สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 93 สอบข้าราชการ
บทที่ 93 สอบข้าราชการ
“วันที่เธอถูกจับตัวไป เครื่องบินส่วนตัวของตระกูลเฉียวก็ออกจากเมืองหางโจวไปยังชายแดนเมียร์มาร์ แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่พบสิ่งผิดปกติ ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นใช้วิธีอะไรหลอกผ่านด่านไปได้”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ เสิ่นชิงไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย พลางแสยะยิ้ม “คนที่ทำเรื่องแบบรี้อาจไม่ใช่แค่เฉียวอวี้เหอก็ได้ การที่สามารถพาคนออกนอกประเทศได้อย่างเงียบเชียบแบบนี้ เบื้องหลังคงต้องมีคนอื่มร่วมมือด้วยแน่ ๆ”
ลู่เย่สับสน เขาเกาหัวแล้วถาม “หืม? หรือว่าเธอไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกเหรอ?”
เสิ่นชิงไม่ตอบ เพียงแต่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าท่าทางครุ่นคิด
พวกเขานั่งเครื่องบินส่วนตัวซึ่งมีความเร็วสูง ดังนั้นใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันเสิ่นชิงก็กลับมาถึงประเทศแล้ว
เมื่อก้าวออกจากสนามบิน มองดูผู้คนพลุกพล่านรอบตัว เสียงเพลงที่ดังมาจากจตุรัสไกล ๆ เสิ่นชิงราวกับตกอยู่ในภวังค์ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งข้ามผ่านสนามรบที่เต็มไปด้วยกระสุนปืน กลับมาสู่ยุคสมัยแห่งสันติภาพอีกครา
เจ้าหน้าที่เหอเหลือบมองเสิ่นชิงแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เดี๋ยวคุณต้องไปให้ปากคำที่สำนักงานตำรวจกับฉัน เรื่องคุณถูกลักพาตัวไป ทางเราจะสืบสวนต่อไป ส่วนทางฝั่งเมียร์มาร์ เราก็จะเจรจาและกดดันพวกเขาต่อไป แต่ผลลัพธ์…”
เสิ่นชิงพยักหน้า “ค่ะ ฉันเข้าใจ”
…
หลังจากออกมาจากสถานีตำรวจ ก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว และพรุ่งนี้ก็เป็นวันสอบข้าราชการพอดี
เสิ่นชิงเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีจริง ๆ ที่มาทันเวลา
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เธอผ่านช่วงเวลาที่น่าหวาดเสี่ยวในเมียร์มาร์ตอนเหนือ พอคิดว่าตัวเองเจอเหตุการณ์มากมายขนาดนี้ ก็ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าผ่านไปเพียงแค่สามวันเท่านั้น
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเมืองหางโจวแล้ว สายลมยามค่ำคืนพัดพาความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกมาด้วย
เมื่อร่างบอบบางสัมผัสกับสายลม เสิ่นชิงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านด้วยความหนาว เธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นเงาที่คุ้นเคยของใครบางคนพิงรถที่อยู่ไกลออกไป
คน ๆ นั้นยืนอยู่ใต้แสงไฟ มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่เสิ่นชิงก็เห็นว่าตอนนี้ คน ๆ นั้นกำลังโบกมือให้ตัวเองอยู่
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เสิ่นชิงกฌพบว่าคน ๆ นั้นก็คือลู่เย่ มือและแขนทั้งสองข้างของเขาพันด้วยผ้าพันแผล ริมฝีปากซีดเซียวเล็กน้อย
เสิ่นชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย “ทำไมนายถึงมารอฉันล่ะ?”
ลู่เย่ลูบจมูก “พรุ่งนี้เธอต้องสอบไม่ใช่เหรอ แล้วคืนนี้เธอจะพักที่ไหน ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอต้องแย่แน่ งั้นไปนอนบ้านฉันดีไหม บ้านฉับมีห้องอีกเหลือเฟือ ไม่พักผ่อนให้ดี ๆ ไม่ได้นะ เตียงทั้งใหญ่แล้วก็นุ่มด้วย…”
เสิ่นชิง “…”
ทว่าก็ไม่ผิดคาดเท่าไหร่ที่เสิ่นชิงปฏิเสธลู่เย่
ขณะที่ลู่เย่กำลังผิดหวัง เสิ่นชิงก็ดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ จ้องชายตรงหน้าอย่างจริงจัง “หลังจากที่สอบเสร็จ ฉันมีเรื่องจะบอก”
ลู่เย่มองเสิ่นชิงด้วยความประหลาดใจ “หือ? เธอมีเรื่องอะไรจะบอกฉัน”
“ถึงเวลานั้น เดี๋ยวนายก็จะรู้เอง”
พูดจบ เสิ่นชิงก็เดินจากไป ทิ้งให้ลู่เย่ยืนมองแผ่นหลังที่บอบบางทว่าแข็งแกร่งของเสิ่นชิงอยู่ด้านหลัง
ทว่าลู่เย่ในตอนนี้กลับยิ้มกริ่ม มุมปากของเขายกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจเบิกบานราวกับดอกไม้ที่ผลิบาน
ลู่เย่คิดว่าเสิ่นชิงต้องกำลังจะสารภาพรักกับเขา แล้วตกลงคบกันเป็นแฟนอย่างแน่นอน
หลังจากที่รอมาเนิ่นนาน ในที่สุดวันที่มีความสุขของเขาก็กำลังจะมาถึง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็อดไม่ได้ที่จะชูกำปั้นขึ้นฟ้าด้วยความตื่นเต้น ความเจ็บปวดตามร่างกายราวกับหายวับไปในพริบตา
หลังจากกลับถึงบ้าน ลูเย่ก็เอาแต่นอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถหลับได้ลง
เดี๋ยวก็เท้าคาง เดี๋ยวก็นั่งกุมขมับ เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ พลางครุ่นคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องที่เสิ่นชิงกำลังจะสารภาพรักกับตัวเอง
ลู่เย่จำได้แม่นยำ ก่อนการระเบิดหลังจากที่เขาสารภาพรักออกไป เสิ่นชิงก็ตอบกลับมาประโยคหนึ่ง
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียง แต่ดูจากรูปปากแล้ว เธฮต้องพูดว่า “ลู่เย่… จริง ๆ ฉันก็ชอบนายมานานแล้ว”
คิดถึงตรงนี้ ลู่เย่ก็ดีใจจนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที วิ่งไปที่หน้ากระจก พลางมองตัวเองในกระจก แล้วพูดประโยคนั้นซ้ำ ๆ ว่า
“ลู่เย่… จริง ๆ ฉันก็ชอบนายมานานแล้ว”
เมื่อเห็นรูปปากของตัวเองในกระจก เหมือนกับที่เขาจำได้ไม่มีผิดเพี้ยน ลู่เย่ก็ดีใจจนแทบคลั่งจนอยากวิ่งรอบคฤหาสน์สักสามรอบ
เขาดูตารางสอบข้าราชการ พบว่าพรุ่งนี้เป็นวันสอบข้อเขียน แต่กว่าจะสอบสัมภาษณ์ก็อีกหนึ่งสัปดาห์ นั่นหมายความว่า เขาต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์ถึงจะได้ยินคำสารภาพรักจากเสิ่นชิง
จู่ ๆ ลู่เย่ก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน ทุกนาที ทุกวินาทีช่างยาวนานจนแทบรอไม่ไหว
ในขณะที่ลู่เย่กำลังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เสิ่นชิงก็เข้าสู่ห้วงนิทราที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในมือของเธอมีรายชื่อบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจของเมืองหางโจวอยู่
คนเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลอย่างมากในแวดวงการธุรกิจ เพียงแค่พูดอะไรออกมาก็สามารถทำให้ทั้งวงการสั่นสะเทือนได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นชิงก็รีบไปยังสนามสอบพร้อมกับบัตรประจำตัวสอบและอุปกรณ์สำหรับการเขียน
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องสอบ แสงแดดยามเช้าก็ส่องประกายลอดผ่านหน้าต่างมาตกกระทบตัวของเสิ่นชิงพอดี
ชั่วขณะ ร่างของเสิ่นชิงถูกอาบไล้ไปด้วยแสงสีทอง
“กริ๊งงงงง…”
เสียงกริ่งดังขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นการสอบข้าราชการ
เสิ่นชิงตรวจสอบข้อสอบคร่าว ๆ อีกครั้ง ก่อนจะลงมือเขียนอย่างตั้งใจ
ในข้อสอบมีคำถามเกี่ยวกับความรู้ทางกฎหมายมากมาย สำหรับเสิ่นชิงแล้วถือเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ส่วนคำถามความรู้ทั่วไปอื่น ๆ เสิ่นชิงก็เคยทำแบบฝึกหัดมาบ้าง ดังนั้น เธอจึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว
การสอบข้าราชการแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ความรู้ความสามารถทั่วไป และวิเคราะห์และอภิปราย
เมื่อเสิ่นชิงเห็นหัวข้อข้อสอบวิเคราะห์ ดวงตาขก็เป็นประกายในทันที
“อุตสาหกรรมบันเทิงในประเทศกำลังเฟื่องฟูและมีอนาคตที่สดใส แต่ถ้าหากการกำกับดูแลของภาครัฐไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย ในฐานะอัยการ คุณจะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างไร”
เมื่อเห็นคำถามนี้ ริมฝีปากของเสิ่นชิงเผยรอยยิ้มออกมา
ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่เธอเชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรง!
เธอมาจากวงการบันเทิง และยังเคยตกเป็นเหยื่อ ย่อมรู้ดีถึงกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรต่าง ๆ ประสบการณ์ในวงการบันเทิงของเสิ่นชิงแค่คนเดียว สามารถนำมาเขียนเป็นหนังสือได้ทั้งเล่ม
ส่วนวิธีแก้ไข ก็เลือกเจาะลึกถึงประเด็นเรื่องค่าปรับยกเลิกสัญญาที่สูงลิบลิ่วของบริษัทบันเทิงเจียอี้ รวมไปถึงการกดขี่และล่วงละเมิดทางเพศศิลปิน
หลังจากนั้น เสิ่นชิงก็ปล่อยให้ความคิดไหลหลั่ง เขียนลงบนกระดาษเป็นหน้า ๆ อย่างลื่นไหล
บทความนี้เธอเขียนออกมาจากใจ สัมผัสได้ถึงการปลดปล่อยความคิดผ่านตัวอักษรทุกคำ
ไม่นานก็ถึงเวลาส่งข้อสอบ เสิ่นชิงเป็นคนแรกที่เดินออกจากห้องสอบ ดวงตาของเธอเป็นประกาย เต็มไปด้วยความมั่นใจ ก้าวเดินอย่างรวดเร็วและมั่นคง
เธอเชื่อมั่นว่าการสอบข้อเขียนครั้งนี้ตัวเองจะต้องได้คะแนนสูดสุง
เสิ่นชิงเดินไปตามท้องถนน ความยินดีที่สอบเสร็จยังคงอบอวลอยู่ในใจ พลางคิดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เธอควรจะเป็นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในการสอบข้อเขียนครั้งนี้
เพราะเธอทำข้อสอบทุกข้ออย่างมั่นใจ และบทความสุดท้าย เธอก็รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมจนสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการตอบคำถามได้เลยทีเดียว
เสิ่นชิงปล่อยตัวเองจมดิ่งอยู่ในโลกของความคิด จนไม่ทันสังเกตเห็นว่าผู้คนบนท้องถนนกำลังมองมาที่เธอ
บางคนก็ยังคงชี้หน้าพูดถึงเธอ
สายตาหลายคู่ฉายแววสงสาร เห็นอกเห็นใจ และอยากรู้อยากเห็น
ขณะที่บางคนกลับมองเธอด้วยความดูแคลน เหยียดหยาม สายตาที่พวกเขามองเสิ่นชิงนั้นแฝงไปด้วยความเยาะเย้ย