ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 173 สวีอวี้หรงประนีประนอม
บทที่ 173 สวีอวี้หรงประนีประนอม
เหยียนซีพอใจกับของขวัญตอบแทนของเว่ยเฉิงมาก
เธอสามารถลิ้มลองน้ำผึ้งกระปุกใหญ่ได้นาน
ขณะที่กลุ่มหลิวเหิงกำลังยุ่งยากอยู่กับการเตรียมงานเทศกาล เรือนรองเจ้ากรมเว่ย เว่ยหวนกำลังมีความสุขและวิตกกังวลท่ามกลางเทศกาลไหว้พระจันทร์
หลังที่สวีอวี้หรงบังเอิญแท้งบุตรจากสุขภาพที่ไม่แข็งแรง นางต้องนอนนิ่งอยู่บนเตียงนานหลายเดือน และไม่สามารถดูแลงานบ้านได้
สำหรับหานเซียงที่เป็นสาวใช้ยังคงถูกแม่นมนำตัวไปขังเอาไว้ในห้องเก็บฝืน เนื่องมาจากสวีอวี้หรงมิได้ปริปากกล่าวอะไร บรรดาสาวใช้จึงไม่กล้าตัดสินใจกันเอง ทว่าก็คอยส่งคนนำอาหารไปให้ เพื่อไม่ให้นางอดตาย
เดิมพวกเขาต้องการรอให้สวีอวี้หรงฟื้นตัวขึ้นมาก่อน แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะต้องใช้เวลานานหลายเดือน ทันใดนั้นหญิงชราก็สังเกตเห็นว่าหานเซียงกุมท้อง พร่ำบ่นว่าปวด และมีเลือดอยู่ใต้กระโปรง นางขอร้องให้หญิงชรารายงานต่อนายท่าน
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนั้น หญิงชราก็คาดได้ทันทีว่านางกำลังตั้งครรภ์ หญิงชราโลภมากต้องการปิ่นเงินที่หานเซียงมอบให้ จึงไปแจ้งข่าวกับเว่ยหวน
เว่ยหวนรีบสั่งให้แพทย์ในจวนไปตรวจชีพจร และพบว่าหานเซียงตั้งครรภ์จริง ๆ
“นายท่าน ท่านโปรดช่วยบ่าวด้วย” หานเซียงดึงเว่ยหวนด้วยสีหน้าซีดเซียว “นายน้อยที่อยู่ในท้องของบ่าวเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ได้โปรดช่วยบ่าวด้วย!”
เว่ยหวนคิดอยู่ค่อนวันเมื่อได้ยินว่าตนเองกำลังจะมีบุตรชายคนเล็ก ไม่นานก็ตะโกนเรียกสาวใช้ที่อยู่ลานด้านนอกสุดเสียง “หานเซียงขัดแย้งกับฮูหยิน รีบพานางออกไปเสีย!”
“นายท่าน หากท่านฮูหยินเอ่ยถาม…”
“บอกแค่ว่าหานเซียงป่วยหนัก เกรงว่าจะสิ้นใจตายในเรือน จึงได้ส่งตัวออกไป”
หลังหานเซียงได้ยินว่าเขาเตรียมการทุกอย่างและจัดแจงเรือนด้านนอกเรียบร้อยแล้ว จึงรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของนางขึ้นอยู่กับเว่ยหวน ดังนั้นนางจึงไม่กล้าฝ่าฝืน และรีบตอบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
เว่ยหวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอให้ใครบางคนเช่าเรือนให้หานเซียง และส่งนางออกไปในชั่วข้ามคืน ต่อมาก็มอบเงินก้อนโตให้หมอ
หมอเดินทางเข้าออกเรือนขุนนางระดับสูงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขารู้ว่าสวีอวี้หรงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไปแล้ว และเมื่อได้ยินเว่ยหวนบอกว่าไม่ต้องการให้แพร่งพรายเรื่องดังกล่าว จึงรับเงินก้อนนั้นมาอย่างมีความสุข
สวีอวี้หรงนอนอยู่บนเตียงจนกระทั่งถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ตอนนี้ร่างกายของนางสามารถฟื้นฟูได้มากแล้ว
หลังเสร็จหน้าที่จากศาลาว่าการ เว่ยหวนก็คอยอยู่เคียงข้างนางทุกวัน นำน้ำแกงและยามาให้ด้วยตนเอง ถามไถ่เกี่ยวกับสุขภาพ และคอยเอาใส่ใจทุกรายละเอียด
สวีอวี้หรงหลั่งน้ำตาทุกครั้งที่นึกถึงการแท้งบุตร เว่ยหวนคอยปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนด้วยดวงตาแดงก่ำ
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ความไม่พอใจที่นางมีต่อเว่ยหวนก็หายไป
“ฮูหยิน มันเป็นชะตากรรมของลูก เราทำอะไรไม่ได้หรอก” เว่ยหวนปลอบเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นสวีอวี้หรงแสดงท่าทีเศร้าโศกในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ จึงตะโกนเรียกแม่นมให้เข้ามา “ข้ากับฮูหยินคงไม่สะดวกจะออกไป เจ้าไปทำบุญที่วัดผู่จี้ และขอให้วัดท่องบทสวดอ่องแซ*[1]ให้บุตรที่น่าสงสารของข้าสักสองสามรอบ”
“บริจาคทานใส่น้ำมันตะเกียงเพิ่มด้วย” สวีอวี้หรงรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น และขอให้แม่นมเดินทางออกจากจวนเพื่อไปจัดการเรื่องนี้ทันที
แม่นมไม่กล้ารอช้า รีบรับเงินและตรงไปยังวัดผู่จี้ จากนั้นจึงบริจาคทานสำหรับน้ำมันตะเกียง และขอให้นักบวชทั้งหลายในวัดทำพิธีการส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หลังจากเสร็จพิธีก็นั่งรถม้ากลับจวน เมื่อเดินทางผ่านซอยเม่าจือ นางก็บังเอิญสังเกตเห็นหญิงสาวที่เอามือประคองหน้าท้อง ท้องของนางยื่นออกมา ก่อนจะเดินหายเข้าไปในซอย
นางมองดูใบหน้าด้านข้างที่คุ้นเคย เมื่อพิจารณาแล้วก็ตบต้นขาของตนเองฉาดใหญ่ “ไอหยา! นั่นมันหานเซียงไม่ใช่หรือ?”
เมื่อกลับมาถึงจวน แม่นมก็พบว่าเว่ยหวนเดินทางไปจัดการงานที่ห้องทำงานแล้ว นางเป็นคนไม่กล้าปิดบังอะไร จึงรีบบอกออกไปอย่างรวดเร็วว่าบังเอิญพบกับหานเซียง
“นายท่านบอกว่านางป่วยหนัก จึงส่งตัวออกไปหรือเจ้าคะ?”
“บ่าวมองดูแล้วใช่จริง ๆ เจ้าค่ะ บ่าวส่งคนเข้าไปดูนางในซอยเม่าจือด้วยนะเจ้าคะ เป็นหานเซียงจริง ๆ กำลังตั้งครรภ์อยู่เจ้าค่ะ”
“นางท้องงั้นหรือ?” สวีอวี้หรงที่ลุกขึ้นมาล้างชำระร่างกาย หักปิ่นหยกในมือทิ้งทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “มองแล้วประมาณกี่เดือน?”
“คล้ายเพิ่งตั้งท้อง แต่บ่าวคิดว่า… จวนจะถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ…” แม่นมกล่าวออกไปอย่างคลุมเครือ “ได้ยินมาว่านางเช่าลานบ้านมาครึ่งเดือนแล้ว ยามนี้มีแม่ชราคอยปรนนิบัติอยู่ หญิงคนนั้นคอยโอ้อวดคนอื่นว่าบุตรสาวนางเป็นฮูหยินของขุนนางใหญ่…”
“นางถึงกลับกล้าบอกว่าตนเหมาะสมกับตำแหน่งฮูหยิน!” สวีอวี้หรงโกรธเคืองมากจนแทบทำชามในมือหล่น
แม่นมหวาดกลัวมากจนรีบเข้าไปคว้าชามในมือของนาง “ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าคะ ท่านจะอารมณ์เสียไม่ได้นะเจ้าคะ หมอกำชับเอาไว้ว่าท่านจะต้องดูแลตัวเองให้ดี นางเป็นแค่บ่าว นายท่านไม่ได้สนใจนางแพศยานั่นนักหรอกเจ้าค่ะ! นายท่านสนใจเศษซากเลือดเนื้อเชื้อไขในท้องนางมากกว่า”
แม่นมรีบเกลี้ยกล่อม “ฮูหยิน เหตุใดจึงไม่พาหานเซียงกลับมาที่จวนล่ะเจ้าคะ หลังจากเด็กคนนั้นคลอดออกมาแล้ว ท่านจะได้นำตัวเด็กมาเลี้ยงเสียเอง ท่านกับนายท่านต้องการมีลูกนี่เจ้าคะ ท่านก็เห็นว่าก่อนหน้านี้นายท่านเอาแต่กล่าวถึงหลิวเหิง แต่ตอนนี้กลับไม่เคยปริปากกล่าวถึงอีกเลย…”
สวีอวี้หรงถูกเกลี้ยกล่อมจนความโกรธเคืองเบาบางลง ทุกคำของแม่นมยังคงตราตรึงอยู่ในใจนาง
ทุกวันนี้ที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ก็เป็นเพราะว่าพี่สะใภ้ทั้งสองคนแวะมาเยี่ยมเยียน และพยายามเกลี้ยกล่อมให้นางตระหนักถึงเรื่องทายาทของเว่ยหวน
แม้แต่ใต้เท้าสวียังกล่าวแนะนำนางว่า “เจ้าไม่มีลูก ทว่ากลับไม่ยอมให้เว่ยหวนมีอนุภรรยา เมื่อข่าวแพร่ออกไปข้างนอก พวกเขาจะกล่าวว่าเจ้าขี้อิจฉาและไร้คุณธรรม ชื่อเสียงเช่นนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อตัวเจ้า และจะส่งผลเลวร้ายกับหลานสาวทั้งหลาย”
บุตรสาวของตระกูลสวีขี้อิจฉาริษยา นางยอมปล่อยให้สามีไร้ทายาทดีกว่ายอมปล่อยให้อนุภรรยาคลอดบุตรให้ หากข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไป จะส่งผลเสียทำให้บุตรสาวในตระกูลสวีได้รับความเดือดร้อน
สีหน้าของสวีอวี้หรงเปลี่ยนไป “ท่านพ่อเอาแต่นึกถึงหลาน ไม่สนใจไยดีลูกสาวเลยหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินข้า!” ใต้เท้าสวีถอนหายใจ “เรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อหลานสาวของเจ้า แต่เพื่อตัวเจ้าเองต่างหาก เจ้าเองก็ควรพิจารณาเช่นกัน ไม่ต้องมองคนอื่นไกล เจ้าดูฝ่าบาท ยามนี้ยังถูกคนในราชวงศ์เข้ามาควบคุม ในฐานะบิดา ข้าเคยต้องการให้เจ้าไปอุปการะเลี้ยงเด็กจากตระกูลเว่ยมาสักคน แต่เมื่อคิดดูตอนนี้ พวกพี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้าพูดถูก แทนที่จะเลี้ยงดูลูกของคนอื่น เลี้ยงดูลูกนอกสมรสเสียจะดีกว่า นำตัวมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก ๆ มันจะได้เหมือนลูกเจ้าเองนั่นแหละ”
สำหรับสวีอวี้หรง สวีถิงจือเป็นบิดาที่มีความรักความเอาใจใส่ในฐานะพ่ออยู่เสมอ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เขาจะชอบพูดคุยกับบุตรชายทั้งสองมากกว่าก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวที่รับอุปการะเลี้ยงดูเด็กคนอื่นแล้ว ดูเหมือนว่าเด็กที่เลี้ยงดูมาด้วยตนเองจะน่าไว้ใจมากกว่า
และถ้าหากพ่อแม่รักลูกอย่างสุดหัวใจจริง พวกเขาจะวางแผนอนาคตที่ดีให้แก่ลูกของตนเอง
คดีความระหว่างหลิวเหิงกับตระกูลสวีทำให้เขารู้สึกวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าหลิวเหิงเดินทางมาที่เมืองหลวงพร้อมกับองค์ชายเฉิงจวิ้นที่ยังมีลมหายใจอยู่
หากหลิวเหิงทราบว่าสวีอวี้หรงส่งใครบางคนไปลงมือสังหารนางหวัง ฆาตกรรมมารดาของเขา พวกเขาจะไม่สามารถคืนดีกันได้แน่
ทว่าจะแก้ไขความเกลียดชังนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อทุกสิ่งต่างล้วนส่งผลมาถึงเว่ยหวนผู้ซึ่งเป็นบิดาทางสายเลือด อย่างไรเสียมารดาก็เป็นดั่งผู้มีพระคุณ ส่วนบิดาก็ต้องกตัญญูและมีคุณธรรมตอบแทน
หลังจากเกิดเรื่องสูตรลับ ใต้เท้าสวีไม่กล้าประมาทหลิวเหิงอีกต่อไป ถึงแม้จะไร้หลักฐานว่าหลิวเหิงเป็นคนกระจายข่าวลือเรื่องสูตรลับ แต่เมื่อพิจารณาดูการตอบโต้ของอีกฝ่าย เขาจึงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นคนลงมือทำ
ปีที่แล้วเขาเป็นเพียงชายไร้อำนาจที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ยามนี้เขากลับกลายเป็นหลิวจู่เหรินที่ชาวบ้านในหย่งโจวต่างรู้จักกันดี
เขาอยู่ภายใต้การดูแลขององค์ชายเฉิงจวิ้น ดังนั้นใต้เท้าสวีจึงไม่สามารถส่งคนไปลงมือโจมตีได้ ยิ่งไปกว่านั้นใต้เท้าสวียังได้ยินมาว่าทาสรับใช้และบริวารติดตามที่อยู่เคียงข้างเขาเป็นถึงยอดฝีมือ เมื่อองค์ชายเฉิงจวิ้นถูกลอบสังหาร กลุ่มคนเหล่านี้กลับสามารถขับไล่มือสังหารออกไปได้
ตอนนี้ตระกูลสวีกับหลิวเหิงกำลังขัดแย้งกัน ทว่าเว่ยหวนผู้เป็นบิดาทางสายเลือดของหลิวเหิงกลับอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลสวี
เพราะเขาให้การสนับสนุนองค์ชายซุ่นจวิ้น จึงไม่สามารถพึ่งพาความช่วยเหลือจากองค์ชายเฉิงจวิ้นได้ แต่หากทั้งเว่ยหวนกับหลิวเหิงคิดสร้างสายสัมพันธ์กับองค์ชายเฉิงจวิ้น ตระกูลสวีจะได้รับการประกันถึงสองเท่า
ใต้เท้าสวีหวังว่าบุตรสาวจะเข้าใจถึงความพยายามอุตสาหะของเขา
สวีอวี้หรงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากระงับความขุ่นเคือง เมื่อได้ยินคำพูดโน้มน้าวของครอบครัวและคำเกลี้ยกล่อมของแม่นม
แม่นมกลัวว่านางจะทะเลาะกับเว่ยหวนอีกครั้ง เพราะใต้เท้าสวีกับสะใภ้ตระกูลสวีทั้งสองกำชับให้นางคอยเกลี้ยกล่อมสวีอวี้หรง เมื่อเห็นว่าสีหน้าของผู้เป็นนายเปลี่ยนไป นางจึงลดเสียงลงและกล่าวว่า “ฮูหยิน ท่านลองคิดดูนะเจ้าคะ หานเซียงเป็นเพียงแค่นางบำเรอที่คลานขึ้นเตียงนายท่าน และการทำคลอดบุตรนั้นล้วนเปรียบเสมือนประตูไปสู่นรก ใครจะรู้ว่าหลังนางคลอดลูกออกมาแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ต่ออย่างราบรื่นล่ะเจ้าคะ?”
สวีอวี้หรงสูดหายใจเข้า และตระหนักถึงคำกล่าวของบิดาที่กล่าวถึงการรับบุตรบุญธรรม “เดี๋ยวข้าจะคุยกับท่านพี่ทีหลัง ปล่อยให้นางอยู่ในซอยเม่าจือไปก่อน หลังคลอดแล้วค่อยไปนำตัวกลับมา”
นางไม่ต้องการเห็นพุงปูดโปนของนางแพศยานั้นทุกวัน ไม่ต้องการเห็นความหยิ่งผยองที่จะมาปรากฏอยู่ตรงหน้า!
“เจ้าค่ะ! ท่านฮูหยินช่างรอบคอบนัก บ่าวควรส่งคนไปรอที่นั่นดีไหมเจ้าคะ? บ่าวเห็นว่าในซอยเม่าจือที่หานเซียงอาศัยอยู่เป็นซอยเดียวกันกับที่ตระกูลหลิวมาเปิดร้านขายเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นเจ้าค่ะ”
“บังเอิญอย่างนั้นหรือ? พวกเขาอยู่ที่เดียวกันใช่หรือไม่?” หัวใจของสวีอวี้หรงกระตุกขึ้นมาทันใด “เจ้าช่วยเลือกคนซื่อสัตย์ที่ผ่านการมีลูกแล้วไปจับตาดู ส่วนหญิงชราคนนั้น พาตัวนางกลับมาเสีย ข้าจะสอนกฎระเบียบให้นาง บอกหานเซียงว่าดูแลลูกในครรภ์ให้ดีและคลอดบุตรชายออกมา เช่นนั้นข้าจึงจะถือว่านางทำความดีชดใช้ความผิดบ้าง”
เมื่อเว่ยหวนเดินทางกลับมาจากห้องทำงาน ใบหน้าของเขาก็ซีดเซียวลงด้วยความวิตกกังวลทันที หลังได้ยินสวีอวี้หรงกล่าวว่าจะส่งใครบางคนไปปรนนิบัติหานเซียง แขนขาของเขาอ่อนแรงลง ล้มคุกเข่าลงต่อหน้าเท้าของสวีอวี้หรง “อวี้หรง เด็กคนนั้น… เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า เหตุใด… จึงไม่เก็บเอาไว้เล่า? ข้ารู้ว่าเจ้าคับแค้นใจ แต่กับหานเซียง… ตอนนั้นข้าแค่เมา และเผลอคิดว่านางเป็นเจ้า… ข้าสับสนไปชั่วขณะ จึงเก็บนางไว้เพียงเพราะเห็นแก่ลูก พวกเราจวนจะสี่สิบกันแล้ว เก็บเด็กคนนี้เอาไว้ และให้เจ้าเลี้ยงดูเองเสียจะดีกว่า…”
“ดูเว่ยหลางพูดเข้าสิเจ้าคะ” สวีอวี้หรงเข้าไปพยุงเว่ยหวน “เว่ยหลาง ข้ารู้สึกอย่างไร ท่านไม่รู้บ้างเลยหรือ? แม้ว่าข้าจะไม่พอใจนางบำเรอนั่น ที่กล้าปีนเตียงและฝ่าฝืนกฎระเบียบของจวน แต่เด็กก็ไร้เดียงสา พวกเรารอมานานหลายปีแล้ว ข้าจะต่อต้านเลือดเนื้อเชื้อไขของนายท่านได้อย่างไร? ในเมื่อท่านพอใจในตัวนางบำเรอนั่น ก็เก็บเอาไว้เถอะเจ้าค่ะ”
“ไม่! ไม่! ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านางมีรูหน้าตาเป็นอย่างไร ข้าทำเพื่อลูกเท่านั้น… อย่ากังวลไปเลยฮูหยิน เมื่อถึงเวลา เด็กคนนั้นจะกลายมาเป็นลูกของเรา จะไม่มีใครอื่นอีก หากข้าคิดมีภรรยาคนที่สอง ขอให้ข้าถูกฟ้าผ่าตาย…”
“เว่ยหลางสาบานอะไรกัน! ข้าเชื่อในตัวท่าน …แต่หญิงชราที่คอยปรนนิบัติหานเซียงอยู่ในหมู่บ้าน เป็นเพียงสาวใช้ที่ทำงานหยาบช้า นางจะรู้จักวิธีปรนนิบัติสตรีมีครรภ์ได้อย่างไร ข้าส่งคนไปปรนนิบัตินางก็จริง แต่ก็ยังเกรงว่าคนดูแลนางจะน้อยเกินไป จนส่งผลร้ายแรงกับเด็กในครรภ์”
เว่ยหวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฮูหยินคงลำบากแย่ ฟื้นฟูร่างกายจนหายดีแล้ว ยังต้องมากังวลเรื่องพวกนี้อีก”
“ตราบใดที่เว่ยหลางรู้ถึงความจริงใจของข้า เรื่องแค่นี้ก็ไม่สำคัญอะไรเจ้าค่ะ” สวีอวี้หรงเอนกายพิงไหล่ของเว่ยหวน และกล่าวออกไปอย่างไม่คิดมาก
เว่ยหวนรีบเอื้อมมือออกไปลูบไหล่นาง และกล่าวคำสัญญาอย่างไม่ลดละ ทั้งสาบานเพื่อแสดงถึงความจริงใจ
เดิมทีคนนอกไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในจวนตระกูลหลิว
แต่อย่างไรก็ตามลานบ้านที่หานเซียงเช่าอยู่นั้นเป็นเรือนของป้าหลิวที่อยู่ในซอยเม่าจือ
ป้าหลิวชอบทานอาหารจากร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นมาก มักจะแวะเวียนมาที่นี่เป็นระยะ ๆ และชอบพูดคุยกับเหยียนซี
[1] บทสวดอ่องแซ(往生) คือ บทสวดสำหรับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว สวดเพื่อเปิดทางให้ผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปสู่สุคติโดยเร็ว