ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 206 ภาพที่งดงามเช่นกัน
บทที่ 206 ภาพที่งดงามเช่นกัน
เหยียนซีมองดูบทกวีพวกนี้ด้วยความใจร้อน ทั้งต้องการที่จะเลียนแบบ เธออยากโอ้อวดและได้ชื่อว่าเป็นสตรีมากความสามารถ
จะมามัวกล่าวถึงสตรีมากความสามารถอะไรอยู่กัน อย่างไรทุกอย่างก็ย่อมง่ายดายสำหรับหญิงสาวที่ข้ามเวลามาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็เพียรคัดลายมือ จนตัวอักษรที่เขียนออกมามีอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดตัวที่เหมือนกับของหลิวเหิงแล้ว
แต่ของที่ขโมยมาก็คือของที่ขโมยมา มันจะไปมีประโยชน์อะไร?
เมื่อมองย้อนกลับไปที่กลุ่มของหลิวเหิง พวกเขายังคงรวมกลุ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความสั้น ๆ จนเด็กสาวต้องหันกลับมาหัวเราะเยาะตนเอง บางอย่างก็เกินความสามารถที่เธอจะเปลี่ยนแปลงได้
เหยียนซีหันหลังกลับมาจากสถานที่ที่ชาวบ้านกำลังสู่รบกันเรื่องบทความและบทกวี “ดึกแล้ว พวกพี่หวังชีคงจะกลับกันไปแล้วละ พวกเราจะกลับกันหรือยัง?” เธอหันหน้าไปกล่าวกับเหยียนเฟิงและเหยียนหลิ่ว
แต่เมื่อหันมองรอบ ๆ เด็กสาวก็พบว่าเว่ยเฉิงกำลังเดินตามตนอยู่ ดวงตาของเขาดูสดใส เปล่งประกาย แต่กลับเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เธอกล่าวลาเว่ยเฉิง พร้อมคาดว่าอีกฝ่ายคงจะเตรียมความรู้เกี่ยวกับเทศกาลโคมไฟมาเป็นอย่างดี
เว่ยเฉิงมองดูนางเดินเข้ามาหา ยิ้มและกล่าวว่า “ดึกแล้ว ข้าจะกลับไปพักผ่อน เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่?”
การเช่ารถม้ามีราคาค่อนข้างถูก และถ้ายิ่งเป็นช่วงเทศกาลโคมไฟเช่นนี้ เกรงว่าจะต้องนั่งพื้นเอา
คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาเงียบ ๆ เว่ยเฉิงมองคนอื่นก้าวไปข้างหน้า และมองดูขวัญบนศีรษะของเหยียนซี นางยังคงมัดมวยผมเหมือนครั้งแรกที่เขาได้เจอ ถึงแม้ว่ายางรัดผมจะเปลี่ยนไป ทว่าผ้าคาดมวยผมสีแดงบนศีรษะยังคงเหมือนเดิม มีปิ่นปักไร้ค่าปักไว้บนศีรษะ และนอกจากนั้นไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก
ตอนนี้นางทำเงินจากธุรกิจได้มากมาย เหตุใดถึงไม่เคยคิดเพิ่มเครื่องประดับให้ตนเองดูบ้าง? ใช่สิ นางยังต้องประหยัดเงินเพื่อหลิวเหิงสินะ
“เหยียนซี สตรีเมื่อครู่คือบุตรสาวนอกสมรสคนที่ห้าของตระกูลเฉิน เป็นน้องสาวของเฉินโหย่วฝู หากครั้งนี้หลิวเหิงมีรายชื่ออยู่ในจินป่าน ตระกูลเฉินคงจะทาบทามให้เขามาเป็นบุตรเขย”
ปรากฏว่าสตรีนางนั้นคือบุตรสาวคนที่ห้าของตระกูลเฉิน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรูปลักษณ์การแต่งกายและอัญมณีประดับร่างถึงล้วนมีราคาแพง มันคู่ควรกับตัวตนของนางเป็นอย่างดี
เหยียนซีพยักหน้า “ดียิ่งเพคะ”
“ได้ยินมาว่าเจ้ากับหลิวเหิงหมั้นหมายกันหรือ?”
เธอกับหลิวเหิงงั้นหรือ? ดูเหมือนจะไม่นับว่าเป็นการหมั้นหมายเสียด้วยซ้ำ แม้นางหวังจะกล่าวถึงในตอนแรก ทว่าตนกลับไม่เห็นด้วย ต่อมาทั้งสองต่างช่วยเหลือกันและกัน จนไม่มีใครปริปากกล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย
เธอส่ายหน้า “ข้ากับพี่เอ้อร์หลางไม่ได้เกี่ยวดองกันหรอกเพคะ”
หากมีการหมั้นหมาย หลิวเหิงจะแต่งงานกับตระกูลเฉินหรือไม่?
แน่นอนว่าไม่ เขาคงจะละอายใจมากหากต้องเดินรอยตามบิดาที่เหลวแหลก หากนางหวังยังมีชีวิตอยู่และต้องการให้ทั้งสองเข้าพิธีการหมั้นหมายกัน หลิวเหิงก็จะไม่ประพฤติตนเหมือนบิดาจอมเหลวแหลกของเขาอย่างแน่นอน อย่างน้อยตำแหน่งภรรยาของเด็กสาวก็จะมั่นคง แต่เธอจะพึงพอใจกับตำแหน่งภรรยาของตนหรือไม่?
แม้จะคิดมากอยู่นาน ทว่าแท้จริงแล้วทั้งสองกลับไม่ได้มีสัญญาหมั้นหมายกัน ดังนั้นหากชายหญิงคิดจะแต่งงานกัน ต่างคนก็ต่างเป็นอิสระ
“ในเมื่อไม่ได้หมั้นหมายกัน เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปที่วังจวิ้นอ๋องล่ะ?” จู่ ๆ เว่ยเฉิงก็กล่าวเสนอแนะ
เหยียนซีชะงักไปครู่หนึ่ง “ให้หม่อมฉันไปทำอะไรที่วังจวิ้นอ๋องหรือเพคะ?” ต้องการจ้างแม่ครัวทำอาหารหรือ? ทว่าเธอไม่ได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้น
เว่ยเฉิงส่ายหน้า “หลังหลิวเหิงแต่งงานแล้ว เจ้าก็ไม่ควรอยู่ในตระกูลหลิวต่อ ถึงตอนนั้นเจ้าจะไปไหนได้? สตรีบอบบางควรจะได้รับอะไรกลับคืนไปบ้าง ถึงข้าจะยกให้เจ้าเป็นภรรยาเอกไม่ได้ แต่ข้าจะมอบเกียรติยศให้เจ้าเอง…”
หากท่านอ๋องขึ้นครองราชย์แล้ว เธอจะกลายเป็นกุ้ยเฟย*[1]ในวังหลวงอย่างนั้นหรือ? เป็นสนมคนโปรด? ที่แต่ละวันจะมีพี่สาวน้องสาวมานั่งติฉินนินทาอยู่ในสวนหลวงด้วยกันอย่างนั้นใช่หรือไม่?
เหยียนซีจินตนาการถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และรีบส่ายหน้า “องค์ชายเฉิงจวิ้นเพคะ ตระกูลเหยียนของหม่อมฉันมีหลักคำสอนจากบรรพบุรุษว่าบุรุษไม่ควรเป็นทาส สตรีไม่ควรเป็นสนม” ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่อาศัยอยู่ในเมืองหยางซาน เธอก็เกือบจะได้รับการยกย่องว่าเป็นอนุภรรยาของหลิวเหิงแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคำพูดนั้นอยู่
เว่ยเฉิงตกตะลึง คาดไม่ถึงว่านางจะปฏิเสธออกมาอย่างง่ายดาย เมื่อสตรีทุกข์ใจ นางควรจะเหวี่ยงตนเองเข้ามาในอ้อมกอดของชายอื่นมิใช่หรือ? อีกทั้งหลังจากพิจารณาถึงสถานะของเหยียนซีแล้ว หากนางเคยหมั้นหมายกับหลิวเหิงมาก่อน นางคงจะกลายเป็นภรรยาเอก ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว สถานะของนางช่างต่ำต้อยนัก
สิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญาไม่ใช่อนุภรรยา แต่เป็นพระชายารองต่างหาก หากเขาประสบความสำเร็จจนยิ่งใหญ่ นางจะกลายเป็นหนึ่งในสี่ราชชายา และถ้าหากภายหน้าเขาได้สวมมงกุฎล้ำค่า นางก็จะได้รับการพิจารณาให้เป็นฮองเฮา*[2]
เมื่อบ้านเมืองสงบสุขและเขาไร้สิ่งกีดขวางแล้ว เขาจะสามารถแต่งงานกับหญิงสาวที่ต้องการได้
“เจ้าไม่ต้องรีบปฏิเสธนักหรอก ค่อยคิดใหม่อีกครั้งก็ได้ คำสัญญาของข้ามีผลจวนกว่าเจ้าจะแต่งงานออกเรือน” เว่ยเฉิงมองเหยียนซี และกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม
เดิมทีเขาคิดว่านางฉลาด มีฝีมือการทำอาหารอร่อย และเป็นผู้มีพระคุณของเขา เขาจึงต้องการดูแลนางให้ดี แต่ต่อมาเขาก็เห็นว่านางไม่เคยห่างหลิวเหิงไปไหน คอยวางแผนทุกวิถีทางให้อีกฝ่ายเดินอย่างปลอดภัย จนเขารู้สึกประหลาดใจและอิจฉาริษยาเล็กน้อย
สตรีบอบบางที่อาศัยอยู่ในห้องควรได้รับการปรนนิบัติดูแลเหมือนแม่นางเฉินที่คอยพึ่งพาอาศัยบิดากับเหล่าพี่ชาย และพึ่งพาสามีเมื่อแต่งงานออกเรือน มีหญิงสาวคนใดบ้างที่เป็นเหมือนเหยียนซี นางหายใจเข้าออกเป็นเงินทองตั้งแต่ฟ้าสางจรดหัวค่ำ ใช้ชีวิตอย่างจริงจังจนผู้คนไม่อาจละสายตาออกไปได้ อีกทั้งยังมีความคิดและคำพูดที่เฉียบแหลมมากมาย ทำให้ชีวิตนางดูน่าสนใจมาก
ตอนที่เข้าวังหลวง ท่านลุงกล่าวถึงการเลือกสนม และทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเหยียนซีขึ้นมา ทว่าท่านลุงจะไม่มีวันยอมให้เขาแต่งงานกับนางเป็นอันขาด ตอนนี้สถานะของเขายังไม่มั่นคงและตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการทำอะไรตามอำเภอใจมากนัก
แต่เขาอิจฉาหลิวเหิงมากจริง ๆ
เขาเอาแต่มองและคิดว่าตนจะสามารถหาสตรีแบบนี้มาเคียงข้างตลอดชีวิตได้อย่างไร?
เฉินเก๋อเหล่าคิดจะส่งบุตรสาวมาให้เขาเช่นกัน ทว่าเขาไม่เห็นดีด้วย ต่อมาอีกฝ่ายจึงเสนอให้นางแต่งงานกับหลิวเหิง และเขาเองก็ไม่ได้คัดค้าน
ที่วันนี้เขาเชิญเหยียนซีมาดูโคมลอย ก็เพราะต้องการที่จะเล่าแผนการของตระกูลเฉินให้นางฟัง และอยากถามนางว่าต้องการเข้าไปอยู่ในจวนอ๋องหรือไม่ ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าจะต้องมาเห็นหลิวเหิงกับแม่นางเฉินอยู่ด้วยกัน เมื่อมองเหยียนซีแล้ว คาดว่านางจะต้องเสียใจเป็นแน่
“น่าเสียดาย ข้าคิดว่าพอสตรีเศร้าใจแล้วจะตอบตกลงทันทีเสียอีก” เว่ยเฉิงกล่าวออกมาอย่างเสียใจ แต่กลับยิ้มแย้ม
ทว่าเว่ยเฉิงเป็นคนที่ใคร ๆ ก็เกลียดไม่ลง เหยียนซีจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและกล่าวติดตลกว่า “เฉิงจวิ้นอ๋องเพคะ เมื่อผู้หญิงเราทุกข์ใจ ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะหันหน้าไปหาชายอื่นนะเพคะ และไม่ได้หมายความว่าเราจะลงมือทำร้ายคนที่ไม่รับรักตอบได้ด้วย อย่างไรข้ากับพี่เอ้อร์หลางก็ไม่เคยหมั้นหมายกัน” อย่างมากทั้งสองคนก็แค่มีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกันมาสักระยะหนึ่ง “หม่อมฉันไม่อยากเป็นสนม หม่อมฉันเป็นคนขี้อิจฉาเพคะ คงทนดูสามีตัวเองไปมีสนมคนอื่นไม่ไหว เพราะงั้น…” เธอแบมือและยิ้มกว้าง “หม่อมฉันเกรงว่าการไม่มีชะตาร่วมกับบุรุษ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเพคะ”
เหตุใดสตรีถึงกล่าวเรื่องความหึงหวงออกมาได้อย่างกล้าหาญ? แม้ว่าเหยียนซีจะมีความคิดที่คาดไม่ถึงอยู่เป็นครั้งคราว ทว่าเว่ยเฉิงก็อดที่จะตกใจไม่ได้
เหยียนซีเอียงศีรษะเล็กน้อย ยิ้มและมองไปที่โคมไฟข้าง ๆ ขณะที่เว่ยเฉิงตกตะลึงกับคำพูดของเหยียนซี และมองนางด้วยความงุนงง
ทันใดนั้นเสียงของหลิวเหิงก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง “ซีเอ๋อร์ เจ้ามาที่นี่ด้วยหรือ?”
เขามองเหยียนซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เว่ยเฉิง ทำไมพวกเขาถึงอยู่ด้วยกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมางานเทศกาลโคมไฟด้วยกันใช่หรือไม่?
โบแดงของเหยียนซีกำลังพลิ้วไสว ดูงดงามและมีชีวิตชีวา ขณะที่เว่ยเฉิงสวมเสื้อผ้าสวยงามตระการตา ดูหล่อเหลาและสูงส่งจนหาที่เปรียบมิได้ เมื่อมองดูพวกเขาทั้งสองคนยืนอยู่เคียงข้างกันแล้ว ภาพตรงหน้าช่างดูสวยงามนัก ใครที่มองมาจะต้องกล่าวยกย่องว่าเป็นกิ่งทองใบหยกเป็นแน่
หลิวเหิงเดินไปข้างหน้า “ซีเอ๋อร์ เจ้ามาดูโคมไฟหรือ? แล้วพวกพี่น้องล่ะ?”
“พวกเขาไปดูโคมไฟในเมืองเจ้าค่ะ แต่ข้าได้ยินมาว่าเทศกาลโคมไฟที่วัดผู่จี้สวยกว่ามาก จึงแวะมาดู ตอนนี้กำลังจะกลับแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินโหย่วฝูมองเว่ยเฉิงและกล่าวทักทายจากไกล ๆ ทว่าเว่ยเฉิงไม่ได้พยักหน้าตอบ เขาจึงไม่กล้าเข้ามาทักทายใกล้ ๆ
“แล้วเจ้าจะกลับอย่างไร?”
“ข้าขึ้นรถม้าของเฉิงจวิ้นอ๋องมา จึงจะขึ้นรถม้าของพระองค์กลับด้วยเจ้าค่ะ” เหยียนซีเหลือบมองไปข้างหลัง “ท่านพี่ไปเดินเล่นต่อเถอะเจ้าค่ะ ข้ายังมีเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วอยู่ด้วย”
[1] กุ้ยเฟย คือ ตำแหน่งสนมของจักรพรรดิ เป็นตำแหน่ง 1 ใน 4 ราชชายา ได้ชื่อว่าพระอัครเทวีผู้ล้ำค่า
[2] ฮองเฮา คือ สตรีผู้มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 ได้ชื่อว่าพระอัครมเหสีเอก หรือเรียกว่าอยู่ในตำแหน่งภรรยาเอกที่ถูกต้องตามกฎหมาย