ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 195 สวีอวี้หรงเสียสติ
บทที่ 195 สวีอวี้หรงเสียสติ
ถึงจะมีความหวังอันน้อยนิด ทว่าเว่ยหวนยังคงต้องการให้สวีอวี้หรงเข้าไปขอร้องใต้เท้าสวี เพราะแม้พ่อตาจะไม่เห็นค่าลูกเขยเช่นเขา แต่อย่างไรก็ต้องเห็นแก่บุตรสาวอันเป็นที่รักอยู่ดี ใช่หรือไม่?
เขากล่าวขอร้องด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จนในที่สุดสวีอวี้หรงก็ตัดสินใจไปหาใต้เท้าสวี
ทว่าลำพังแค่ใต้เท้าสวีไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งของจักรพรรดิได้
ฝ่าบาทตรวจสอบคำสั่งโยกย้ายของเว่ยหวน และขุนนางกรมพลเรือนได้รับเรื่องการลงทะเบียนแล้ว
ใต้เท้าสวีจึงทำได้เพียงกล่าวปลอบใจสวีอวี้หรงอยู่สองสามคำ “ถ้าเจ้ากังวลเรื่องความเหน็บหนาวของทางเหนือ เหตุใดจึงไม่ไปพักอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเว่ยสักพักล่ะ หรือไม่ก็กลับไปอยู่ที่ฝูโจวก็ได้นี่?”
“ไม่เจ้าค่ะ ลูกจะไปกับเว่ยหลาง” สวีอวี้หรงปฏิเสธที่จะแยกห่างจากเว่ยหวนอย่างเด็ดขาด
ใต้เท้าสวีเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้ จึงไม่สามารถเกลี้ยกล่อมอะไรนางได้อีก
เดิมทีเว่ยหวนวางแผนจะเข้ารับตำแหน่งหลังปีหน้า เพราะไม่ต้องการจะดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองที่เมืองเฉิงโจว หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ยินว่ามีคนมารับช่วงต่อ เขาจึงมีความสุขกับการเทียวไปเทียวมาอยู่แถวบ้านตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อรอคอยการเข้ารับตำแหน่งถัดไป ทว่าการเดินทางหลายพันลี้ก็หายไปภายในชั่วพริบตา
เฉิงโจวไม่สามารถปล่อยให้ตำแหน่งว่างได้ และเจ้าเมืองคนเดิมของเมืองเฉิงโจวค่อนข้างรีบร้อน ดังนั้นเว่ยหวนจึงได้รับอนุญาตให้เข้ามาดำรงตำแหน่งล่วงหน้า
ถึงแม้ว่าเว่ยหวนจะต้องการผัดวันประกันพรุ่งมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้ ตราบใดที่เขาต้องการดำรงตำแหน่งทางราชการ เขาจะต้องเข้ารับตำแหน่งทันที
ดังนั้นภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เขาจะต้องพาครอบครัวเข้าไปดำรงตำแหน่ง
ทว่าใต้เท้าสวีหวงแหนสวีอวี้หรงที่เป็นบุตรสาวมาก เมื่อเห็นว่าพวกเขาต้องเดินทางไปประจำอยู่ทางเหนือ เขาจึงส่งกลุ่มองครักษ์อีกหนึ่งกลุ่มให้ติดตามพวกเขาไปที่เฉิงโจวด้วย
ในวันที่เว่ยหวนต้องเดินทางออกจากเมืองหลวง ขุนนางของใต้เท้าสวีออกมาส่งพวกเขาอย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะกล่าวอำลาอย่างสนิทสนม และมองดูรถม้าเคลื่อนตัวจากไปเงียบ ๆ
หลิวเหิงที่กำลังเดินทางไปยังสำนักกว๋อจื่อเจี้ยน ก่อนที่เขาจะเห็นแผ่นหลังคนเดินเท้ามาจากไกล ๆ
เหยียนซีดึงเหยียนหลิ่วให้เดินตามรถม้าของเว่ยหวนไปสักพักหนึ่ง ก่อนจะหยุดลงเมื่อเดินทางถึงประตูเมือง
เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเคลื่อนตัวออกไป เหยียนซีถามเหยียนหลิ่วว่า “เสี่ยวหลิ่ว ฝีมือของพวกองครักษ์พอใช้ได้หรือไม่?”
เหยียนหลิ่วชำเลืองมองด้วยสายตาเหยียดหยาม “ใช้ได้เจ้าค่ะ แต่ยังไม่ดีเท่าพวกอาต้า”
“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ตามไปล่ะ?” เหยียนซีกระซิบแนะนำ
ก่อนเดินทางออกจากเมืองหลวง จวนตระกูลเว่ยได้เดินทางไปทำพิธีทางศาสนาที่วัดผู่จี้ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการสวดภาวนาให้กับสวีอวี้หรง
เฉวียจือสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และรู้มาว่านอกจากจะอธิษฐานขอพรแล้ว ยังเป็นการขับไล่วิญญาณชั่วร้ายอีกด้วย หลังจากที่แม่นมของสวีอวี้หรงได้ยินคำบอกเล่าของพี่ชายจากตระกูลเว่ยหวน นางก็ตระหนักได้ว่าบุตรชายของตนเป็นหนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารนางหวัง นางจึงอยู่ไม่เป็นสุขตลอดทั้งวัน ในใจเฝ้าแต่พะว้าพะวังถึงเรื่องภูตผี ดังนั้นนางจึงชวนให้สวีอวี้หรงมาเข้าร่วมพิธีทุกวัน
ตอนที่สวีอวี้หรงที่ทำตัวเหมือนคนเสียสติ จะไม่เกรงกลัวอะไรเลย ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นางสงบใจได้แล้ว นางจะรู้สึกผิดและหวาดกลัวขึ้นมาทันที หลังจากแม่นมเกลี้ยกล่อมนางอยู่หลายครั้ง ในที่สุดนางก็เดินทางมาถวายเครื่องหอมและร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดผู่จี้
ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่เฉวียจือสามารถสอบถามข่าวคราวเกี่ยวกับสวีอวี้หรงมาได้
เหตุผลที่เขาไม่กล้าแก้แค้นก่อนหน้านี้เป็นเพราะว่าสวีอวี้หรงอาศัยอยู่ในจวนหลังลึกที่เชื่อมต่อกับอีกหลายเรือน ไม่ว่าเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วจะมีฝีมือเก่งกาจสักเพียงไหน เหยียนซีก็ไม่ต้องการให้พวกเขาเสี่ยงเข้าไปอยู่ดี เธอสามารถรอแก้แค้นได้ อีกทั้งเมื่อคนคนหนึ่งจากไปแล้ว ต่อให้เศร้าสลดเสียใจสักเพียงไหน มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
ในที่สุดโอกาสที่รอคอยก็มาถึง
สวีอวี้หรงเดินทางออกมาจากจวนตระกูลเว่ย และอยู่ห่างจากเมืองหลวงอีกครั้ง นางได้ยินมาว่าเส้นทางไปทางเหนือที่มุ่งหน้าไปยังเฉิงโจว มีเพียงถนนที่ว่างเปล่าและรกร้างขึ้นเรื่อย ๆ
ดวงตาของเหยียนหลิ่วเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยินคำแนะนำของเหยียนซี “ข้าไปคนเดียวได้เจ้าค่ะ” นางเกรงว่าเส้นทางนั้นจะทำให้เหยียนซีไม่สบาย
ทว่าเหยียนซีกลับเข้าใจว่าการติดตามอีกฝ่ายไปด้วยจะเป็นการเพิ่มความสับสน เธอจึงต้องการที่จะพูดให้ชัดเจน
“ดูแลความปลอดภัยของเจ้าด้วยล่ะ หากสังหารไม่ได้ ก็ทำให้นางบาดเจ็บก็พอแล้ว” เหยียนซีกลัวว่าเหยียนหลิ่วจะหุนหันพลันแล่น จึงกล่าวต่อว่า “หากเจ้าต้องการลงมือสังหารนาง เจ้าต้องเลือกลงมือตอนที่นางอยู่เพียงลำพังเท่านั้น จะต้องไม่มีคนอยู่รอบกาย หากใครบังเอิญมาเห็นเข้า พวกเขาจะมาตามหาเราได้ อย่างไรพี่เอ้อร์หลางก็ยังต้องรอสอบในปีหน้าอยู่”
เหยียนหลิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างเคร่งขรึม “อย่ากังวลไปเจ้าค่ะคุณหนู ข้าน้อยเข้าใจดี” นางกล่าวและรีบกลับเรือนไปเก็บเสื้อผ้า หยิบเงิน และออกเดินทางทันทีที่รู้ว่าตอนนี้ตนสามารถแก้แค้นได้แล้ว
เหยียนเฟิงตามเหยียนหลิ่วกลับไปที่เรือน และไม่สนใจที่จะขัดขวางอีกฝ่ายเมื่อได้ยินว่าหญิงสาวกำลังจะลงมือสังหารสวีอวี้หรง ทว่าเขากลับแอบตามนางออกไปในวันรุ่งขึ้น
เหยียนซีไม่สามารถไล่ตามไปได้ ดังนั้นเธอจึงเก็บความวิตกกังวลไว้ในใจ และรอคอยอยู่ที่เมืองหลวง
การจากไปของจวนตระกูลเว่ยไม่มีอะไรมากไปกว่าบทสนทนาที่มีชีวิตชีวาในเมืองหลวงสองสามวันติด ทว่าบทสนทนาดังกล่าวกลับเงียบลงหลังจากผ่านมาสองสามวัน
และการจากไปของสวีอวี้หรงทำให้ละครเรื่องฉินเซียงเหลียนกลายเป็นที่นิยมอยู่สักพักหนึ่ง
ทำให้เหยียนซีนึกถึงการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบระหว่างภาพยนตร์กับป๊อปคอร์นในยุคปัจจุบัน อีกทั้งเธอสามารถใช้เส้นสายของหัวหน้าชิวมาทำความรู้จักกับเถ้าแก่โรงละครพานเจียหยวนได้ ด้วยเหตุนี้เด็กสาวจึงนำเนื้อตุ๋นจากร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นเข้ามาขายในโรงละครพานเจียหยวน
โรงละครพานเจียหยวนซื้อเนื้อตุ๋นวันละหนึ่งชุดเพื่อมาขายให้แก่ผู้ชมในโรงละคร
คราวเมื่อผู้ชมได้ลิ้มลองอาหารว่าง ละครตรงหน้าก็น่าสนใจมากขึ้นทันที
ทำให้กำลังคนและสินค้าในร้านเนื้อตุ๋นแน่นขนัด
เหยียนซีคำนวณเงินในมือว่ามีเพียงพอต่อการซื้อทุ่งขนาดเล็กทางตอนเหนือของเมืองหลวงหรือไม่ ทุ่งดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณหนึ่งวัน
ที่ดินในเมืองหลวงมักจะมีราคาแพงกว่าที่ดินนอกเมืองหลวงเสมอ ดังนั้นการซื้อที่ดินทางตอนเหนือจึงถูกกว่ามาก เหยียนซีต้องการซื้อทุ่งขนาดเล็กแห่งนี้ เพื่อที่เธอจะได้สามารถซื้อเนินเขาขนาดเล็กอีกสักแห่งได้ เดิมทีมีคนซื้อที่ดินทั้งสองแห่งนี้เอาไว้ด้วยกัน เพื่อที่จะให้ชาวบ้านเข้ามาเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และทำไร่ทำนา ดังนั้นเด็กสาวจึงต้องการเปิดโรงน้ำชาใกล้ ๆ ที่แห่งนี้
นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีหมู่บ้านอีกหลายแห่ง สะดวกต่อการซื้อไก่ เป็ด ไข่ และพืชผัก
ดังนั้นเหยียนซีจะเปิดโรงน้ำชาก่อน ต่อมาก็จะเปิดโรงงานอาหารแปรรูปในบริเวณใกล้เคียง ทุกวันเนื้อสัตว์และพืชผักในบริเวณใกล้เคียงจะถูกซื้อนำมาทำเป็นอาหารแปรรูปแบบปรุงสุก จากนั้นอาหารปรุงสุกดังกล่าวจะถูกส่งมายังร้านเนื้อตุ๋นในเมืองหลวงเพื่อทำการแปรรูปต่อไป
จนถึงขั้นตอนดังกล่าว สินค้าจะถูกนำมาวางขายทั่วเมืองหลวงในวันรุ่งขึ้น
หากจะกล่าวถึงผลที่ไม่คาดคิด คงจะเป็นเนื้อตุ๋นที่โรงละครพานเจียหยวนนำออกมาวางขาย จงอ๋องชื่นชอบอาหารว่างพวกนี้มาก ทั้งยังชอบที่อาหารว่างมีวางขายหลายประเภท ดังนั้นเขาจึงซื้อของว่างมาลองชิมเกือบทุกวัน
ในขณะที่ขุนนางในเมืองหลวงหลายคนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารจากการที่ท่านอ๋องเป็นผู้ริเริ่ม
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจเนื้อตุ๋นได้รับการยกระดับอีกครั้ง
และข่าวที่ทำให้เธออารมณ์ดีมากที่สุดคงจะเป็นข่าวที่เหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วนำกลับมาบอกว่าตอนนี้สวีอวี้หรงเสียสติไปแล้ว
เหยียนหลิ่วเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “คุณหนู ข้ากับท่านพี่คอยติดตามนางมาสองสามวันแล้ว แต่หาโอกาสที่นางอยู่เพียงลำพังไม่ได้เลยเจ้าค่ะ ต่อมาพวกเราจึงคิดหาวิธีทำให้นางหวาดกลัว จึงเดินวนรอบหน้าต่างห้องนางกลางดึก แต่กลับคาดไม่ถึงว่านางจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ พวกเราจึงคิดว่าการลงมือสังหารนางนั้นง่ายดายเกินไปเจ้าค่ะ ปล่อยให้เสียสติไปซะจะดีกว่า”
“พวกเราดูอยู่ต่ออีกสองสามวัน เว่ยหวนเห็นว่านางสวีเสียสติ จึงสั่งให้คนมาคุมตัวนางไว้ และให้คนมาส่งข่าวที่เมืองหลวงขอรับ” เหยียนเฟิงเป็นคนทำงานรอบคอบ เขากลัวว่ามันจะเป็นกับดัก จึงคอยซ่อนตัวเพื่อสังเกตการณ์อยู่ใกล้ ๆ อีกสองสามวัน
คาดไม่ถึงว่าหญิงผู้นั้นจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ ? เหยียนซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและเข้าใจได้ว่าเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วหมายถึงอะไร ในเมื่อนางเสียสติไปแล้ว ก็ปล่อยให้นางมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ดีกว่าใช้มีดสังหารนาง และสำหรับคนอย่างเว่ยหวน หากเขาพบว่านางสวีเสียสติและไร้ประโยชน์ต่อตน บางทีเขาอาจจะลงมือสังหารนางเองก็เป็นได้?
เธอมองเหยียนเฟิงกับเหยียนหลิ่วที่ดูเหนื่อยล้าเต็มที ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยฝุ่น จึงรีบบอกพวกเขาให้ไปอาบน้ำและพักผ่อน
“ถูกต้องแล้ว ปล่อยให้นางเสียสติไปก่อน เพราะถ้าหากนางสิ้นใจตาย เว่ยหวนจะสามารถแต่งงานกับสตรีคนใหม่ได้” เหยียนซีค่อนข้างพอใจ ทำไมเธอต้องให้สองคนนี้จบชีวิตลงอย่างง่ายดายด้วยเล่า? ควรจะปล่อยให้พวกเขาได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานเสียก่อน จึงจะถือว่าถูกต้อง
“ท่านพี่ก็พูดแบบเดียวกันเลยเจ้าค่ะ” เหยียนหลิ่วกล่าวชื่นชม
ทว่าใบหน้าของเหยียนเฟิงกลับแข็งค้าง เขามองเหยียนซีอย่างระมัดระวัง และรู้สึกโล่งใจที่นางไม่ได้ดูประหลาดใจหรือกล่าวตำหนิอะไร เขารู้สึกว่าตนเองสามารถพิจารณาอะไรได้มากขึ้นหลังจากศึกษาตำรา เขาไม่ต้องการให้คุณหนูมองตนราวกับเป็นคนชั่วร้ายเลวทราม ดังนั้นเขาจึงดีใจมากที่เหยียนซีไม่มองด้วยสายตารังเกียจ