บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 202 ตระกูลเฉินต้องการลูกเขย

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
  4. บทที่ 202 ตระกูลเฉินต้องการลูกเขย
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

บทที่ 202 ตระกูลเฉินต้องการลูกเขย

เหยียนซีอดกลั้นต่อผลกำไรมหาศาลเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงยอมรับชะตากรรมตนเองด้วยการเขียนบทละคร

โชคดีที่เด็กสาวค่อนข้างมีเวลาว่างในช่วงสิ้นปี เธอจึงหยิบพู่กันขึ้นมาและหวนนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในเรือน

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เธอก็เขียนบทละครเรื่องดอกไม้แม่สื่อลงไป บทละครเรื่องนี้กำลังเป็นที่รู้จักกันอยู่ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวขบขันที่เกี่ยวกับความจับพลัดจับผลูจนเกิดความเข้าใจผิด เหมาะที่จะนำเอาออกมาจัดแสดงในบรรยากาศช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงมากที่สุด

หัวหน้าชิวรู้สึกราวกับเห็นขุมทรัพย์อีกครั้ง ทว่าเหยียนซีกลับรู้สึกละอายใจกับความเลื่อมใสดังกล่าว

หลิวเหิงพลิกดูเนื้อเรื่องดังกล่าวคร่าว ๆ และรู้สึกว่าความสามารถในการเขียนบทละครของเธอค่อนข้างเก่งกาจ “ซีเอ๋อร์ เจ้าฉลาดและมีความสามารถ หากเจ้าตั้งตาฝึกฝนให้มากกว่านี้ เจ้าอาจจะประสบความสำเร็จในด้านบทกวีก็เป็นได้ ข้าคิดว่ามีเพียงบุตรสาวชั้นสูงในเมืองหลวงเท่านั้นที่สามารถเขียนบทกวีและเรียงความได้เสียอีก”

“ลืมมันไปเถอะเจ้าค่ะ พี่เอ้อร์หลาง ข้าชอบอ่านบทละครพื้นเมืองและนับเงินเท่านั้น” เหยียนซีไม่ต้องการเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ นับประสาอะไรกับบุตรสาวชั้นสูง

หลิวเหิงเห็นว่านางไม่สนใจ เขาจึงไม่ได้ปริปากกล่าวอะไรต่อ

ปีหน้าจะเป็นปีแห่งการแข่งขัน และถึงแม้ว่าสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนจะอยู่ในช่วงพักฤดูหนาว ทว่าเขากลับมีงานยุ่งทุกวัน

ทันทีที่หัวหน้าชิวจากไป ใครบางคนก็เข้ามาส่งซองจดหมายดิ้นทองและเชิญให้เขาไปตามที่นัดหมาย

นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนซีได้เห็นจดหมายเชิญดิ้นทองแบบนี้ ดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะมีเงินมากโข

หลิวเหิงรับจดหมายเชิญมาเปิดดู “ส่งมาจากท่านชายรอง รองเจ้ากรมโจ่วจากกรมยุติธรรมน่ะ ข้าเคยพบเขาที่งานเลี้ยงบทกวีอยู่หนหนึ่ง รองเจ้ากรมโจ่วจากกรมยุติธรรมเข้ามารับราชการจากการสอบจอหงวนเช่นกัน เขาเป็นบุตรชายที่คนสองของบ้าน มีพรสวรรค์ทางด้านวรรณกรรมและได้รับการขึ้นทะเบียนในตำแหน่งปั้งเหยียน*[1]”

หลังจากเว่ยหวนถูกส่งตัวออกไป ตำแหน่งของเขาก็ถูกคนอื่นเข้ามาแทนที่ทันที และรองเจ้ากรมโจ่วจากกระทรวงยุติธรรมเพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นเมื่อไม่นานมานี้

ดูเหมือนว่าตอนนี้หลิวเหิงจะค่อนข้างได้รับความโปรดปราน

เหยียนซีรู้สึกเป็นเกียรติมาก และรีบเข้าไปเตรียมเสื้อผ้าฤดูหนาวให้กับหลิวเหิง

ตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือแล้ว และตนก็ยินดีจะซื้อเสื้อผ้าให้กับสมาชิกในครอบครัว

หลิวเหิงหัวเราะนาง “บทละครเป็นค่าปากท้องของเจ้าแท้ ๆ เหตุใดจึงใช้เงินสิ้นเปลืองนัก”

“หมึกในท้องจะให้มาอยู่บนหน้าผากไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ หากได้พบกับผู้คนเมื่อไหร่ คนส่วนใหญ่ล้วนให้ความเคารพกันที่เสื้อผ้าหน้าผมก่อน หากมัวมาแสดงจิตวิญญาณของนักกวี ประเดี๋ยวก็ถูกขับไล่ออกมาก่อนหรอกเจ้าค่ะ” เหยียนซีเชื่อว่าพระพุทธรูปต้องมีทองหุ้ม คนต้องมีเสื้อห่อ เพราะฉะนั้นมันไม่คุ้มหากจะโดนคนดูถูกเหยียดหยามเพียงเพราะเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น ดังนั้นในฤดูหนาวนี้ เธอจึงสั่งซื้อเสื้อขนสัตว์ขนาดใหญ่มาให้หลิวเหิง บางตัวเป็นหนังกระรอก และบางตัวเป็นหนังสุนัขจิ้งจอก

หลิวเหิงเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้อง และเดินออกมาถามเหยียนซีว่า “เป็นอย่างไร?”

เขาสวมเสื้อด้านในเป็นสีน้ำเงินเข้ม และสวมเสื้อตัวนอกเป็นชุดคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำ และใส่หมวกมีสีเดียวกับเสื้อคลุม ส่งผลให้รูปลักษณ์ดูเหมือนชายหนุ่มรูปงามที่ต้องอาศัยอยู่ในยุคสมัยวุ่นวาย

ดวงตาทั้งสองข้างของเหยียนซีเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว เธอแอบพยักหน้าเงียบ ๆ และรู้สึกทึ่งกับชายหนุ่มหน้าตาดีที่อยู่ในชุดทรงสง่า ชวนให้ผู้คนรู้สึกหลงใหล หากเขาสอบผ่านขั้นต้นในปีหน้า แม่นางทั้งหลายจะต้องวิ่งมาสู่ขอเขาแต่งงานเป็นแน่ และหมูที่เธอเลี้ยงดูฟูมฟักมานานก็กำลังจะออกเดินทางไปหากะหล่ำปลีในไม่ช้า เมื่อคิดได้เช่นนี้ เด็กสาวก็รู้สึกสูญเสียเล็กน้อย

หลังจากที่หลิวเหิงออกไป เหยียนซีสลัดความรู้สึกแปลก ๆ ทิ้ง และเข้าไปตุ๋นเนื้อในห้องครัว อาต้ากับอาเอ้อร์มักจะอาศัยอยู่ในทุ่งชนบททางตอนเหนือของเมืองหลวง ทำให้ที่บ้านไม่มีเนื้อตุ๋นเหลืออยู่ เธอกับเหยียนหลิ่วจึงต้องลงมือทำอาหารและส่งมันออกไปที่ร้าน

ก่อนหน้านี้เด็กสาวยุ่งมากจนไม่ได้สนใจอะไร แต่หลังจากกลับมาพักผ่อนอยู่บ้านหลายวันติดต่อกัน เธอก็พบว่ามีคนคอยเชิญหลิวเหิงออกไปทานอาหารเป็นครั้งคราว

แน่นอนว่าคนที่มักจะเชิญเขาออกไปบ่อยมากที่สุดคือเฉินโหย่วฝู เขาแสดงท่าทีอบอุ่นกับหลิวเหิง และแสดงตนเป็นพี่น้องรักใคร่กับชายหนุ่มมาก

เฉินโหย่วฝูทำงานอยู่ในสำนักกว๋อจื่อเจี้ยน และได้ยินมาว่าเขาจะถูกสั่งย้ายในปีหน้า เมื่อคำนึงถึงอิทธิพลของจวนตระกูลเฉินแล้ว เฉินโหย่วฝูจะต้องเป็นผู้สืบทอดตระกูลต่อจากเฉินเก๋อเหล่าเป็นแน่

งานเลี้ยงกวีนิพนธ์และชุมนุมวรรณกรรมที่เขาเป็นผู้จัดส่วนใหญ่มักจะมีคนสองประเภทเข้ามาร่วมงาน คนประเภทแรกคืออัจฉริยะที่มีความสามารถ เมื่อหลิวเหิงพูดคุยเกี่ยวกับบทกวีและบทความกับคนเหล่านี้ เขามักจะรู้สึกว่าตนเองได้รับความรู้อยู่เป็นครั้งคราว ส่วนคนอีกประเภทหนึ่งคือคนไร้ปัญญาแต่มีชาติตระกูลที่ดี คนเหล่านี้ย่อมรู้จักกับผู้มีปัญญาเป็นส่วนใหญ่ และส่วนมากแล้วพวกเขาจะถูกผู้อาวุโสที่บ้านส่งตัวให้มาร่วมงาน เพื่อมาดูว่าคนที่นี่มีความสามารถใดบ้าง และง่ายต่อการเอาชนะหรือไม่

วันนี้เฉินโหย่วฝูจัดงานเลี้ยงขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเลือกจัดที่เป่ยหยวน*[2]ของตระกูลเฉิน เพราะช่วงนี้เป็นตอนที่ดอกเหมยในฤดูหนาวกำลังบานสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว ดอกเหมยในเป่ยหยวนของตระกูลเฉินมีลักษณะทิวทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร หิมะท่ามกลางฤดูหนาวและแสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ

เฉินโหย่วฝูทักทายหลิวเหิงทันทีที่เขามาถึง เขากล่าวอย่างอบอุ่นและเชิญให้นั่งลง อีกทั้งยังแนะนำแขกผู้มาใหม่อีกหลายคนด้วยน้ำเสียงที่ให้เกียรติมากที่สุด “นี่คือบันฑิตรุ่นน้องตอนที่ข้าอยู่เมืองถงอัน ย้อนกลับไปตอนนั้นข้ากับน้องชายสอบผ่านเหมือนกัน แต่เขาดันได้ตำแหน่งย่าหยวนในการสอบของเรา”

“หลิวย่าหยวนที่ฝ่าบาทเป็นผู้อนุมัติให้เข้าเรียนในสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนด้วยตนเอง?” เห็นได้ชัดว่ามีใครบางคนเคยได้ยินชื่อของหลิวเหิงมาก่อน

“เขานั่นแหละ” เฉินโหย่วฝูยิ้มขณะกล่าวแนะนำ และกล่าวอ้างถึงงานเขียนของหลิวเหิงอีกสองสามประโยค

เขาถามเรื่องหลิวเหิงจากอาจารย์ในสำนักกว๋อจื่อเจี้ยนที่สอนวิชาเรียนให้อีกฝ่าย อาจารย์เหล่านั้นกล่าวว่าตราบใดที่ชายหนุ่มขยันหมั่นเพียร ปีหน้ารายชื่อของเขาจะต้องติดอยู่ในจินป่านอย่างแน่นอน และนอกจากนี้เขายังเป็นคนโปรดขององค์ชายจวิ้น

ครั้งหนึ่งท่านปู่เคยกล่าวเอาไว้ว่าหากในภายภาคหน้าฝ่าบาทโปรดปรานองค์ชายจวิ้นขึ้นมา หลิวเหิงก็จะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ตระกูลเฉินเคยมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลหลิวเพราะเรื่องของนางหวังมาก่อน ทว่าหลังจากหลิวเหิงเดินทางเข้ามาในเมืองหลวง ตระกูลเฉินกลับคอยดูแลเขาอย่างดี และชายหนุ่มเองก็รู้เรื่องเส้นทางราชการอย่างชัดเจนว่าต้นไม้เพียงต้นเดียวไม่สามารถสร้างป่าได้ มีเพียงกลุ่มก้อนเท่านั้นที่จะคงอยู่ได้นาน

แน่นอนว่าหากความสัมพันธ์สามารถไปต่อได้ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก

ปีนี้น้องสาวคนที่ห้าของเขากำลังถึงวัยเลือกคู่ครอง

สิ่งที่ท่านปู่หมายถึงคือการสั่งให้เขามาเลือกน้องเขยผู้สอบผ่านจิ้นซื่อในปีหน้าให้แก่น้องสาว

และเขาคิดว่าหลิวเหิงคือผู้สมัครที่ดี

คนกลุ่มหนึ่งแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับบทกวีและบทความ คอยถามไถ่กันและกันเกี่ยวกับการแต่งงาน เพราะมีหนุ่มโสดเพียงแค่ไม่กี่คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะนี้

“หย่งจวิน ข้าจะรอชื่อในจินป่านกับงานแต่งของเจ้านะ ความสุขสองเท่าควรจะมัดรวมมาทีเดียวเลยสิ” ใครบางคนหันไปยิ้มให้หลิวเหิง

หลิวเหิงยิ้มตอบรับอย่างอ่อนน้อม เขาเองก็คิดสองเรื่องนี้ในใจเช่นกัน

เขาต้องการมีรายชื่ออยู่ในจินป่านเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางราชการ และฉุดรั้งเว่ยหวนกับใต้เท้าสวีลงมา จากนั้นก็จะนำพวกเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขาต้องการป่าวประกาศเรื่องเลวร้ายของทั้งสองต่อหน้าประชาชน ให้เว่ยหวนกับสวีอวี้หรงชดใช้ด้วยชีวิต ไขความกระจ่างให้กับมารดา ทว่าแม้เขาจะสอบผ่าน แต่ก็เพิ่งการเริ่มต้นเท่านั้น การเลื่อนขั้นทีละขั้นจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเท่าไหร่กัน?

ชายหนุ่มคิดในใจและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัด หลังจากนั้นไม่นานก็รู้สึกเวียนศีรษะจากสุราที่ดื่มเข้าไปเพียงสองสามจอก เขาจึงออกไปเดินรับลมในสวนต้นเหมยของตระกูลเฉิน หลังจากเดินออกมาสักพัก ร่างที่แกว่งไปแกว่งมาข้างหน้าก็ร้องอุทานขึ้น ทำให้เขาได้สติอีกครั้ง

เขาสังเกตเห็นว่าร่างที่แกว่งไปแกว่งมาเหมือนสตรีที่สวมกระโปรง หากเดินเข้าไปกะทันหัน มันจะเป็นการไม่ให้เกียรติสตรีตระกูลเฉิน ดังนั้นเขาจึงหยุดเดินและหันหลังกลับมา

เขาเดินกลับเข้าไปในห้องชุมนุมวรรณกรรมและเห็นว่าทุกคนกำลังรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างพากันเขียนบทกวีสองสามบท และมีอีกหลายคนที่กำลังเมามาย หลิวเหิงไม่กล้าดื่มมากเกินไปเพราะตนเริ่มเวียนศีรษะแล้ว ชายหนุ่มจึงขอให้เหยียนเฟิงช่วยพาเขากลับบ้าน

เมื่อกลับมาถึงลานเรือนหลังเล็ก เขาก็ได้กลิ่นหอมของดอกเหมยอีกครั้ง และปรากฏว่าเหยียนซีกำลังทังปิ่งดอกเหมย*[3]

หลิวเหิงเดินผ่านประตูห้องครัวเข้าไป และมองเหยียนซีบดดอกเหมยที่ผ่านการล้างน้ำแล้ว นางเอาดอกเหมยลงไปต้มในน้ำซุป จากนั้นก็ช้อนดอกเหมยขึ้นมาสับ เอาเข้าไปผสมกับแผ่นแป้ง คลุกเคล้าให้เข้ากันและรีดจนเป็นแผ่นบาง

ในขณะที่เหยียนหลิ่วกำลังช่วยปรุงน้ำแกงไก่

เมื่อทำน้ำแกงไก่เสร็จแล้ว เหยียนซีก็กดแม่พิมพ์รูปดอกเหมยลงบนแผ่นแป้ง ดึงแผ่นแป้งรูปดอกเหมยบาง ๆ ออกมา และนำเอาไปใส่ในน้ำแกงไก่ ต้มจนสุกและนำออกมา อาหารดังกล่าวให้ความรู้สึกเหมือนดอกเหมยที่ลอยอยู่ในน้ำแกงไก่

หลังจากที่เหยียนซีทำอาหารอีกสองสามจานเสร็จแล้ว เธอก็หันกลับมามองหลิวเหิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยความงุนงง “พี่เอ้อร์หลาง กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? มาลองชิมทังปิ่งสิเจ้าคะ ข้ากับเหยียนหลิ่วเพิ่งปรุงรสกันเสร็จ”

[1] ปั้งเหยียน หมายถึง ผู้ที่สอบขุนนางได้ลำดับที่สอง

[2] เป่ยหยวน คือ สวนที่อุทิศให้กับจักรพรรดิ

[3] ทังปิ่ง คือ เส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งที่ใช้แผ่นแป้งปั้นกลม ๆ มาทุบให้แบน แล้วนำไปต้มในน้ำร้อน

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 202 ตระกูลเฉินต้องการลูกเขย"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

c50da64
ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค
2025-05-27
brownieevc6UgggH
ยัยตัวร้ายกับนายสุดโหด
2025-12-24
137498
รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
2025-04-06
browniee.online40b3
ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
2026-06-28

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน