สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 516 เปลี่ยนสีหน้า
บทที่ 516 เปลี่ยนสีหน้า
“เอี๊ยด…”
จางเหว่ยจอดรถตู้ที่ดัดแปลงเป็นรถขนอาหารที่หน้าโรงแรม
“เสี่ยวตง อาหารมาแล้วนะ” จางเหว่ยตะโกนเรียกพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
เมื่อได้ยินเสียงของจางเหว่ย เสี่ยวตงก็ชะงักค้างทันที
เขารู้สึกว่าการที่ผู้จัดการโรงแรมทำแบบนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่ในฐานะพนักงานระดับล่างสุด เขาก็ทำได้แค่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บริหาร
เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของจางเหว่ย เสี่ยวตงก็พูดไม่ออก
ปกติแล้ว จางเหว่ยเป็นคนที่ใจดีมาก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนในครัว
“เสี่ยวตง ยืนนิ่งทำไม มาช่วยฉันขนของสิ” จางเหว่ยอุ้มกล่องสีฟ้าขนาดใหญ่ที่มีไอเย็นออกมาสองกล่องลงจากรถ
“เอ่อ…พี่จาง…” เสี่ยวตงฝืนใจพูด “คุณ…คุณกลับไปเถอะ ผู้จัดการบอกว่า โรงแรมเราไปร่วมมือกับซัพพลายเออร์รายอื่นแล้ว วันนี้ไม่ต้องใช้วัตถุดิบของคุณแล้ว”
เมื่อจางเหว่ยได้ยิน รอยยิ้มที่มุมปากก็แข็งค้าง “อะไรนะ? เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเปลี่ยนใจกะทันหัน?”
เสี่ยวตงถอนหายใจ “พี่จาง อย่าถามผมเลย นี่เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ผมแค่คนส่งข่าวเท่านั้น”
จางเหว่ยถูมือด้วยความกังวล อาหารทั้งรถคันใหญ่ บอกไม่เอาก็ไม่เอา ถ้าเขาต้องขนกลับไปคงขาดทุนย่อยยับ
จางเหว่ยยิ้มแหย ๆ จับมือเสี่ยวตงพลางพูดว่า “ถ้าพวกคุณมีข้อติชมอะไรเกี่ยวกับอาหารของร้านผม บอกมาได้เลย ผมจะปรับปรุงให้”
เสี่ยวตงส่ายหัวไปมาเหมือนลูกระนาด “พี่จาง ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยนะ แต่นี่เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารโรงแรม ผมก็ทำอะไรไม่ได้ คุณกลับไปก่อนเถอะ”
เจียงเสี่ยวไป๋รออยู่บนรถนานแล้ว ไม่เห็นใครขนของสักที จึงกระโดดลงจากรถถามว่า “พี่จาง! เกิดอะไรขึ้น?”
หลังจากได้ยินว่าโรงแรมเปลี่ยนใจยกเลิกความร่วมมือกะทันหัน เจียงเสี่ยวไป๋ก็ดึงพี่จางไปด้านข้าง แล้วจ้องมองเสี่ยวตงด้วยสายตาเย็นชา
“ผมต้องการพบผู้จัดการของคุณ เรื่องนี้ต้องสอบถามให้ชัดเจน ถ้าพวกคุณจะยกเลิกความร่วมมือจริง ๆ ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ระบุในสัญญา”
“เฮ้? เด็กน้อยที่ไหนมาพูดแทรก ไม่ใช่เรื่องที่แกจะมายุ่ง” ผู้จัดการโรงแรมบังเอิญได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋พอดี จึงรีบเดินเข้ามา
ผู้จัดการโรงแรมยืนอย่างไม่สนใจมารยาทตรงหน้าทั้งสอง ท่าทางยโสโอหัง
จางเหว่ยและเจียงเสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วพร้อมกัน
ปกติแล้วผู้จัดการโรงแรมพูดจากับพวกเขาด้วยท่าทีสุภาพ มีรอยยิ้มประจบประแจงติดอยู่บนใบหน้าเสมอ
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นคนละคน
“คุณผู้จัดการ พวกเรามีสัญญาต่อกัน ถ้าคุณจะยกเลิกความร่วมมือฝ่ายเดียว กรุณาจ่ายค่าชดเชยด้วย”
เผชิญหน้ากับผู้จัดการโรงแรมที่ยโสโอหัง เจียงเสี่ยวไป๋ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ผู้จัดการโรงแรมกลอกตา “ชดเชยบ้าบออะไร ถ้าพวกแกอยากฟ้องร้อง ก็ไปฟ้องที่ศาลเลย ฮึ ดูสิว่าใครจะเจ๊งก่อนกัน”
โรงแรมเป่าลี่หลายมีฝ่ายกฎหมายเป็นของตัวเอง คอยรับมือกับข้อพิพาทต่าง ๆ จัดการเรื่องแบบนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ถ่วงเวลาไปสักปีครึ่งก็ไม่มีปัญหา
แต่ทางฝั่งจางเหว่ยไม่มีคนช่วย พวกเขาเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ไม่มีกำลังจะต่อสู้ได้
จางเหว่ยดึงแขนเจียงเสี่ยวไป๋ “ช่างมันเถอะ อย่าไปเถียงกับพวกเขาเลย ถ้าพวกเขาไม่เอาก็ไม่เป็นไร ยังมีคนอื่นอีกมากที่ต้องการ เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง”
ตอนนี้เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับโรงแรมเป่าลี่หลายอีก
เขากำลังคิดว่าจะขายวัตถุดิบที่มีอยู่ในมือยังไงดี ไม่อย่างนั้นถ้าผ่านวันนี้ไป วัตถุดิบพวกนี้ก็จะเสียเปล่าไป
“หึ พูดเหมือนมีคนอยากได้นักนะ พวกนายคิดสูงเกินไปแล้ว
ฉันบอกให้นะ ที่ฉันยอมร่วมมือกับพวกนายตอนนั้น ก็เพราะเห็นแก่หน้าเสิ่นชิง
ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ฉันก็ไม่อยากแสร้งทำเป็นสนใจพวกนายอีก รีบไสหัวไปซะ!”
ผู้จัดการโรงแรมถ่มน้ำลายลงข้างเท้าจางเหว่ยแล้วเดินผ่านไปอย่างดูถูก
พอได้ยินคำพูดแบบนั้น จางเหว่ยกับเจียงเสี่ยวไป๋ก็ทนไม่ไหว
“แกสิที่ตาย! ทั้งครอบครัวแกนั่นแหละตาย!”
เรื่องการเสียสละของเสิ่นชิง ทางการยังไม่ได้ประกาศแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เชื่อและไม่อยากเชื่อเลย
หลายวันมานี้ พวกเขาต้องฝืนยิ้มทั้งที่เจ็บปวด ต้อนรับลูกค้าเข้าออก เพื่อรักษาธุรกิจของร้านเอาไว้
ตอนนี้คำพูดของผู้จัดการโรงแรมได้แทงใจดำพวกเขาทั้งสองคนเข้าพอดี
จางเหว่ยและเจียงเสี่ยวไป๋โมโหจนเลือดขึ้นหน้า คว้าแขนเสื้อผู้จัดการโรงแรมพร้อมจะต่อย
จะดูถูกพวกเขายังไงก็ได้ แต่การใส่ร้ายเสิ่นชิงนั้นยอมไม่ได้!
ผู้จัดการโรงแรมก็โมโหเช่นกัน รีบโทรเรียกบอดี้การ์ดเจ็ดแปดคนมา
พวกบอดี้การ์ดกอดอกเดินมาด้วยท่าทางดุดัน ตั้งใจจะสั่งสอนจางเหว่ยและเจียงเสี่ยวไป๋ให้รู้สำนึก
พนักงานในครัวหลังที่สนิทกับจางเหว่ยเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบเข้ามาห้ามทันที
“โอ๊ย ๆ ทำไมถึงได้โมโหกันขนาดนี้ล่ะ พวกเรายังมีโอกาสร่วมงานกันอีกนะ”
“อย่าตีกัน อย่าตีกัน วันนี้โรงแรมมีแขกเยอะแยะ ถ้าเรื่องแพร่ออกไปจะไม่ดีเอา”
“พี่จาง ฟังผมสักหน่อย ใจเย็น ๆ ก่อน ใจเย็น ๆ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีคนมากกว่า จางเหว่ยจึงไม่มีทางเลือก ต้องพาเจียงเสี่ยวไป๋จากมา
ระหว่างทางกลับ จางเหว่ยถอนหายใจตลอดทาง
เขากังวลทั้งเรื่องความปลอดภัยของเสิ่นชิงและกังวลว่าอาหารในรถจะขายไม่ออก
“พี่จางเหว่ย พี่เสิ่นชิงจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน ไม่รู้ทำไม แต่ในใจผมรู้สึกแบบนั้น เธอเป็นคนดีขนาดนั้น สวรรค์คงไม่ใจร้าย…”
เจียงเสี่ยวไป๋ปลอบใจจางเหว่ยพลางมองไปที่รถ
“พี่จาง ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนมาขายริมทางล่ะ? ยังไงอาหารส่วนใหญ่ของเราก็เป็นพวกตุ๋นพะโล้และอาหารรองท้อง ก็ตรงกับความชอบของคนทั่วไปนะ”
จางเหว่ยตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวไป๋
“ความคิดนี้ใช้ได้!”
จางเหว่ยเป็นคนลงมือทำอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็ตั้งแผงขายริมทางอย่างง่าย ๆ ขายตุ๋นพะโล้และอาหารรองท้องต่าง ๆ
เพราะราคาถูกและคุณภาพดี จึงดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อไม่น้อย
…
โรงแรมเป่าลี่หลาย
ลูกค้าคนหนึ่งเรียกผู้จัดการโรงแรมมา ชี้ไปที่จานตุ๋นพะโล้บนโต๊ะแล้วพูดว่า “คุณผู้จัดการ พวกคุณเปลี่ยนเชฟหรือเปล่า?
ผมรู้สึกว่าจานตุ๋นพะโล้ครั้งนี้ไม่อร่อยเหมือนแต่ก่อนนะ”
ผู้จัดการโรงแรมเก้อเขิน ยิ้มแหย ๆ พูดว่า “เอ่อ… พวกเราไม่ได้เปลี่ยนพ่อครัวนะครับ อาจจะเป็นเพราะคุณทานบ่อย เลยเบื่อก็ได้นะครับ”
ลูกค้าอีกคนยืนขึ้นพร้อมถือจานอาหารพลางพูดว่า “ไม่ถูกต้อง อาหารรองท้องของพวกคุณรสชาติเปลี่ยนไป ทั้งมันทั้งเค็ม ไม่สดชื่นเลย ไม่อร่อยเหมือนแต่ก่อน”
ลูกค้าทั้งหลายเคยชินกับอาหารรองท้องที่จางเหว่ยทำ พอต้องมากินของที่อื่น ก็รู้สึกว่าไม่อร่อยเป็นพิเศษ
ผู้จัดการโรงแรมเช็ดเหงื่อเย็น ได้แต่ฝืนใจพูดว่า “เรื่องนี้… ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ หัวหน้าเชฟคนเดิมของเราลาหยุด วันนี้เป็นเชฟคนอื่นทำอาหาร ทุกคนถือโอกาสลองชิมรสชาติใหม่ ๆ ดูก็ดีนะครับ”
พูดจบ ผู้จัดการร้านก็รีบเดินออกไปด้วยสีหน้าเก้อเขิน พอเดินมาถึงประตู ก็เจอยามที่ถือจานอาหารรองท้องเดินมา
ยามยิ้มกว้างพูดกับเขาว่า “ฮ่ะ ๆ คุณผู้จัดการครับ ผมเห็นพี่จางที่หัวถนนครับ ทำไมเขาไปตั้งแผงขายของที่นั่นล่ะครับ? แต่ขายดีเชียวนะ”
พอได้ยินเช่นนั้น ผู้จัดการโรงแรมก็โกรธจนกัดฟันกรอด
เขาแอบเรียกนักเลงตัวใหญ่มาสองสามคน “ไป พวกนายไปพังแผงของจางเหว่ยให้ฉันที”