ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 196 เด็กชายที่รักในศักดิ์ศรี
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 196 เด็กชายที่รักในศักดิ์ศรี
บทที่ 196 เด็กชายที่รักในศักดิ์ศรี
รอจนกระทั่งหลิวเหิงกับหวังชีกลับมาถึงบ้าน เหยียนซีจึงบอกทั้งสองคนว่านางสวีเสียสติไปแล้ว
ทั้งสองคนตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก รู้สึกทั้งดีใจและเสียใจ ใครจะคิดว่านางสวีที่หยิ่งทะนงตนและชอบบงการจะเสียสติไปได้?
อันที่จริงมนุษย์เรายิ่งได้รับการยกย่องมากเท่าไหร่ จิตใจก็จะยิ่งเปราะบางมากเท่านั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของสวีอวี้หรงค่อนข้างราบรื่น ไม่ว่าต้องการอะไรย่อมได้สิ่งนั้น เป็นดั่งบุตรธิดาของสวรรค์ และได้ยินมาว่านางเคยเป็นถึงหญิงสาวที่มีชื่อเสียงดีเลิศที่สุดในเมืองหลวง
ทว่าหญิงสาวคนดังกล่าวกลับสูญเสียรัศมีที่เปล่งปลั่งไปในชั่วข้ามคืน ทุกคนต่างพากันหลบหน้านางด้วยความสะพรึงกลัว ในใจของนางคิดถึงแต่เรื่องผีสางตลอดทั้งคืนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วเหตุนี้จะไม่เสียสติไปได้อย่างไร?
“อย่างนี้นับว่าเป็นการแก้แค้นได้หรือไม่?” หวังชีพึมพำ
หลิวเหิงพยักหน้า “คนชั่วมักจะพ่ายแพ้ พวกเราคอยดูเถอะ หากนางสวีเสียสติไปแล้วจริง ๆ ชีวิตหลังจากนี้คงจะลำบากแน่ รอให้พวกเราแก้ไข้ความคับข้องใจให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยนำตัวนางไปเข้าพิจารณาคดี” ความคับข้องใจก่อนหน้านี้จะต้องได้รับการชำระ และคนที่ลงมือสังหารจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต ตอนนี้นางสวีเพียงแค่ชดใช้กรรมตามความประสงค์ของฟ้าเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องให้นางไถ่บาปบางอย่างเสียก่อน
หวังชีพยักหน้า และกล่าว “ขอบคุณ” เหยียนหลิ่ว จากนั้นจึงกลับเข้าไปทำอาหารในร้านเนื้อตุ๋น
กิจการเนื้อตุ๋นถูกยกระดับจนใหญ่โตขึ้น เหยียนซีรู้สึกว่าตนคล้ายหญิงมั่งคั่งที่สามารถทำเงินได้ทุกวัน แม้ส่วนใหญ่เธอจะมีรายได้ต่อวันอยู่ที่หนึ่งร้อยตำลึง แต่เด็กสาวก็ยังคงตรวจสอบรายได้ทั้งหมดของโรงน้ำชาอยู่
ทว่าโรงน้ำชากลับสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด เนื่องจากเฉวียจือที่เป็นผู้บุกเบิกโรงน้ำชาสาขาหน่วยงานไปรษณีย์หลินสุ่ย หลังจากเขาเปิดโกดังให้พ่อค้าต่างถิ่นมาเช่าพื้นที่สำหรับใช้หมุนเวียนสินค้าแล้ว หลิวชุนหนิวกับหลิวจิ้นเป่าก็ยังทำธุรกิจส่งจดหมายเพิ่มเติมอีกด้วย
การเดินทางในยุคนี้ค่อนข้างไม่สะดวกสบาย การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องยาก เมื่อคนรู้จักต้องเดินทางไกล พวกเขาจะขอให้ใครบางคนที่รู้จักหรือกองคาราวานที่คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดีเป็นคนไปส่งจดหมายให้ ทว่าการนำจดหมายออกไปส่งก็ยังยากสำหรับพวกเขาอยู่ดี คนที่รู้จักอาจจะดีกว่านิดหน่อยตรงที่สามารถช่วยสอบถามข่าวคราวมาได้บ้าง ทว่าพวกกองคาราวานนั้นยุ่งเกินกว่าจะใส่ใจ ทั้งยังทำจดหมายหล่นหายในบางครั้ง
หลิวจิ้นเป่าคิดหาวิธีและพบว่าโรงน้ำชาสามารถช่วยส่งจดหมายได้ โดยผู้ที่ส่งจดหมายสามารถนัดให้คนรับออกมารอจดหมายที่โรงน้ำชาใกล้เคียง จากนั้นสมาชิกในครอบครัวก็จะออกมาส่งจดหมายไปยังโรงน้ำชาที่อยู่ใกล้กับผู้รับจดหมายมากที่สุด ในบางครั้งโรงน้ำชาสาขาต่าง ๆ อาจมีการติดต่อกันไปมา พวกเขาจึงใช้ช่วงนั้นในการส่งจดหมายไปพร้อมกัน
จดหมายสามารถส่งได้ทีละฉบับ และเป็นการส่งจดหมายไปยังโรงน้ำชาที่กำหนดจุดหมายปลายทางเอาไว้แล้ว และรอให้ผู้รอรับเข้ามารับจดหมายไป อีกทั้งคนงานและผู้จัดการในโรงน้ำชาต่างก็รู้อักษรอยู่บ้าง จึงสามารถช่วยเขียนจดหมายง่าย ๆ ให้พวกเขาได้
จดหมายแต่ละฉบับจะสามารถเขียนข้อความหนึ่งถึงสองข้อความไปจนถึงสิบหรือยี่สิบข้อความได้นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับระยะทาง
หลังจากเปิดบริการดังกล่าว ก็มีชาวบ้านมาใช้บริการค่อนข้างน้อย และสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องการย้ายที่อยู่ ในชีวิตนี้ชาวบ้านบางคนไม่เคยออกจากบ้านเกิดมาก่อน ทว่ากองคาราวานกลับไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขารู้สึกว่าวิธีการส่งจดหมายดังกล่าวค่อนข้างเร็วและเชื่อถือได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีกเล็กน้อยและขอให้โรงน้ำชาช่วยจัดส่งจดหมายให้
เหยียนซีคาดไม่ถึงว่าโรงน้ำชาจะพลิกมาทำธุรกิจส่งจดหมายได้ ถึงแม้รายได้จะไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ตรงกันข้ามกับผู้เฒ่าหวูโถวที่เข้ามาพบเหยียนซีหลังจากได้ยินเรื่องดังกล่าว และขอให้เจ้านายเพิ่มกิจการส่งของ “คุณหนูขอรับ โรงน้ำชาของเราอยู่ติดกับถนนทางการทั้งสองฝั่ง ชาวบ้านย่อมเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ แน่นอนขอรับ ดังนั้นหากเราเลี้ยงวัวและลาไว้ในโรงน้ำชา เราก็สามารถใช้วัวเทียมเกวียนหรือลาเทียมเกวียนส่งชาวบ้านไปยังเมืองที่อยู่ติดกับถนนทางการได้ และสามารถช่วยขนของบางอย่างได้อีกด้วยนะขอรับ”
เหยียนซีรับฟัง และคิดว่านี่คือการขับรถบัสระยะทางสั้น ๆ ไปตามถนนทางการใช่หรือไม่?
“ธุรกิจนี้สามารถหารายได้คืนจากการเลี้ยงพวกสัตว์ได้จริง ๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?” ตอนที่เหยียนซีอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหยางซาน เธอเคยเห็นชาวบ้านมากมายเดินทางออกไปทำงานกันตั้งแต่เช้าตรู่และกลับเข้ามาอีกทีมืดค่ำ ใช้เวลาอยู่บนถนนตลอดทั้งวัน ทว่ากลับไม่มีใครเต็มใจจะจ่ายเงินอีแปะสองอีแปะเพื่อการขนส่ง
“คุณหนู มันเป็นธุรกิจนะขอรับ ท่านดูเวลาที่ชาวบ้านในซอยเม่าจือเดินทางไปถวายเครื่องหอมที่วัดผู่จี้สิขอรับ พวกเขาต้องเช่ารถไปที่นั่นตั้งหลายสิบอีแปะ” ผู้เฒ่าหวูโถวมองว่าธุรกิจนี้ดี
ตั้งแต่พวกเขาติดตามเหยียนซีมา เฉวียจือก็กลายเป็นผู้จัดการร้าน ขณะที่อาต้ากับอาเอ้อร์ไปช่วยทำเนื้อตุ๋น ทว่าเขากลับกลายเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากขับเกวียน ถึงแม้ว่าเขาจะตาบอดข้างหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ที่จะนั่งกินนอนกินและทำตัวเกียจคร้านไปวัน ๆ
เหยียนซีคิดพิว่าธุรกิจดังกล่าวสามารถเริ่มทดลองก่อนได้ แม้ว่าการซื้อสัตว์จะต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง ทว่าเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกขาดแคลนอะไร “แต่กำลังคนเท่านี้…”
หลังจากเริ่มก่อตั้งธุรกิจแล้ว เด็กสาวกลับพบว่ามีคนไม่เพียงพอ
ทุกวันนี้การทำธุรกิจกับกำลังคนจะต้องมีเพียงพอต่อกัน
ตอนนี้สมาชิกจากหมู่บ้านหยางซานกระจัดกระจายไปยังโรงน้ำชาอวี่เซิ่นสาขาต่าง ๆ สมาชิกเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะพวกเขาคอยแบ่งปันความทุกข์ยากกับหลิวเหิงมาตลอด และแม้พวกเขาจะคิดเล็กคิดน้อยไปสักหน่อย ทว่าพวกเขาจะไม่มีวันทำให้ชายหนุ่มเสียประโยชน์อย่างเด็ดขาด
อีกทั้งตอนนี้มีการเปิดสำนักศึกษาเพื่ออบรมสมาชิกในหมู่บ้านหยางซานแล้ว เด็ก ๆ จากทุกครัวเรือนสามารถเข้าไปเล่าเรียนได้ และการทำงานในโรงน้ำชา ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการร้านหรือผู้ช่วย ย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างล้นหลามทุกปี ด้วยรายได้เช่นนี้ ต่อให้พวกเขาเข้าไปทำงานที่อำเภอหมิงสุ่ยตลอดทั้งปีก็อาจจะมีรายได้ไม่ถึง
ด้วยพันธนาการสองข้อนี้ สมาชิกจากตระกูลหลิวจึงเป็นกลุ่มคนที่เหยียนซีไว้วางใจมากที่สุด
และส่วนที่เหลือล้วนมาจากการซื้อแรงงานทาสของเหยียนซี
ดังนั้นการทำตามคำแนะนำของผู้เฒ่าหวูโถวก็เป็นวิธีที่ดีเช่นกัน ทว่าเหยียนซีก็ยังหวังว่าสมาชิกตระกูลหลิวที่มาจากหมู่บ้านหยางซานจะรีบเข้ามาดูแลโรงน้ำชา เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำแทนได้
“คุณหนู ทำไมไม่ซื้อทาสไปเฝ้าที่ทุ่งทางตอนเหนือของเมืองหลวง แล้วค่อยเลือกคนมาช่วยงานเอาล่ะขอรับ?” ผู้เฒ่าหวูโถวกล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ภายหน้า หากนายท่านเข้ารับราชการเมื่อไหร่ จะได้มีคนรับใช้คอยรายล้อมยังไงล่ะขอรับ”
เหยียนซีชะงักไปครู่หนึ่ง และทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าหลิวเหิงกำลังจะเข้าสอบในปีหน้า หากทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เขาจะได้เข้ารับราชการทันทีที่สอบจิ้นซื่อเสร็จ และไม่ว่าจะได้ประจำการอยู่ที่เมืองหลวงหรือมีคำสั่งให้โยกย้าย อย่างไรอีกฝ่ายก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ดี
และเมื่อตอนนั้นมาถึง เธอจะต้องแยกทางกับเขา ดังนั้นเขาจำเป็นจะต้องมีคนไว้ใจได้คอยอยู่เคียงข้าง ในอนาคตถ้าวันหนึ่งหลิวเหิงกับเธอยุติสัญญากันเมื่อไหร่ เธอจะไม่สามารถออกคำสั่งกับสมาชิกในตระกูลหลิวได้อีก
เธอไม่มีญาติพี่น้องที่นี่ หากจะทำตัวให้น่าเชื่อถือ คงต้องถือสัญญาทาสของคนอื่น ๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้น วาระการประชุมเรื่องการซื้อคนก็เริ่มขึ้นทันที
ในใจของเหยียนซีกำลังคิดซื้อใครสักคน เธอเดินวนดูกลุ่มคนในตลาดที่เมืองหลวงอยู่สองครั้ง ทว่ากลับไม่พบคนที่ใช้งานได้เลย
วันนี้เด็กสาวเดินทางมาที่โรงน้ำชาสาขาปี้อวิ๋นเหมือนเช่นเคย ทันใดนั้นเด็กชายรูปร่างผอมบางก็เดินเข้ามาถามเฉวียจือที่ด้านหน้าประตูว่า “ท่านลุง ยังรับคนอยู่หรือไม่ขอรับ?”
เฉวียจือมองดูเด็กชายที่สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นในอากาศช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เสื้อผ้าของเด็กชายมีรอยเย็บต่อกันหลายชั้นจนเสื้อผ้าดูแปลกประหลาด
เฉวียจือมองเขาด้วยความสงสาร และตักข้าวต้มน้ำแกงผักให้เขาถ้วยหนึ่ง “โรงน้ำชาของพวกข้าไม่รับคนหรอก เจ้ากินเสร็จแล้วก็ไปซะเถิด”
เด็กชายรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาจ้องมองชามข้าวขณะคิดหาวิธี “ท่านลุง ข้าไม่ได้มาขออาหาร ข้าอยากช่วยท่านนะขอรับ” เขากล่าวและไม่สนใจเฉวียจือ รีบวิ่งเข้าไปล้างชามกับตะเกียบที่วางกองพะเนินอยู่
“นี่น้ำเย็น ส่วนนี่น้ำร้อน เติมน้ำร้อนให้หน่อย” เฉวียจือถอนหายใจเมื่อเห็นความกระตือรือร้นของเด็กชาย ก่อนจะเอ่ยปากขอให้สหายในร้านเติมน้ำร้อน และให้เขาช่วยล้างจานต่อไป
เด็กชายรีบล้างจานอย่างกระตือรือร้นจนเสร็จ และลุกขึ้นพร้อมกับเสียงท้องร้อง เขายกมือขึ้นมาเช็ดหน้า ขณะเข้าไปตักอาหารกินอย่างระมัดระวัง หยิบถุงเงินขึ้นมาเทเงินออก โค้งคำนับให้เฉวียจือและเดินจากไป
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนซีได้พบกับเด็กเช่นนี้ เธอชื่นชมนิสัยรักศักดิ์ศรีของเขามาก ด้วยรูปลักษณ์ผอมบางตัวเล็กเช่นนี้ การออกมาหางานทำจะต้องลำบากมากแน่ หลังจากพิจารณาดูแล้ว เขาน่าจะอายุประมาณสิบสองถึงสิบสามปี ออกมาหางานทำเช่นนี้ เด็กสาวคิดว่ามันคงจะไม่ง่ายสำหรับอีกฝ่ายนัก