ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 209 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถ
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 209 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถ
บทที่ 209 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถ
คำพูดของเหยียนซีราบเรียบ จนหลิวเหิงอดจะเก็บคำพูดของนางมาคิดไม่ได้ เขาคิดว่าถ้าหากเส้นทางของเขายากลำบาก หลังจากนี้เขาจะโทษนางหรือไม่?
แต่หากเขาสอบจิ้นซื่อผ่านด้วยตัวเอง ผสมกับความช่วยเหลือของตระกูลเฉิน เขาจะได้รับผลประโยชน์จากเส้นทางราชการเป็นสองเท่าด้วยความพยายามเพียงครึ่งเดียว ทว่าในทางกลับกัน เขาจะไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวตนความเป็นลูกเขยของตระกูลเฉิน ศัตรูทางการเมืองของตระกูลจะเพ่งเล็งมาที่เขา และเขาต้องแสดงสีหน้าตามตระกูลเฉินเท่านั้น
หากเขาไม่มีความสามารถเพียงพอ ตระกูลเฉินจะเลี้ยงดูเขาเหมือนดั่งลูกชายที่ถูกทอดทิ้งเท่านั้น แต่ถ้าเขามีความสามารถเพียงพอ ทำไมเขาจะต้องพึ่งพาคนอื่น และเข้าไปสวมตราของตระกูลเฉินที่ไม่สามารถสลัดทิ้งได้ล่ะ? ดูอย่างเว่ยหวนเป็นตัวอย่าง เขากลายเป็นลูกเขยของใต้เท้าสวีแล้ว ทว่าเขาได้ใช้ชีวิตตามที่ชอบหรือไม่?
หากไม่มีตระกูลเฉิน เขาคงจะได้การยอมรับเป็นจู่เหรินไปแล้ว แม้หลังจากรับราชการ อาจเกิดความวุ่นวายตามมา และเขาจะไม่มีใครคอยชี้แนะ ต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทีละขั้นตอน ทว่าเมื่อมองดูตำราประวัติศาสตร์แล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงตอนนี้ มีใครบ้างที่กลายเป็นขุนนางที่มีชื่อเสียง ใครบ้างที่พึ่งพาการเล่นพรรคเล่นพวก? ตอนที่เขาเริ่มศึกษาตำรา เขาแค่ต้องการคำชมเชยจากบิดามารดาเท่านั้น แต่ต่อมาเขากลับพยายามตั้งใจเรียนรู้อย่างหนักเพื่อล้างแค้นให้ท่านแม่
หากไม่ใช่เพราะนาง เขาคงจะไม่มีซู่ซิว*[1]ไปเข้าเรียน หรือตอนที่สวีอวี้หรงส่งคนมาลงมือสังหาร เขาคงจะไม่สามารถหนีได้สำเร็จ อีกทั้งเขาจะมีชื่อเสียง จนได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าเรียนที่สำนักกว๋อจื่อเจี้ยนเหมือนทุกวันนี้ได้อย่างไร? ถ้าไม่ใช่เพราะนาง คนอย่างเฉิงจวิ้นอ๋องจะสนใจคนอย่างเขาหรือ? และตระกูลเฉินจะพิจารณาเขาให้แต่งงานกับบุตรสาวนอกสมรสของพวกเขาได้อย่างไร?
ทว่าสุดท้ายแล้ว หากเขาไม่แต่งงานกับบุตรสาวของตระกูลเฉิน และพ่ายแพ้ให้กับตระกูลสวี จนไม่สามารถชำระความคับข้องใจให้ท่านแม่และนำเหล่าศัตรูเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ถึงตอนนั้นวิญญาณของท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์จะกล่าวโทษเขาหรือไม่?
ท่านแม่ชอบซีเอ๋อร์ และคอยบอกเขามากกว่าหนึ่งครั้งว่าต้องการให้ซีเอ๋อร์มาเป็นลูกสะใภ้ ต้องการให้สมาชิกทั้งสามคนในครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง… แม้จะต้องพ่ายแพ้ แต่เขาก็ไม่อาจฝ่าฝืนคำสั่งสอนของมารดาได้ และถึงจะต้องตกต่ำลง เขาก็ขอเงยหน้ามองดูบิดามารดาก่อน
หลิวเหิงเดินออกไปรอที่ประตูห้องครัว ขณะเดียวกันเหยียนซีก็กลับมาพร้อมกับเสื้อคลุมผ้าฝ้ายตัวหนาในอ้อมแขน เขาเอื้อมมือออกไปรับเสื้อคลุมผ้าฝ้าย และเอื้อมมืออีกข้างหนึ่งไปจับมือเด็กสาวเอาไว้ “ซีเอ๋อร์ เจ้าจะแต่งงานกับข้าหรือไม่? ข้าไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูห้าตระกูลเฉิน เจ้ารับปากว่าจะแต่งงานกับข้าได้หรือไม่? ต่อให้หลังจากนี้ข้าจะไม่ประสบความสำเร็จ มันก็เป็นโชคชะตาชีวิตของข้า และต่อให้ข้าไม่ได้รับราชการ ข้าก็จะทำทุกอย่างด้วยความเที่ยงธรรม ใช้ชีวิตตามหลักคำสอนของท่านพ่อท่านแม่ ถึงตอนนั้นข้าจะได้บอกท่านพ่อท่านแม่อย่างเปิดเผยว่าข้าไม่เคยเสียใจเลย”
เขารู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นนักเดินทางที่ขจัดหมอกควันได้สำเร็จ เขารู้สึกสดชื่นมากขึ้นหลังจากที่คิดเรื่องทุกอย่างจนกระจ่างชัดแล้ว และความสับสนที่เคยมีอยู่ก็จางหายไปทันที
เหยียนซีชะงักไปพักหนึ่งเมื่อเห็นว่าดวงตาสดใสคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่เธอ เขาอยากให้เธอตอบตกลงจริง ๆ หรือ? การพยักหน้าเพียงครั้งเดียวจะแปรเปลี่ยนทุกอย่างต่อจากนี้ ชีวิตนั้นยาวนาน มีขึ้นและลง หลังจากนี้เขาจะไม่เสียใจจริง ๆ ใช่หรือไม่?
ตอนที่คนในยุคปัจจุบันทะเลาะกัน มักจะกล่าวว่า “ฉันนี่ตาบอดจริง ๆ…” หลังจากนี้เขาจะกล่าวแบบเดียวกันหรือไม่?
“พี่เอ้อร์หลาง ลองคิดดูอีกสักครั้งนะเจ้าคะ”
“ข้าคิดจนหมดแล้ว”
“แต่ข้ายังไม่ได้คิดอะไร”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรบ้างล่ะ?”
คิดว่าอย่างไร? ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ควรจะมาคิดหรือเปล่า? เหยียนซีทำตัวไม่ถูกกับคำถามของหลิวเหิง เธอก้มหน้าลงและคิดอยู่ครู่หนึ่ง “รอหลังสอบได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลังจากสอบเสร็จ หากเขามีรายชื่ออยู่ในจินป่านและยังเฉยเมยต่อการชักชวนของตระกูลเฉิน เมื่อนั้นเธอจะตอบตกลงได้หรือไม่?
เหยียนซีกำหนดเส้นตายและเงื่อนไขสำหรับตนเอง ก่อนจะยิ้มออกมา
หลิวเหิงที่ได้ยินช่วงเวลา และเข้าใจได้ว่าเหยียนซีต้องการดูผลลัพธ์ของเขาหลังสอบเสียก่อน ทว่าอย่างน้อยการกำหนดเวลาเส้นตายก็ยังดีกว่าการปฏิเสธอยู่มาก เขาจึงตอบตกลง “ได้ หลังจากสอบเสร็จแล้ว เรามาหมั้นกัน”
“ข้ายังเด็กอยู่” ร่างนี้มีอายุเพียงแค่สิบสามปีเท่านั้น การหมั้นหมายในเวลานี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?
“ไม่เด็กหรอก อายุเท่านี้ตั้งครรภ์กันได้แล้ว เราหมั้นกันก่อน พอเจ้าอายุสิบห้าค่อยแต่งงานกัน”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนซีพบว่าแผนการของหลิวเหิงน่าสะพรึงกลัวมาก ทั้งที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณา แต่เขากลับคิดไปถึงช่วงที่จะแต่งงานกันแล้ว
หลิวเหิงกล่าวและยิ้มให้เหยียนซี ลมกรรโชกที่พัดผ่านเข้ามา ทำให้เขาเผลอจามออกไป
“ไอหยา! ท่านพี่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากับรองเท้าก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวเป็นหวัดเอา” เหยียนซีผลักเขากลับเข้าไปในเรือน ส่วนเธอเดินกลับไปที่เตาถ่าน และพบว่าน้ำเต้าหู้เค็มที่อุ่นเอาไว้กำลังเย็นชืด
การเททิ้งจะสิ้นเปลืองเสียเปล่า ๆ เด็กสาวจึงอุ่นมันใหม่อีกครั้ง ขณะที่กำลังยุ่งวุ่นวาย มุมปากบางกลับยกขึ้นเล็กน้อยจนเผยให้เห็นรอยยิ้ม เธอชอบเขาเช่นกัน หลังจากที่เขากล่าวออกมาแบบนั้นแล้ว หากเขาสามารถต้านทานการเชิญชวนของตระกูลเฉินได้ เธอจะต้องตอบตกลงจริง ๆ ใช่หรือไม่? ทว่าเมื่อกี้ตนสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากคำพูดของเขา
หลังจากที่หลิวเหิงกลับเข้ามาในเรือน ผู้เฒ่าหวูโถว เฉวียจือ และหวังชี… รีบลุกขึ้นมาทีละคน พวกเขาเห็นอีกฝ่ายเรียกหาเหยียนซี คุณหนูหรือเจ้านาย แต่กลับแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าสายตากลับลุกลี้ลุกลน คอยส่งยิ้มหวานให้กันและกัน จึงเป็นอันรับรู้ได้ว่าพวกเขาได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว
เหยียนซีรู้สึกอับอายและยืนกรานจะทำน้ำเต้าหู้ต่อ ขณะที่หลิวเหิงอาบน้ำเสร็จและเดินออกไป
เขานั่งลงข้างเหยียนซี ยกน้ำเต้าหู้เค็มขึ้นมาดื่ม “อร่อย!” จากนั้นจึงหยิบขนมอบหนึ่งชิ้นขึ้นมาใส่ปาก
เหยียนซีก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำเต้าหู้ ดื่มเสร็จแล้วก็รีบลุกขึ้นและเดินออกไป โดยไม่ได้คิดถึงถ้วยชามและตะเกียบ ขณะที่เหยียนเฟิงเดินตามเด็กสาวไปที่ลานบ้าน ร้องเรียกนางด้วยท่าทางปกติ “คุณหนูขอรับ”
“อาหารเช้าพร้อมแล้ว เจ้ากับเสี่ยวหลิ่วรีบไปกินกันเถอะ เสี่ยวหลิ่วล่ะ? เสี่ยวหลิ่ว อาหารเช้าพร้อมแล้ว”
“คุณหนู มาแล้วเจ้าค่ะ” เหยียนหลิ่วขานตอบขณะเดินออกมา
เหยียนซีหันหลังกลับเข้ามาในห้อง ตบแก้มทั้งสองข้างอย่างแรง ไอหยา! อายุก็มากแล้ว ทำไมถึงยังเขินอยู่อีก?
หลิวเหิงสงบใจลง การสอบของเขาใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธคำเชิญต่าง ๆ และมุ่งมั่นไปที่การเตรียมตัวสอบ
ขณะเดียวกัน จวนตระกูลเฉินกำลังปรึกษาหารือกันอยู่
เฉินเก๋อเหล่าไม่พอใจที่หลานสาวทำอะไรตามอำเภอใจตนเอง และยังฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากเทศกาลโคมไฟออกไปหาชายอื่น
“เจ้ายอมรับโคมไฟจากคนนอกภายใต้สายตาของคนอื่นที่มองมา แล้วแบบนี้คนที่เห็นจะคิดอย่างไร?”
คุณหนูห้าแห่งตระกูลเฉินหน้าแดง และโต้เถียงเบา ๆ ว่า “โคมไฟนั่น เขาบอกว่าให้ท่านพี่เอามาเล่นต่างหากเจ้าค่ะ ท่านปู่ หลานไม่กล้ารับของเป็นการส่วนตัวหรอกเจ้าค่ะ พี่ห้าเป็นคนหยิบโคมไฟมามอบให้หลานต่างหาก”
นางเคยได้ยินท่านปู่และพี่ห้ากล่าวถึงหลิวเหิงมาก่อน บอกว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์ และคาดหวังว่าจะมีรายชื่อติดอยู่ในจินป่าน นอกจากนั้นยังเป็นคนโปรดของเฉิงจวิ้นอ๋อง นางจึงร้องขอให้พี่ห้าพานางไปเจอเขา จากนั้นนางจึงพบว่าเขาเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆ เขาไม่ได้แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ได้ถ่อมตนจนดูต้อยต่ำ ไม่ได้ประจบสอพลอด้วยซ้ำ อีกทั้งยังดูสุภาพเรียบร้อยคราวเมื่อพูดคุยกับเฉิงจวิ้นอ๋อง
เฉินโหย่วฝูมองดูท่าทางเขินอายของน้องสาวคนที่ห้า แล้วจึงยิ้มและช่วยพูดให้ “ท่านปู่ หลานเป็นคนพาน้องห้าไปดูโคมไฟเองขอรับ หลานเห็นว่าท่านปู่ชื่นชมหลิวเหิง และหาได้ยากที่น้องห้าจะเต็มใจไปด้วยกันเช่นนี้”
“ยังไม่ทันได้เขียนปาจื่อ*[2]เลย อย่าใจร้อนกันเกินไป มันจะดูไม่ดี”
“ท่านปูไม่ต้องกังวลขอรับ เทศกาลโคมไฟเป็นวันที่ชาวบ้านออกมาดูโคมไฟกัน และน้องห้าก็สวมผ้าคลุมหน้าอยู่ตลอด ไม่ได้เผยใบหน้าออกไป” เฉินโหย่วฝูนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น “เฉิงจวิ้นอ๋องเองก็เดินทางมาชมเทศกาลโคมไฟถึงวัดผู่จี้ เห็นมากับสาวใช้คนหนึ่งจากตระกูลหลิว”
“สาวใช้จากตระกูลหลิวหรือ?”
“สตรีที่หลานเคยเล่าให้ฟังน่ะขอรับ นางมีฝีมือการทำอาหารดีเยี่ยม เดิมทีหลานจะให้หลิวเหิงเชิญมาด้วย แต่เขาบอกว่านางไม่ใช่สาวใช้ พอมามองดูตอนนี้ ดูเหมือนว่าเฉิงจวิ้นอ๋องจะปฏิบัติกับนางต่างออกไปเหมือนกัน”
“ก็แค่สาวใช้นั่นแหละ”
“ท่านปู่ สำหรับการสอบในครั้งนี้ พวกเราจะปฏิบัติต่อหลิวเหิง…”
“คอยดูฝีมือเขาดีกว่า คราวนี้ข้าจะดูความสามารถของเขาสักหน่อย พวกเราอย่าได้สอดมือเข้าไปยุ่ง”
“ขอรับ หลานเข้าใจแล้ว” ถึงแม้ว่าท่านปู่จะมองหลิวเหิงในแง่ดี ทว่ากลับไม่ได้วางแผนจะช่วยเหลือเขาในการสอบครั้งนี้
“ข้ากับสวีถิงจือรับราชการอยู่ในราชวงศ์เดียวกันมานานหลายปี เขาไม่ใช่คนใจกว้างนักหรอก นางสวีเสียสติไปแล้ว เว่ยหวนเองก็ถูกย้ายไปประจำตำแหน่งอื่น เขาคงจะเคียดแค้นอยู่แน่ ๆ คราวนี้เราอยู่เฉย ๆ เถอะ อย่าเพิ่งขยับตัว หากหลิวเหิงมีความสามารถจริง เขาจะสอบผ่านขั้นสุดท้ายเอง อีกทั้งจูถงก็เป็นผู้คุมสอบในครั้งนี้ด้วย”
[1] ซู่ซิว หมายถึง ของที่มอบให้อาจารย์ในช่วงที่เพิ่งเข้ามาเป็นลูกศิษย์เพื่อแสดงความขอบคุณ
[2] ปาจื่อหรือแผนผังพลังชี ประกอบไปด้วยตัวอักษร 8 ตัว เป็นแผนผังวิเคราะห์ดวงชะตาโบราณของจีน