สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 92 กลับบ้าน
บทที่ 92 กลับบ้าน
หลังจากระเบิดทำงาน มันได้ปลดปล่อยคลื่นพลังงานมหาศาลออกไป
แรงระเบิดกวาดล้างพื้นที่รกร้างเบื้องหน้า ราวกับค้อนขนาดยักษ์กระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ภายใต้การกระแทกอย่างหนัก ทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในพื้นที่ต่างระเบิดขึ้นมาทีละลูก… ทีละลูก…
ตูม! ตูม! ตูม!
คลื่นระเบิดและฝุ่นคลุ้งกระจาย ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า
เสิ่นชิกับลู่เย่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหิน ทั่วร่างถูกคลุมด้วยฝุ่นผงหนาเตอะ
แค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อย ฝุ่นผงก็ร่วงลงมาเป็นแผง
ถ้าพวกเขาเผลออ้าปากพูด ฝุ่นผงเหล่านี้ก็จะเข้าไปอุดจมูกและปากทันที
ประมาณ 4-5 นาทีต่อมา เสียงระเบิดก็เงียบลง โลกทั้งใบตกอยู่ในความเงียบสงัด
แววตาของทั้งคู่สบประสานกันอีกครั้ง ดวงตาของลู่เย่เป็นประกายระยิบระยับ ราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า
เขามองเสิ่นชิงด้วยความดีใจ “เมื่อกี้เธอบอกว่าอะไรนะ?”
เสิ่นชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบสายตาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เอ่อคือ… ฉัน… ฉันไม่ได้พูดอะไรนี่”
ประกายในดวงตาของลู่เย่หลุบลงต่ำ “งั้นเหรอ แต่ฉันได้ยินนะ”
เสิ่นชิงมองเขาด้วยแววตาเลิ่กลั่ก “นายได้ยินว่าอะไร?”
ลู่เย่พูดอย่างเหนื่อยหน่าย “ไม่บอก”
หลังพูดจบ เข้าก็ช้อนตัวหญิงสาวข้างกายขึ้นมาแนบในอ้อมแขน
ร่างของเสิ่นชิงแข็งค้าง มองลู่เย่อย่างตกตะลึง “นายจะทำอะไร?”
ลู่เย่มองหญิงสาวในอ้อมแขน ก่อนจะอุ้มเธอเดินเข้าไปในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยควันไฟ แล้วพูดว่า “ถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาอีก อย่างน้อยศพของเธอจะได้อยู่ครบ”
“…” เสิ่นชิงไม่พูดอะไร
“ลองคิดดูสิ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ถ้าเธอถูกระเบิดเป็นชิ้น ๆ ตอนที่คนอื่นมาเก็บศพมันจะน่าสยดสยองขนาดไหน”
พูดจบ ลู่เย่ก็ยิ้มกริ่ม แล้วอุ้มเสิ่นชิงเดินไปท่ามกลางทุ่งรกร้าง
ลู่เย่เลือกเดินไปตามหลุมระเบิด เพราะหลุมพวกนี้แสดงให้เห็นว่า ทุ่นระเบิดในบริเวณนี้ถูกจุดชนวนไปแล้ว แสดงว่าพื้นที่โดยรอบนี้น่าจะปลอดภัยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แรงระเบิดเมื่อสักครู่ คงทำลายกลไกของทุ่นระเบิดบางส่วนไปแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ระเบิด แต่โอกาสที่จะทำงานก็น้อยมาก
ถึงอย่างนั้น ทั้งสองคนก็ยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
เพราะกลัวว่าใต้พื้นดินอาจจะมีทุ่นระเบิดซ่อนอยู่
เสิ่นชิงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของลู่เย่ ไม่นานใบหน้าของเธอก็ขึ้นสีแดงก่ำ
แต่เนื่องจากใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยฝุ่น ลู่เย่จึงไม่ทันเห็นสีหน้าของหญิงสาวในอ้อมแขน
เสิ่นชิงเม้มริมฝีปาก ก่อนจะถามลู่เย่ว่า “ว่าแต่… ตอนนั้นนายพูดอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
ลู่เย่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฉันบอกไปแล้วไง”
เสิ่นชิงถามต่อ “นายพูดว่าอะไรนะ? ตอนนั้นเสียงระเบิดดังมาก ฉันไม่เลยได้ยิน”
ลู่เย่แสร้งน้อยใจ “หึ ไม่บอกหรอก”
เมื่อทหารรับจ้างตามมาถึง ก็เห็นเพียงควันไฟทั่วผืนฟ้ากับหลุมระเบิดบนพื้นดิน
ส่วนร่างของเสิ่นชิงกับลู่เย่ก็ถูกกลุ่มควันบดบังเอาไว้
หัวหน้าทหารรับจ้างลดปืนลง “ดูท่าทาง พวกมันคงจะเข้าไปในเขตทุ่นระเบิด ป่านนี้คงโดนระเบิดตายไม่เหลือซากแล้ว”
ต่อให้รอดชีวิตจากการระเบิดครั้งแรก แต่ด้วยแรงระเบิดที่มหาศาลขนาดนั้น คงไม่มีทางรอดเป้นแน่
พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปในเขตทุ่นระเบิด เพราะกลัวว่าจะไปเหยียบกับระเบิดที่ยังไม่ทำงานเข้า
“กลับไปรายงานคุณชายกันเถอะ”
…
ภายในคฤหาสน์สุดหรู ศีรษะของซุนเจ๋อถูกพันด้วยผ้าพันแผลนับไม่ถ้วน
หมอบอกว่าสมองของเขาได้รับความกระทบกระเทือน ต้องพักรักษาตัวสักระยะ
ใบหน้าของซุนเจ๋อซีดเซียว ริมฝีปากขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
หัวหน้าทหารรับจ้างเดินเข้ามาในบ้าน ก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คุณชาย พวกมันหลงเข้าไปในเขตทุ่นระเบิด โดนระเบิดตายไปแล้วครับ”
แววตาของซุนเจ๋อเบิกกว้าง “อะไรนะ? บุกเข้าไปในเขตทุ่นระเบิด? แล้วพวกเจอเจอศพมันรึยัง?”
“คุณชายครับระเบิดแรงขนาดนั้น ผมคิดว่าพวกมันคงไม่รอดหรอกครับ น่าโดนระเบิดแหลกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้วครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของซุนเจ๋อแผ่ไอสังหาร
เขาคว้าปืนออกมาจากเอว ก่อนจะลั่นไกใส่หัวหน้าทหารรับจ้างอย่างเลือดเย็น
จากนั้นก็เป่าปากกระบอกปืนที่ยังมีควันลอยกรุ่น มองทหารที่เหลืออย่างเย็นชา
“เข้าไปค้นหาพวกมันในเขตทุ่นระเบิดซะ! ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ลากตัวมันมา ถ้าตายแล้วก็ต้องเห็นศพ! ฉันไม่เชื่อว่ามันจะไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ!”
ทหารรับจ้างทั้งหลายก้มหน้าลง ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “ครับ!”
ซุนเจ๋อเชิดคางขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
เสิ่นชิงต้องยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
แต่ถ้ายัยนั่นตาย เขาก็จะตามไปล้างแค้นถึงนรก!
…
ณ ทุ่งหญ้ารกร้าง ลู่เย่อุ้มเสิ่นชิงพลางมุ่งไปข้างหน้าทีละก้าว
ท้องฟ้าใกล้ค่ำ แสงสนธยาทอดตัวต่ำเตรียมลับขอบฟ้า ท่ามกลางผืนฟ้าสีเลือดเหลืออยู่เพียงริ้วเดียว
“พึ่บ ๆ ๆ …”
เสิ่นชิงเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์
“คุณชาย! คุณชายอยู่ตรงนั้น!”
บนเฮลิคอปเตอร์ พ่อบ้านชี้ไปที่ทุ่งหญ้าเบื้องล่าง น้ำตาแห่งความตื้นตันใจไหลอาบแก้ม
ในที่สุด คุณชายก็ปลอดภัย ไม่งั้นเขาคงต้องฆ่าตัวตายตามไปแน่
หลังจากทราบว่า กองกำลังติดอาวุธจากทางใต้ของเมียร์มาร์ถอนตัวกลับไปแล้ว พ่อบ้านชราก็รีบติดต่อคุณท่านทันที
เมื่อคุณท่านทราบเรื่องน ก็รีบโทรศัพท์สายด่วนไปยังสถานทูตโดยเร็ว
กงสุลใหญ่ของจีนแทบทำโทรศัพท์หลุดมือเมื่อได้รับสายจากคุณท่านลู่
หลังจากที่ทราบถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ สถานทูตก็รีบส่งทีมกู้ภัยมาช่วยเหลือทันที
เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยควันไฟ ทัศนวิสัยต่ำมาก ทำให้เฮลิคอปเตอร์ต้องบินเหนื่อน่านฟ้าเป็นเวลานาน
กระทั่งควันไฟจางลง เฮลิคอปเตอร์จึงค่อย ๆ ลดระดับลงมา
ไม่นาน เฮลิคอปเตอร์ก็หย่อนบันไดเชือกลงมาเพื่อช่วยเซิ่นชิงและลู่เย่
เมื่อเท้าของทั้งคู่ ยืนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ได้อย่างปลอดภัย พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พ่อบ้านชรามองดูร่องรอยบาดแผลทั่วร่างของลู่เย่ด้วยความปวดใจ
บาดแผลบนร่างกายของลู่เย่เผยให้เห็นเนื้อและเลือด ทั้งยังมีดินโคลนหนาเกาะติดอยู่ด้านบน
พ่อบ้านชรารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
คุณชายของเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็ก แค่ถลอกนิดหน่อยทั้งบ้านก็วุ่นวายไปทั่ว ไม่เคยต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้มาก่อน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาที่พ่อบ้านชรามองเสิ่นชิงก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
เสิ่นชิงสัมผัสได้ถึงสายตาเกลียดชังจากพ่อบ้าน จึงได้แต่หลบสายตาอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลงจอด ทั้งคู่ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
เจ้าหน้าที่เหอก็รีบรุดหน้ามาที่โรงพยาบาล พร้อมกับหนังสือเดินทางของเสิ่นชิง
ลู่เย่และเสิ่นชิงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หลังจากห้ามเลือดและพันแผลแล้ว พวกเขาก็ขึ้นเครื่องบินกลับประเทศจีนทันที
ก่อนขึ้นเครื่องบิน เสิ่นชิงถามเจ้าหน้าที่เหออย่างลังเลว่า “คุณตำรวจคะ เรื่องของซุนเจ๋อ… เราไม่มีทางจัดการกับเขาได้เลยเหรอคะ?”
เจ้าหน้าที่เหอสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะส่ายหน้า
“ถ้าเขายังอยู่ในประเทศ เราคงจับกุมเขาได้ในทันที”
“แต่ตอนนี้เขาอยู่นอกประเทศ แถมยังมีความสัมพันธ์อันดีกับทหารในพื้นที่ เราเลยทำอะไรไม่ได้”
เสิ่นชิง แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วเรื่องของเจียงอีอีล่ะคะ ปล่อยซุนเจ๋อไปแบบนี้เหรอคะ ฉันทนไม่ได้หรอกนะ”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะพูดสวนขึ้นมาว่า “เหอะ! ถ้ามันฉลาดก็คงไม่เข้ามาเหยียบที่นี่อีกแน่ ไม่งั้นฉันจะสั่งสอนมันเอง”