ทะลุมิติยุค 70 กลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชค - บทที่ 566 เสี่ยวซู่เป็นทหารหนีทัพหรือ?
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติยุค 70 กลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชค
- บทที่ 566 เสี่ยวซู่เป็นทหารหนีทัพหรือ?
บทที่ 566 เสี่ยวซู่เป็นทหารหนีทัพหรือ?
ขณะที่ไป๋อวี้กำลังเล่นกับน่าวจงอยู่ที่บ้าน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“แม่!”
ไป๋อวี้เงยหน้าขึ้นมองเห็นฉินเสี่ยวซู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เสี่ยวซู่ ทำไมนายถึงกลับมาล่ะ?”
ฉินเสี่ยวซู่ถือกระเป๋าเดินเข้ามาด้วยท่าทางอ่อนระทวย “ปิดเทอมแล้ว ผมเลยกลับมาเยี่ยมบ้าน”
ไป๋อวี้ “…”
เธอมองสำรวจฉินเสี่ยวซู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
เด็กคนนี้สวมชุดทหาร ขากางเกงเปื้อนโคลนไปหมด เสื้อนอกถูกถอดออกมาผูกไว้ที่เอว เหงื่อท่วมศีรษะ
ดูยังไงก็ไม่เหมือนนั่งรถกลับบ้าน…
ไป๋อวี้ตั้งสติแล้วจึงเอ่ยว่า “เข้ามาก่อนเถอะ”
ขณะนั้นฉินหานซิ่วเดินออกมาจากห้องครัว เมื่อเห็นเสี่ยวซู่ เธอก็พูดขึ้นด้วยความดีใจ “โอ้! เสี่ยวซู่ของเรากลับมาแล้ว!”
ฉินหานซิ่วรีบวิ่งเข้าไปหาฉินเสี่ยวซู่ แล้วเดินสำรวจวนไปรอบ ๆ ตัวเขาพลางหยิบกระเป๋าที่อีกฝ่ายถืออยู่
“ทำไมถึงได้สกปรกเลอะเทอะขนาดนี้ รีบไปอาบน้ำเร็ว เดี๋ยวป้าจะทำของอร่อย ๆ ให้กินนะ…”
เดิมทีฉินเสี่ยวซู่กำลังหงอยเหงาเศร้าสร้อย แต่จู่ ๆ ก็ตกใจสุดขีด “ไม่ ไม่ ไม่ ผมไม่อยากกิน”
“ไม่อยากก็ไม่ต้องกิน” ฉินหานซิ่วพูด “งั้นฉันชงนมมอลต์ให้ดื่มสักหน่อยดีไหม?”
ฉินเสี่ยวซู่แลบลิ้นเลียริมฝีปาก “ก็ได้…”
ไป๋อวี้มองสีหน้าของเขา แล้วพูดว่า “รีบไปล้างตัวเถอะ เดี๋ยวฉันจะอุ่นซาลาเปาให้”
เห็นอยู่ว่าเจ้าเด็กนี่หิวจะตายอยู่แล้ว แต่เขายังเรื่องมากอยู่อีก
ขณะที่ฉินเสี่ยวซู่กำลังไปอาบน้ำ จู่ ๆ โทรศัพท์ในบ้านของไป๋อวี้ก็ดังขึ้น
ปรากฏว่าเป็นฉินต้าซานที่โทรมาหา
ฉินต้าซานบอกเธอว่า “ฉันต้องเข้าเมือง สองวันนี้อาจจะยังไม่กลับนะ”
ไป๋อวี้อึ้งไปเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้น มีคดีใหญ่เหรอ?”
“เสี่ยวซู่หนีไปแล้ว”
ไป๋อวี้ “…”
ฉินต้าซานพูดต่อ “เธอช่วยเก็บของให้ฉันหน่อยได้ไหม เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไป…”
ไป๋อวี้พูดแทรกขึ้นมา “เสี่ยวซู่อยู่บ้าน”
ฉินต้าซาน “…”
“ตัวเขาสกปรก ฉันเลยไล่ให้เขาไปอาบน้ำก่อน นายทำงานของนายตามปกติเถอะ เลิกงานแล้วค่อยกลับมา”
ฉินต้าซานตอบ “ได้”
ระหว่างที่พวกเขาคุยกัน ฉินเสี่ยวซู่ก็เดินเช็ดผมเข้ามาพอดี
“แม่”
ไป๋อวี้รีบวางสายโทรศัพท์แล้วพูดว่า “ดูแลน้องด้วยนะ เดี๋ยวแม่ไปอุ่นซาลาเปาให้”
“ครับ”
…
ฉินเสี่ยวซู่ทานซาลาเปาอย่างเอร็ดอร่อย ไป๋อวี้รอจนเขาทานเสร็จ แล้วจึงเอ่ยถามว่า “นายหนีกลับมาเหรอ?”
ฉินเสี่ยวซู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “อืม”
“ทำไมล่ะ?”
ฉินเสี่ยวซู่ดูหงุดหงิดเล็กน้อย “ผมไม่อยากอยู่แล้ว”
ไป๋อวี้หัวเราะ “นายคิดว่าที่นั่นคือที่ไหนกัน ที่นั่นคือกองทัพนะ คิดจะเข้าก็เข้า จะออกก็ออกได้งั้นเหรอ?”
ฉินเสี่ยวซู่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง “ยังไงฉันก็ไม่ไปแล้ว”
ไป๋อวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ได้”
ฉินเสี่ยวซู่มองไป๋อวี้ด้วยความประหลาดใจ
ไป๋อวี้กล่าว “แต่อย่างน้อยนายต้องมีเหตุผลหน่อยไหมล่ะ?”
อาจเป็นเพราะท่าทีที่อ่อนลงของไป๋อวี้ หรือบางทีเขาอาจจะคิดถึงบ้าน
เขาซบหัวลงบนตักของไป๋อวี้ พลางพูดอย่างน้อยใจ “แม่ครับ”
ไป๋อวี้เห็นเขาท่าทางแบบนี้ก็โกรธขึ้นมาทันที “มีใครรังแกนายหรือเปล่า?”
ฉินเสี่ยวซู่พูด “ผมแค่รู้สึกว่าที่นั่นมันไม่คุ้มค่าพอที่ผมจะอยู่ต่อ”
“ทำไมล่ะ?”
ฉินเสี่ยวซู่จึงเล่าเรื่องราวออกมาอย่างตะกุกตะกัก
เรื่องมันมีอยู่ว่า เขาเข้ากรมมาได้สามเดือนแล้ว ผลการฝึกทุกอย่างยอดเยี่ยมมาตลอด
ตอนต้นเดือนที่ผ่านมา พวกเขามีการทดสอบ ผู้ที่ได้รับเลือกจะได้ไปสังเกตการณ์การทำงานที่มณฑลเป็นเวลาหนึ่งเดือน
นั่นคือสถานที่ทำงานของนักคำนวณมืออาชีพ และเป็นอนาคตของเหล่าสหายตัวน้อยอย่างพวกเขานั่นเอง
ฉินเสี่ยวซู่ตั้งใจเตรียมตัวอย่างเต็มที่
ไม่ผิดคาด การทดสอบสมรรถภาพร่างกายและการทดสอบการคำนวณของเขาได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง
ตอนนั้นเขาดีใจจนแทบบ้า คิดอยากจะโทรศัพท์กลับบ้านไปอวดพ่อกับแม่ใจแทบขาด
แต่สุดท้ายผลคะแนนที่ได้กลับหลุดลอยไป ครูฝึกกล่าวหาว่าเขาโกงข้อสอบ ทั้งที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสอบได้ที่หนึ่ง ซ้ำร้ายยังอ้างว่าเขาเพิ่งเข้ากรมมาได้เพียงสามเดือน จึงมอบโอกาสนั้นให้กับคนอื่น
แน่นอนว่าฉินเสี่ยวซู่ไม่เห็นด้วย เขาจึงโต้แย้งกับครูฝึก
ไป๋อวี้ขัดจังหวะ “นายแค่ไปโต้แย้งอย่างนั้นเหรอ?”
“เอ่อ… ใช่” ฉินเสี่ยวซู่ตอบ
ไป๋อวี้ถอนหายใจ เธอเอามือลูบหัวเขาเบา ๆ “แม่ไม่ดุนายหรอกนะที่นายลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง”
“จริงเหรอครับ?”
“จริงสิ แต่นายต้องใช้วิธีที่ถูกต้อง” ไป๋อวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้นายเริ่มเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาตัวเองได้แล้ว แม่สอนเรื่องนี้ให้นายได้นะ”
ฉินเสี่ยวซู่มีท่าทีดีใจได้ไม่นาน “ไม่เอา ผมไม่กลับไปแล้ว ที่นั่นมันแย่!”
“ทำไมถึงบอกว่าแย่ล่ะ หรือเพราะครูฝึกของนายไม่ยุติธรรม?” ไป๋อวี้ถามอย่างจนใจ
“ใช่! ที่ที่ไม่ยุติธรรมก็คือที่ที่ไร้ค่า!”
ไป๋อวี้คิดในใจว่า ไอ้เด็กนี่ช่างเป็นพวกโลกสวยเสียจริง!
ไป๋อวี้ “พูดแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ หน่วยคำนวณพิเศษเป็นของเขาหรือไง? พวกนายเป็นเหล่าทหารตัวน้อยของประเทศชาติ การกระทำแบบนั้นของเขา มันคือการละทิ้งหน้าที่ คนที่มีปัญหาคือเขา ไม่ใช่หน่วยคำนวณพิเศษสักหน่อย”
ฉินเสี่ยวซู่รู้สึกว่า… มันมีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่เขายังพูดว่า “แต่ผมดันต่อยครูฝึกแล้วหนีกลับมา จะทำไงได้ล่ะ? ผมจะไม่กลับไปแล้ว ยังไงพวกเขาก็ไม่ต้องการผม!”
ไป๋อวี้ “…”
ไป๋อวี้กุมขมับ สงบสติอารมณ์ เพื่อที่จะทำตัวเป็น ‘แม่ที่แสนดี’ ต่อไป
“แล้วนายจะให้ลุงอวี๋มองนายยังไง แล้วชิงชิงอีกล่ะ?”
“เรื่องของลุงอวี๋ก็ช่างเถอะ ผมคิดไว้แล้ว ส่วนชิงชิง ผมโทรหาเธอแล้ว เธอบอกว่าสนับสนุนผม”
ไป๋อวี้รู้สึกข้องใจ ก่อนหนีกลับมา ไอ้เด็กนี่ยังโทรหาจ้าวชิงชิงอีกเหรอ!
ทำไมเขาไม่โทรศัพท์กลับบ้านก่อนล่ะ!?
ถ้าแน่จริงก็อย่ากลับมาบ้านสิ! ไปเป็นเขยบ้านจ้าวชิงชิงเลย!
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ไป๋อวี้ยังพยายามสงบสติอารมณ์ ค่อย ๆ ลูบหัวฉินเสี่ยวซู่พลางถามว่า “แล้วนายกลับมาได้ยังไง?”
“นั่งรถ แล้วก็เดินมา”
มิน่าล่ะถึงได้โทรมขนาดนี้
“งั้นนอนพักก่อนไหม?”
ฉินเสี่ยวซู่รีบคว้าตัวเธอไว้ “แม่ ถ้าพ่อจะตีผมจนตาย แม่ต้องห้ามพ่อนะ!”
ถ้าบ้านนี้ไม่มีไป๋อวี้ เขาคงไม่กลับมาหรอก
เขาไปขอทานเสียยังดีกว่า!
ไป๋อวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก แต่นายช่วยเล่าเรื่องของเด็กที่ถูกเลือกคนนั้นให้ฉันฟังหน่อยสิ”
“เขาเป็นหลานชายของผู้นำมณฑล ครูฝึกบอกให้เขากลับบ้านไปเยี่ยมญาติได้…” ฉินเสี่ยวซู่พูดพลางหาวหวอด จากนั้นเขาก็ผล็อยหลับไป
เมื่อฉินต้าซานกลับมาก็เห็นเสี่ยวซู่นอนหนุนตักไป๋อวี้อย่างสบายใจ
ไป๋อวี้ทำท่าเป็นเชิงห้ามไม่ให้เขาเสียงดัง แล้วให้เขาช่วยอุ้มเสี่ยวซู่ออกจากตักอย่างระมัดระวัง
…
ทั้งคู่รีบกลับไปที่ห้องทำงานของไป๋อวี้ ระหว่างทางไป๋อวี้ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง
ตอนนี้ทุกคนออกไปทานมื้อเที่ยงกันหมดแล้ว เหลือแค่พวกเขาสองคนในห้องทำงาน
ไป๋อวี้โทรศัพท์ไปที่กองหนุนทหาร
“สวัสดีค่ะ ฉันไป๋อวี้ แม่ของเสี่ยวซู่นะคะ คุณคือหัวหน้าหลี่ใช่ไหม? ทำให้ต้องเป็นห่วงแล้ว”
ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ถ้าเสี่ยวซู่โทรไปที่กลับบ้าน คุณบอกเขาไปเลยว่าตอนนี้เขากลายเป็นทหารหนีทัพไปแล้ว!”
ไป๋อวี้ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ฉินต้าซานก็รับโทรศัพท์ไปเสียก่อน
“สวัสดีครับ ผมฉินต้าซาน พ่อของเสี่ยวซู่ครับ”