝนจากข้อสอบเก่าเมื่อปีที่แล้ว และเขียนเรียงความลงไปมากมาย บทความเหล่านี้ล้วนได้รับการอภิปรายจากบุคคลภายนอก บางบทความถูกส่งไปขอความคิดเห็นจากสำนักกว๋อจื่อเจี้ยน และยังมีอีกสองบทความที่เหยียนซีลงทุนไปสอบถามเคล็ดลับกับท่านหมอเผิงและขอความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่กรมพิธีการ ส่วนบทความสุดท้ายเป็นบทความที่หลิวเหิงเขียนขึ้นมาในช่วงที่กำลังจะสอบฮุ่ยซื่อ
เหยียนซีเศร้าใจที่ยุคนี้ไม่มีเครื่องพิมพ์ จึงทำได้แต่เพียงหาคนมาเขียนคัดลอกเอาเท่านั้น “หลังจากคัดลอกเสร็จแล้ว เอาต้นฉบับที่ถูกต้องกลับมาด้วยนะเจ้าคะ โดยเฉพาะต้นฉบับที่มีหมึกสีแดงแสดงความคิดเห็นจะต้องมีไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ”
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว”
“เหยียนเฟิงเจ้าตามพี่ชีไปด้วย ห้ามให้ต้นฉบับพวกนี้สูญหายเด็ดขาด” เหยียนซีกังวล จึงสั่งให้เหยียนเฟิงติดตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน พวกผู้เฒ่าหวูโถวและเฉวียจือรีบกลับเข้ามาเมื่อได้ยินข่าว
“ไอ้ชาติชั่วคนไหนมันพูดจาเหลวไหลใส่ความคุณชาย!?” อาต้ากับอาเอ้อร์ด่าทอทันทีที่เข้าประตูมา
ทว่าตอนนี้เหยียนซีสงบลงมากแล้ว “เกรงว่าจะเป็นอวี๋ผิงหง เขาเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพี่เอ้อร์หลาง”
ในบรรดาผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับต้น ๆ มีเพียงอวี๋ผิงหงเท่านั้นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลิวเหิง ทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาก่อน หากคิดใส่ร้ายหลิวเหิง คนที่สามารถกล่าวโน้มน้าวได้มากที่สุดก็ย่อมต้องเป็นเขา
“ถ้าไอ้สารเลวนั่นถูกปล่อยตัวมาเมื่อไหร่ ข้าจะฉีกมันเป็นชิ้น ๆ!”
เหยียนซียิ้มเหยเก อวี๋ผิงหงจะไม่มีทางถูกปล่อยตัวออกมาทั้งเป็นแน่นอน ดังนั้นไม่มีทางที่จะได้ฉีกเขาออกเป็นชิ้น ๆ ด้วย
“คุณหนู ทำไมไม่ไปขอร้องเฉิงจวิ้นอ๋องล่ะขอรับ?” ผู้เฒ่าหวูโถวคิดว่าคนที่มีอำนาจสูงสุดที่พวกเขารู้จักคือเฉิงจวิ้นอ๋อง
เหยียนซีส่ายหน้า และพูดทวนคำพูดของหลิวเหิง
ทุกคนต่างกัดฟันแน่นและทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้ยินว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตระกูลสวี ตำแหน่งของใต้เท้าสวีสูงส่งและทรงอำนาจ แม้พวกเขาจะต้องการเลาะหนังของอีกฝ่ายออก แต่ว่าพวกเขาจะมีอำนาจมากพอได้อย่างไร?
“ถ้าเกิดเรื่องกับนายท่านเมื่อไหร่… พวกเราจะเข้าไปจับกุมสวีอวี้หรง!” เหยียนหลิ่วกล่าวออกมาอย่างโหดเหี้ยม
เหยียนซีนั่งลงและกล่าวกับเหยียนหลิ่วว่า “เสี่ยวหลิ่ว ออกไปกับข้าหน่อย” จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเฉวียจือว่า “เจ้าออกไปกระจายข่าวว่าพี่เอ้อร์หลางถูกจำคุกโดยมิชอบธรรม”
[1] จินซวง คือ ยาจีนที่มีคุณสมบัติช่วยลดรอยฟกช้ำ เนื้อบวม บรรเทาอาการเจ็บจากกระดูกหัก และบาดแผลจากมีด หรือผิวหนังที่มีรอยแตกจนเลือดออก
[2] เซิงจีซาน คือ ยาจีนที่มีคุณสมบัติช่วยล้างพิษและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ ใช้สำหรับแผลพุพองเรื้อรัง และบาดแผลที่ปากปิดไม่สนิทเป็นเวลานาน