ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 194 ถูกคำสาปใช่หรือไม่
บทที่ 194 ถูกคำสาปใช่หรือไม่
เว่ยหวนรีบเข้าไปประคับประคองสวีอวี้หรง “ฮูหยิน เจ้าควรพักผ่อนให้เต็มที่ เรื่องนี้ข้าจะไปถามให้เอง เจ้าไม่ต้องกังวลไป”
“ตรวจสอบ! ส่งคนไปตรวจสอบสิเจ้าคะ ไปหาว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง …อีกอย่างไปตรวจสอบหลิวเหิงด้วย!” สวีอวี้หรงคิดว่าคนเดียวที่จะทำเรื่องพรรค์นี้ได้ย่อมต้องเป็นหลิวเหิง
รูปลักษณ์ของนางดูบ้าคลั่งจนน่าสะพรึงกลัว แม้แต่พี่ชายจากตระกูลเดียวกันก็ยังมองมาที่เว่ยหวน
เว่ยหวนหลับตาลงอย่างอดกลั้น “แม่นม ช่วยพาฮูหยินกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถอะ” จากนั้นก็หันไปกระซิบกับสวีอวี้หรงว่า “ฮูหยิน เจ้ากลับไปที่ห้องก่อน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาหารือเรื่องนี้กันทีหลัง นาน ๆ ทีพี่ชายจากตระกูลข้าจะแวะมาที่นี่ ขอข้าคุยกับเขาก่อนเถิด”
สวีอวี้หรงตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าเว่ยหวนละเลยคำพูดของตน ดังนั้นนางจึงคว้าถ้วยชาขึ้นมาและขว้างมันลงกับพื้นด้วยความโกรธจัด “เว่ยหวน เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไม่ฟังคำของข้า! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าพึ่งพาใครเพื่อให้ได้ตำแหน่งขุนนางนี้มา!”
วันนี้เว่ยหวนได้ยินว่าเขาจะต้องเดินทางไปที่เฉิงโจว ดังนั้นเขาจึงไปสอบถามใต้เท้าสวีที่จวน และเรื่องดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อต้องเดินทางไปยังทิศเหนือ เขาจึงต้องตั้งใจทำงานอย่างหนัก
ตอนนี้เขายังคงอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งเมื่อได้ยินว่าหลุมฝังศพของมารดาเปิดออกมา ทั้งสวีอวี้หรงก็มาอารมณ์เสียใส่เขาอีก
เขาดึงสวีอวี้หรงออกไปข้างนอกประตู “อวี้หรง เจ้าจะสร้างปัญหาไปถึงเมื่อไหร่?”
“ข้า!…” สวีอวี้หรงเงยหน้าจ้องมองใบหน้าที่อดกลั้นจนแทบจะกลายเป็นสีเขียวของเว่ยหวนที่กำลังจ้องเขม็งมาที่ตนเช่นกัน ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้จนหลุดสะอื้น “เว่ยหลาง เจ้า… เจ้าก็โกรธข้าเหมือนกันหรือ? ข้า… ข้าจะไปบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อ และให้ท่านพ่อช่วยข้าเอง!”
“ไม่ต้อง เจ้ากลับไปที่ห้องกับแม่นมก่อน อีกสักพักเราค่อยคุยกัน ดีหรือไม่?” เว่ยหวนสูดลมหายใจเข้าลึก และกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ขณะที่แม่นมรีบก้าวออกมาประคองตัวสวีอวี้หรง “ฮูหยิน ที่นี่มีแขกอยู่ เรารีบกลับห้องกันก่อนเถอะนะเจ้าคะ รอให้นายท่านกลับมา ประเดี๋ยวเขาก็คงมาขออภัยท่านเองแหละเจ้าค่ะ”
เว่ยหวนรู้สึกถึงความชั่วร้ายที่พวยพุ่งออกมาทันทีที่ได้ยินแม่นมกล่าวคำว่า ‘ขออภัย’ ทว่าเขาก็ไม่สามารถก่นด่าและทะเลาะวิวาทอย่างสวีอวี้หรงได้
อีกทั้งเขายังรู้สึกเสียใจทุกครั้งที่เห็นอาการเช่นคนเสียสติของนาง
เดิมทีสวีอวี้หรงมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ทั้งยังมีความรู้รอบด้าน เชี่ยวชาญดนตรี หมากรุก คัดลายมือ วาดภาพ และทุกสิ่งอย่าง เติบโตขึ้นมาในตระกูลสูงศักดิ์ ทว่ากลับรักเขาอย่างลึกซึ้ง แม้หลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปหลังแต่งงาน ถึงทั้งสองคนจะไม่มีบุตรชายและบุตรสาวร่วมกันก็ไม่สำคัญอะไร แต่นางกลับเอาแต่อิจฉาริษยาลูกสาวของหานเซียงที่มีรูปลักษณ์ดั่งลูกแมวน้อย กระทั่งคิดวางยาให้ถึงแก่ชีวิต
ตอนนี้เมื่อมองดูใบหน้าของนาง ไม่รู้เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่านางน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก?
“ใต้เท้า…” พี่ชายจากตระกูลเดียวกันเดินออกมาร้องเรียกที่หน้าประตู
เว่ยหวนสูดลมหายใจเข้าลึก และหันหลังกลับเข้าไปในห้อง “นางสวีน่ะ…”
เขาไม่รู้ว่าจะต้องกล่าวออกไปอย่างไร ในขณะที่พี่ชายรีบเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ถูกคำสาปใช่หรือไม่?”
“อา?”
“เป็นไปได้หรือไม่… ว่านางหวังจะมาที่เมืองหลวง และไปหาฮูหยิน?” พี่ชายกล่าวขณะที่ร่างกายสั่นสะท้าน ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคนในหมู่บ้านกล่าวกันว่าภรรยาของเว่ยหวนร่ำรวยและสูงศักดิ์ แต่ตอนนี้นางกลับดูเหมือนคนเสียสติที่ถูกคำสาปเล่นงาน
“ใต้เท้า นางจะต้องถูกคำสาปเป็นแน่” ยิ่งพี่ชายกล่าวแสดงความคิดเห็นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นไปได้มากเท่านั้น “จู่ ๆ คนดี ๆ จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้อย่างไร? จะต้องถูกคำสาปเป็นแน่ แล้วท่านดูสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสิ มัน… มันจะต้องทำพิธีกรรมมิใช่หรือ?”
จิตใจของเว่ยหวนกำลังสับสนวุ่นวาย ดังนั้นเขาจึงขอให้พี่ชายจากตระกูลเดียวกันไปพักผ่อนก่อน ส่วนเขาเข้าไปนั่งอ่านตำราอยู่ที่ลานด้านนอกกระทั่งจวนจะถึงเวลาอาหารเย็น เขาไม่ต้องการกลับเข้าไปทานอาหารที่เรือนชั้นใน จึงส่งคนให้ไปบอก และเชิญพี่ชายให้มารับประทานอาหารเย็นด้วยกันที่ลานด้านนอก
พี่ชายมีท่าทางระมัดระวังตัวเล็กน้อย แต่หลังจากดื่มสุราเข้าไปสองสามจอก ท่าทางของเขาก็ผ่อนคลายลง เขากับเว่ยหวนเติบโตมาด้วยกัน เมื่อพวกเขายังเด็ก พวกเขาเคยปีนต้นไม้จับนกและลงน้ำไปจับปลาด้วยกัน กระทั่งเว่ยหวนไปศึกษาต่อ พวกเขาทั้งสองจึงติดต่อกันน้อยลง
เว่ยหวนกับเขาต่างถอนหายใจคราวเมื่อหวนนึกถึงอดีต
กระทั่งอดไม่ได้ที่จะดื่มกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ
พี่ชายลืมการวางท่าทางไปเสียสนิท เขามึนเมาจนส่งเสียงสะอึก จับมือเว่ยหวนและกล่าวว่า “อาหวน ข้าขอพูดตามตรงนะว่าเจ้าจะปฏิบัติกับพี่น้องเราแบบนี้ไม่ได้ พี่น้องเราเป็นคนดี หลังจากเจ้าแต่งงานออกไป พวกเราทุกคนก็ขยันทำไร่ทำนากันตลอดทั้งกลางวัน กลางคืนก็กลับไปเย็บปักถักร้อย อึก!… พวกเราทุกคนเอาแต่บอกว่าเจ้าโชคดี เรียนเก่ง ได้แต่งงานกับลูกสะใภ้ที่ดี อึก!… เจ้าหย่าเมีย ทั้งที่ท่านป้าไม่ได้คืนสินสอดทองหมั้นด้วยซ้ำ แถมยังขับไล่นาง… อึก! เจ้าจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ได้…”
พี่ชายกล่าวพึมพำ และฟุบหน้าลงบนโต๊ะสุรา
เว่ยหวนมองดูเปลวเทียนที่สั่นไหวไปมา “ข้า… เดิมทีข้าก็ไม่คิด…” เขากล่าวออกมาอย่างคลุมเครือ พยายามจะโต้เถียง แต่กลับพบว่าพี่ชายกำลังเมาสุรา จนไม่ได้ฟังคำพูดของเขา
หลายปีมานี้ เขาเหนื่อยกายและรู้สึกขมขื่นเป็นอย่างมาก เขากำลังจะกล่าวบางอย่างกับพี่ชายอีกสองสามคำ ทว่าเสียงของสาวใช้ที่อยู่หน้าประตูกลับดังขึ้นเสียก่อน “นายท่านเจ้าคะ ฮูหยินถามว่าทำไมถึงยังไม่กลับไปพักผ่อนอีกเจ้าคะ”
เขาสะบัดหัวเพื่อลดอาการมึนเมาลง “รู้แล้ว” และบอกให้สาวใช้พาพี่ชายไปพักผ่อนในห้องรับแขก จากนั้นก็เดินโซซัดโซเซไปที่เรือนด้านหลัง
สาวใช้เห็นว่าเขาเดินโซซัดโซเซ นางหวาดกลัวจนถอยหลังห่างไปสิบกว่าก้าว นางกลัวว่านายท่านจะประคองตนเองไม่ไหวและเสียหลักล้มมาทางนาง ดังนั้นจึงเดินตามหลังนายท่านไปที่เรือนด้านในด้วยอาการสั่นเทา และรีบเร่งฝีเท้าไปยังเรือนด้านในก่อนสองสามก้าว เพื่อกล่าวรายงานว่า “ฮูหยินเจ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” จากนั้นก็รีบเดินออกจากประตูไป
เว่ยหวนเดินโซซัดโซเซไปที่หน้าประตู ส่งเสียงสะอึกดั่งคนเมาสุรา และเดินเข้าไปในห้องด้านใน
สวีอวี้หรงไม่ได้ตีโพยตีพายเหมือนตอนแรกอีกต่อไป แต่นางกลับเอื้อมมือออกมาพยุงเว่ยหวนเมื่อเห็นว่าเขาตกอยู่ในอาการมึนเมา ทว่าเว่ยหวนกลับถอยหลังกลับขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือออกมาหา เขาจับขอบประตูและรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังเสียการทรงตัว “ฮูหยิน ข้าดื่มสุรามา เดี๋ยวจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เกรงว่าเจ้าได้กลิ่นเหล้าแล้วจะมึนหัวเอา”
สวีอวี้หรงผงะไปชั่วขณะ นางไม่เคยเวียนหัวเพราะกลิ่นสุรามาก่อน ทว่าเมื่อเว่ยหวนกำลังเอาอกเอาใจนาง ก็ทำให้นางมีความสุขมาก ดังนั้นนางจึงกล่าวถ้อยคำดี ๆ และขอให้คนมาพยุงนายท่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
สาวใช้มองหน้ากัน ก่อนจะส่งเสื้อผ้าให้หญิงรับใช้หน้าตาธรรมดาสองคนที่ทำงานหยาบกร้านในสวน เพราะอย่างน้อยพวกนางทั้งสองคนก็ไม่กล้าทำงานเกินหน้าที่อย่างการช่วยนายท่านอาบน้ำ
เว่ยหวนเพียงแค่เช็ดตัวอยู่ในห้องน้ำเพียงลำพัง และรีบเดินออกมา
“ทำไมถึงนานนักเจ้าคะ? ไหนท่านบอกว่าจะหาวิธีการจับตัวเจ้าคนสร้างปัญหาไง? หรือว่าข้าควรเข้าไปคุยกับท่านพ่อ และให้ท่านพ่อส่งป้ายชื่อ…”
“อวี้หรง ไม่จำเป็น” เว่ยหวนนึกถึงคำพูดของใต้เท้าสวีในวันนี้ “พ่อตาบอกว่าตอนนี้กำลังมีสายตาหลายคู่จ้องมาที่พวกเราอยู่ ให้พวกเรา… ให้พวกเราอย่าเพิ่งลงมือทำอะไร และเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะมอบเงินให้พี่ชายนำกลับไปซ่อมบำรุงหลุมศพและทำพิธีให้ท่านแม่”
“จะเป็นไปได้อย่างไร หลิวเหิงต้องเป็นคนทำ…”
“แต่เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาจะทำอะไรได้!” เว่ยหวนไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป และกล่าวด้วยถ้อยคำเด็ดขาดว่า “ถ้าเขารู้ เขาก็ต้องจำข้าในฐานะพ่อผู้ให้กำเนิดได้แล้วสิ เขากำลังจะรับราชการ ย่อมต้องหาคนจากทางการมาเป็นผู้สนับสนุน แต่นี่เขาไม่มาหา นั่นก็หมายความว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย…”
ไม่รู้ว่าคำพูดดังกล่าวกำลังเกลี้ยกล่อมสวีอวี้หรงหรือหลอกลวงตนเองอยู่กันแน่ ทว่าน้ำเสียงของเขากลับดังก้อง จนทำให้สวีอวี้หรงตกใจ
สวีอวี้หรงหัวเราะเยาะ และกำลังจะปริปากพูด
ทว่าเว่ยหวนกลับคว้านางเอาไว้แน่น “อวี้หรง วันนี้มีคำสั่งย้ายแล้ว ข้าต้องไปรับราชการที่เฉิงโจว พ่อตาบอกให้พวกเรารีบออกไปโดยเร็วที่สุด”
เฉิงโจวอยู่ที่ไหน?
สวีอวี้หรงรู้สึกว่าจิตใจของนางกำลังอยู่เหนือการควบคุม แต่เมื่อเว่ยหวนกล่าวออกมาเช่นนั้น นางกลับหลงลืมสิ่งที่ต้องการจะพูดไปสนิท และหวนนึกถึงเรื่องนี้แทน
“เฉิงโจวอยู่ใกล้กับชายแดนทางเหนือ ตอนแรกพ่อตาบอกว่าจะให้ไปที่เติงโจว แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงกลายเป็นเฉิงโจว…” ยิ่งไปกว่านั้นฝ่าบาทยังประทับตราด้วยพู่กันสีชาดแล้ว
“พรุ่งนี้เจ้ายังอยากไปพบกับพ่อตาอีกหรือไม่?” เว่ยหวนกล่าวถามด้วยความหวังอันริบหรี่