ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 204 ความปรารถนาสามประการ
บทที่ 204 ความปรารถนาสามประการ
หลังจากวันที่ห้าเดือนหนึ่ง พวกเขาย้ายจากทุ่งชนบทกลับมาที่บ้านในเมืองหลวง
ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี พวกเขาวางแผนจะไปดูโคมไฟด้วยกัน ทว่าหลิวเหิงกลับได้รับคำเชิญจากเฉินโหย่วฝูมาตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจึงขอไปพบนักปราชญ์ก่อน จากนั้นค่อยเดินทางไปชมโคมไฟต่อในตอนเย็น
การสอบจะถูกจัดขึ้นภายในเดือนสอง ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเรื่องดีที่จะเข้าไปพบกับนักปราชญ์ หลิวเหิงคาดหวังกับเรื่องนี้เอาไว้สูงมาก และหวังว่าตนจะมีรายชื่ออยู่บนจินป่าน เขาจึงตอบรับคำเชิญของเฉินโหย่วฝู
เหยียนซีเกรงว่าคนจำนวนมากไปจะไม่ดีนัก จึงขอให้หวังชีกับเฉวียจือพาพวกฟางหมิงอี้ทั้งเก้าคนไปดูโคฟไฟ และมอบเงินก้อนใหญ่ให้ทั้งเก้าคน “นี่คือเงินไว้ซื้ออาหารในเทศกาลโคมไฟ”
“ไม่เอาหรอกขอรับ อาหารพวกนั้นไม่อร่อยเท่าที่คุณหนูทำสักหน่อย” หลู่ฝูกล่าวอย่างตรงไปตรงมา และปฏิเสธที่จะรับเงิน
“ถึงไม่กินก็รับไว้ เงินมันไม่ฉกมือพวกเจ้าหรอก” เหยียนซีกล่าวออกมาอย่างขุ่นเคือง และขอให้ทุกคนเก็บมันไว้กับตัว
กลุ่มคนสิบกว่าคนจึงพากันเดินออกไป
เหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วปฏิเสธที่จะตามออกไป พวกเขาต้องการติดตามเหยียนซีเท่านั้น
เหยียนซีพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และคิดว่าหนหนึ่งมีปีละครั้ง ควรจะออกไปดูอะไรที่มีชีวิตชีวาเสียหน่อย ดังนั้นเธอจึงพาพวกเขาทั้งสองคนออกไปเดินเล่น
พวกเธอเดินจากซอยเม่าจือออกไปยังถนนสายหลัก และพบว่าเว่ยเฉิงกับโจวหงกำลังยืนอยู่ที่สี่แยกของถนนสายหลัก
เว่ยเฉิงยิ้มขณะเฝ้าดูนางเดินออกมา ส่วนโจวหงรีบโบกมือเรียกทั้งสามคน “แม่นางเหยียน เสี่ยวเฟิง ทางนี้”
“พวกเจ้าวางแผนจะไปดูโคมไฟกันหรือ?” โจวหงกล่าวถามอย่างกระตือรือร้นเมื่อเห็นว่าทั้งสามคนเดินออกมาด้วยกัน
“ใช่ ข้าได้ยินมาว่าเทศกาลโคมไฟในเมืองหลวงสวยมาก พวกเราว่าจะแวะไปดูสักหน่อย พวกท่าน…” เหยียนซีเห็นว่าทั้งสองคนเดินทางมาที่นี่ ทว่าที่นี่ไม่มีการจัดเทศกาลโคมไฟ
“สถานที่ที่ดีที่สุดในการชมโคมไฟคือชั้นในของเมืองหลวง และอีกที่หนึ่งคือวัดผู่จี้ ข้าว่าจะไปดูที่วัดผู่จี้ อยากไปด้วยกันหรือไม่?” เว่ยเฉิงยิ้มขณะถามเหยียนซี
เหยียนซีจดใบหน้าเย็นชาของพวกเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ทว่าตอนนี้พวกเขาสนิทกันมากขึ้นแล้ว อย่างไรเธอก็วางแผนจะเดินดูสบาย ๆ ไม่สำคัญว่าจะไปที่เมืองชั้นในหรือวัดผู่จี้
“กลับดึกได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“แม่นางเหยียน เจ้าไม่ต้องกังวลไป เทศกาลโคมไฟจัดขึ้นถึงสามวัน และวันนี้ข้าว่าจะกลับเข้าเมืองดึกสักหน่อย” โจวหงรีบกล่าวออกมาเมื่อเห็นท่าทีลังเลของเหยียนซี
เหยียนซีพยักหน้าเห็นด้วย ทว่ารถม้าของผู้เฒ่าหวูโถวที่คอยรับส่งหลิวเหิงได้ออกไปแล้ว หากเธอต้องเดินด้วยเท้าไปวัดผู่จี้ เกรงว่ามันจะหนาวเกินไป
“รีบขึ้นมาบนรถม้าเถอะ” เว่ยเฉิงโบกมือ
เหยียนซีมองรถม้าที่มีลวดลายค่อนข้างเรียบง่าย เห็นได้ชัดว่าคืนนี้เว่ยเฉิงวางแผนจะออกไปเดินเล่น “ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตนะเจ้าคะ”
ไม่ว่ารถม้าขององค์ชายเฉิงจวิ้นจะดูเรียบง่ายสักเพียงใด ทว่ามันกลับนั่งได้สบายนัก เพราะรถม้าของเขามีขนาดใหญ่โต เว่ยเฉิงนั่งลงที่เบาะข้างหนึ่ง ส่วนเหยียนซีกับเหยียนหลิ่วนั่งลงที่เบาะอีกข้าง ขณะที่เหยียนเฟิงนั่งอยู่ข้างคนขับรถม้า ส่วนโจวหงคอยนำพวกองครักษ์ขี่ม้าตามหลังมา
การตกแต่งโคมไฟของวัดผู่จี้มีชื่อเสียงมาก ทว่ารถม้ากลับเข้าไปได้ไม่ถึงเชิงเขา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องลงจากรถม้าและเดินต่อ
ผู้คนรอบข้างล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่มีคนรับใช้คอยนำทางมา อีกทั้งยังมีกลุ่มครอบครัวที่เดินหัวเราะคุยกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีคนหนุ่มสาวที่หันไปจ้องมองใบหน้าของกันและกันด้วยสีหน้าแดงก่ำ
“ดูเหมือนหลังจากนี้โรงน้ำชาอวี่เซิ่นสาขาภูเขาปี้อวิ๋นควรจะเปิดให้บริการช่วงเทศกาลโคมไฟด้วย” เหยียนซีรู้สึกเศร้าใจขณะมองดูกลุ่มลูกค้ามากมาย
“คุณหนู มีคนเยอะแยะขนาดนี้ จะต้องทำเงินได้สองสามตำลึง ภายในคืนนี้แน่ ๆ เจ้าค่ะ” เหยียนหลิ่วพึมพำ
“ยิ่งไปกว่านั้นถ้าพวกเราแขวนโคมไฟประดับหน้าประตู แล้วเอาน้ำชากับของว่างออกมาขายนะ หื้ม!… จะว่าไปแล้วพวกเราสามารถขายน้ำชาช่วงเทศกาลโคมไฟทั้งสามวันในราคาที่สูงขึ้นได้นะ เตรียมเอาพวกโคมไฟออกมาขาย ไม่ต้องพูดอะไรมาก วัน ๆ หนึ่งก็ได้กำไรคืนตั้งสิบยี่สิบตำลึงแล้ว”
เว่ยเฉิงอดที่จะหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินเหยียนซีกับเหยียนหลิ่วคำนวณบัญชี คงต้องกล่าวว่าสมองของแม่นางน้อยเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการค้าจริง ๆ เพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ถึงกับคิดหาวิธีสร้างรายได้ขึ้นมาได้ แต่หากจะกล่าวว่าโง่เขลาเบาปัญญา คงต้องบอกว่าเกิดมาจนอายุสิบสามปีแล้ว ไม่รู้จักคิดวางแผนล่วงหน้าเลยหรืออย่างไร?
ทว่าเขากลับนึกถึงเรื่องสั่นสะเทือนการเมืองในปีที่ผ่านมา สำนักฉือโย่วเล็ก ๆ สามารถขับไล่กลุ่มขุนนางออกจากกรมคลังไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง และขุนนางที่เข้ามาเติมเต็มตำแหน่งในกรมคลังส่วนใหญ่ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพวกเขา เขารู้สึกอารมณ์ดีเมื่อนึกถึงสีหน้าน่าเกลียดของใต้เท้าสวี
แม่นางน้อยผู้นี้นำสิ่งดี ๆ มาให้เขาเสมอ
ตอนนี้ฝ่าบาทกับพระมเหสีกำลังยุ่งอยู่กับการเลือกคู่ครองให้เขา น่าเสียดายที่แม่นางน้อยผู้นี้มีภูมิหลังไม่ดี ไม่เช่นนั้น… เขาถอนหายใจ
เสียงถอนหายใจของเว่ยเฉิงลอยออกมาตามสายลมยามดึก
เหยียนหลิ่วชี้นิ้วไปบนท้องฟ้าและเรียกเหยียนซี “คุณหนู ดูนั่นสิเจ้าคะ!”
โคมลอยสีแดงดวงเล็ก ๆ ค่อยลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ทะยานขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดก็เข้าไปรวมกลุ่มกับดาวบนท้องฟ้า
บนเชิงเขาของวัดผู่จี้มีคนเข้ามาขายโคมลอยขนาดเล็กและขายเทียนเล่มเล็กที่ทำมาจากกระดาษสีแดง มีขนาดยาวเท่ากับหัวแม่มือ ราคาแท่งละสองอีแปะ
โจวหงขยิบตา และเบียดเข้าไปซื้อมาสองชุด
เว่ยเฉิงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เขาจึงส่ายหน้าเล็กน้อย และบอกให้โจวหงมอบมันให้แก่เหยียนซีและเหยียนหลิ่ว
เหยียนซีจุดตะเกียง เฝ้าดูโคมลอยลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยหวังว่าหลิวเหิงจะทำสำเร็จในเร็ววัน เธอขอให้ตระกูลสวีกับสวีอวี้หรงถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้กิจการของเธอดียิ่งขึ้นไปอีก และขอให้พวกหวังชีแต่งงานกันสักที… เด็กสาวอดหัวเราะไม่ได้เมื่อมองโคมลอยลอยตัวสูงขึ้น โคมลอยนี้มีราคาแค่สองอีแปะ ทว่าตนกลับโลภมากและขอพรจนนับไม่ถ้วน
เหยียนหลิ่วไม่เคยปล่อยโคมลอยหรือขอพร ดังนั้นนางจึงรู้สึกลังเล
“เจ้าจุดมัน และกล่าวในสิ่งที่เจ้าต้องการมากที่สุดในใจ” เหยียนซีบอกนาง
เหยียนหลิ่วจุดไฟและตั้งหน้าตั้งตาขอพรอย่างจริงจัง “ขอให้ความปรารถนาของคุณหนูเป็นจริง”
เหยียนซีฟังนางขอพรด้วยท่าทีจริงจัง และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องตลกเกี่ยวกับความปรารถนาสามประการที่เคยได้ยินมาก่อน “เสี่ยวหลิ่ว เจ้าขอพรแบบนี้ได้อย่างไร!”
เหตุใดจึงไม่ได้? เหยียนหลิ่วมองดูเหยียนซีด้วยความสับสน
เหยียนซีหัวเราะและเล่าถึงเรื่องความปรารถนาสามประการที่ผ่านการดัดแปลงแล้ว “ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วมีชาวประมงคนหนึ่งได้ช่วยชีวิตภูตผีเอาไว้ ภูตผีตัวนั้นถูกกักขังมาเป็นเวลาห้าร้อยปีแล้ว มันต้องการตอบแทนชาวประมงด้วยการสัญญาว่าจะมอบพรสามข้อให้ ครั้งนั้นชาวประมงจับปลาไม่ได้สักตัวเดียว จึงกล่าวออกไปว่าข้าต้องการปลา ภูตผีกล่าวออกมาอย่างมีความสุขว่านี่คือความปรารถนาข้อแรกของเจ้า และเสกให้ปลากระโดดขึ้นมาจากน้ำเรื่อย ๆ จนเรือประมงแทบจะจม ชาวประมงตกใจมากจึงรีบตะโกนร้องออกไปว่าข้าไม่ต้องการมันแล้ว ภูตผีจึงบอกว่านี่คือพรประการที่สอง ปลาทั้งหมดจึงหายไป จากนั้นภูตผีก็ถามเขาว่าความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าคืออะไร พวกท่านลองเดาสิ ว่าชาวประมงขอพรว่าอะไร?”
“ขอให้มีเงินเยอะหรือ?” เหยียนหลิ่วกล่าวออกมา
“ขอให้มีอำนาจ?”
เหยียนซียิ้มและส่ายหัว
โจวหงกับเว่ยเฉิงคอยรับฟังด้วยความสนใจ ขณะที่โจวหงคาดเดาว่า “ขอสาวงามหรือ?”
“เหลวไหล!” เหยียนซีกลอกตา “ไม่ใช่เจ้าค่ะ”
โจวหงไม่เชื่อ ความปรารถนาของผู้ชายทั้งหลายย่อมเป็นเรื่องเงินทองกับสาวงามไม่ใช่หรือ?
เขาคาดเดาถึงอำนาจอิทธิพล ความเป็นอมตะ และความวัยเยาว์… นอกจากนี้แล้ว เขาคิดอะไรไม่ออกเลย
เว่ยเฉิงอดนึกถึงจี้หยกที่เขาทิ้งเอาไว้ในหมู่บ้านหยางซานไม่ได้ ความตั้งใจเดิมของเขาคือการให้พรเหยียนซีเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทว่าตั้งแต่จากหมู่บ้านหยางซานมาถึงเมืองหลวง ดูเหมือนว่าเหยียนซีจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วและไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อีกเลย หากนางหยิบจี้หยกขึ้นมา นางจะขอพรอะไรอย่างนั้นหรือ?
เขาคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพบว่าหากตัวเขาเป็นชาวประมง เขาคงไม่สามารถนึกถึงสิ่งอื่นใดได้นอกเสียจากอำนาจกับเงินตราตามที่โจวหงได้กล่าวเอาไว้
สุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เหยียนซี “แม่นางเหยียน เจ้าอย่ามามีเล่ห์เหลี่ยมนักเลย บอกมาเถิด”
เหยียนซีกระแอม “ชาวประมงบอกว่าความปรารถนาสุดท้ายของเขาคือพรอีกสามประการ”
ทุกคนตกตะลึง ขณะที่เว่ยเฉิงปรบมือและหัวเราะเสียงดังลั่น “น่าสนใจ พรข้อนี้น่าสนใจจริง ๆ!”