สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 446 โบนัสที่ 2
บทที่ 446 โบนัสที่ 2
ลุงหลิวพยักหน้า รถแล่นมาจอดหน้าโรงแรมอย่างรวดเร็ว ฉินซือจับมือลู่ฉิวเยว่ลงจากรถช้า ๆ
ภายในโรงแรม เพราะวันนี้งานเลี้ยงจัดโดยตระกูลซู เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวง ทุกคนจึงให้เกียรติมางานกันตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน
“ทำไมยังไม่มา” เฝิงซีมองไปที่ทางเข้าสองสามครั้งก็ไม่เห็นคนคุ้นเคยเดินเข้ามา จึงบ่นพึมพำ
หญิงสาวข้าง ๆ รู้สึกสงสัย “คุณพูดอะไรน่ะ”
เฝิงซีส่ายหัว “เปล่า”
แม้ว่าหญิงสาวจะไม่พอใจกับท่าทีเย็นชาของอีกฝ่าย แต่ก็ยังไม่กล้าพูดอะไร กลับหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟที่อยู่ไม่ไกล “น้องคะ รบกวนเติมไวน์ให้ที่นี่ด้วยค่ะ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกคนมารวมตัวกัน ภรรยาของนายกเทศมนตรีกลับหันไปทางเฝิงซีแล้วพูดว่า “รินไวน์เพิ่มให้ท่านผู้นี้สักแก้ว”
เธอหัวเราะอย่างประจบประแจง
เฝิงซีชินแล้ว จึงพยักหน้าตอบอย่างเย็นชา “ขอบใจ”
เมื่อปีก่อน หลังจากที่ฟังคำแนะนำของลู่ฉิวเยว่ เธอก็เลิกกับผู้ชายคนนั้นแล้วหันมาทุ่มเทให้กับอาชีพการงาน ผลก็คือกิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันสินทรัพย์ของเธอก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 13 ของทั้งประเทศ
ตอนนี้ไม่ว่าใครเห็นเธอก็ต้องยกย่องสรรเสริญจากใจจริงว่าเป็น “นักธุรกิจหญิงแกร่ง”
บรรดาภรรยาของผู้มีอำนาจทั้งหลายยิ่งพยายามประจบสอพลอ
เฝิงซีถอนหายใจ ช่างเป็นความจริงที่ว่าผู้ชายเป็นอุปสรรคต่ออาชีพการงานเสียจริง!
ในที่สุดหางตาก็ได้เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ดวงตาของเฝิงซีสว่างวาบกำลังจะโบกมือทักทาย แต่เธอกลับได้ยินสุภาพสตรีที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น
“ชิชะ ไม่ว่าที่ไหนก็มีลู่ฉิวเยว่คนนี้”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณชายตระกูลฉินชอบอะไรในตัวเธอ หรือว่าเพราะใบหน้าที่สวย?”
“ดูเหมือนว่าผู้ชายทั้งโลกก็เหมือนกัน คิดด้วยส่วนล่าง”
บรรดาคุณนายพยักหน้าเห็นด้วย
ฉินซือคนนี้ ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจ แถมยังรูปงามอีกต่างหาก ทำไมถึงชอบลู่ฉิวเยว่ล่ะ? ยังไม่ดีเท่าแต่งงานกับคุณหนูจากตระกูลผู้ดีเสียอีก สมกันกว่าเยอะ
เมื่อได้ยินคุณนายทั้งสองที่อยู่ข้าง ๆ พูดแบบนั้น สีหน้าของเฝิงซีก็เย็นชาทันที เธอหันไปมองด้วยสายตาอันไม่เป็นมิตรแล้วพูดจาไม่ดีใส่ “ทำไมล่ะ? เห็นคนอื่นแต่งงานได้ดีแล้วหมั่นไส้รึไง? เป็นนางยักษ์อิจฉาริษยารึไงถึงได้เปรี้ยวขนาดนี้? มีปัญญาไปด่าคุณชายฉินต่อหน้าไหมล่ะ มาว่าลับหลังแบบนี้ ปากเสียขนาดนี้ไม่กลัวปากเน่าเหรอ!”
สองคุณนายตกใจกับอาการโกรธเกรี้ยวอย่างฉับพลันของเธอ เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็น ทั้งสองจึงมีสีหน้าไม่สู้ดี
“ฉัน… ฉันพูดอะไรผิด ฉันอนุญาตให้เธอหลอกล่อสามีคนอื่น แต่จะไม่ให้ฉันพูดอะไรเลยเหรอ” คุณนายคนหนึ่งโกรธจัด
เฝิงซียิ้มเยาะเทไวน์แดงสาดไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย “คนที่จิตใจสกปรกมองคนอื่นก็สกปรกเช่นกัน คุณนายสวี ก่อนหน้านี้คงจะใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้หลอกล่อคุณชายสวีสิน่ะ”
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของเธอแทบจะเต็มห้องโถง “คุณพูดว่าลู่ฉิวเยว่ใช้ใบหน้าไต่เต้าขึ้นมา คุณตาบอดหรืออย่างไร ถึงได้พูดจาเหลวไหลเช่นนี้!”
ทุกคนได้ยินดังนั้น ต่างก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาเกือบจะหัวเราะออกมา มองคุณนายสวีด้วยสายตาเย้ยหยัน
คุณนายสวีกรีดร้อง เช็ดไวน์แดงที่ใบหน้า เธออยากจะกรูเข้ามาฉีกใบหน้าของอีกฝ่าย “ฉันพูดอะไรผิดหรือ ใคร ๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงที่ไม่มีอำนาจและฐานะแบบเธอใช้อะไรไต่เต้าขึ้นมา!”
เธอกล่าวถ้อยคำที่แหลมคม แสดงออกถึงความดูถูกเหยียหยามลู่ฉิวเยว่อย่างไม่ปิดบัง
ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเฝิงซีเท่านั้น แม้แต่แขกคนอื่น ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมองด้วยสายตาตำหนิ มีคนลุกขึ้นยืนแล้วพูดจาล้อเลียนว่า “อาศัยหน้าตาในการไต่เต้าขึ้นมา? คุณนายสวีคงไม่รู้สินะว่าสามีของคุณกำลังวิ่งวุ่นขอความร่วมมือจากร้านของคนอื่นอยู่!”
ฝูงชนต่างหัวเราะกันครืน ช่วงนี้กิจการของตระกูลสวี ประสบปัญหาเล็กน้อย พวกเขารู้ดีเลยล่ะ ได้ยินมาว่าท่านประธานสวี วิ่งไปที่หน้าหมู่บ้านของลู่ฉิวเยว่ทุกวันเพื่อขอความร่วมมือ แต่ถูกเธอปฏิเสธหลายครั้ง ตอนนี้ภรรยาของเขากลับพูดจาดูถูกเหยียดหยามว่าไม่คู่ควร ไม่กลัวโดนลมพัดจนลิ้นแข็งหรือไง!
ท่านประธานสวีรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ เกือบจะหมดสติล้มลง
วันนี้เขาเพิ่งรู้ว่าลู่ฉิวเยว่จะมาจึงดิ้นรนหาคนขอการ์ดเชิญเพื่อแอบเข้ามา แต่ไม่คิดว่า ยังไม่ทันได้เข้าไปตีสนิทก็ถูกคนโง่ ๆ ในบ้านนี้ทำให้โกรธแค้นแทบบ้า!
“ลี่มู่ซิ่ว! หุบปากซะ!” เขาตะโกนเสียงดัง ไม่กล้าหันหน้าไปมองลู่ฉิวเยว่ที่อยู่ไม่ไกล
เธอไม่เคยสนใจเรื่องการตลาดเลย คิดว่าลู่ฉิวเยว่เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ใครจะรู้ว่าเธอยังมีความสามารถขนาดนี้ มองดูหน้าสามีที่ดำเหมือนก้นหม้อ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าก่อเรื่อง จึงปิดปากเงียบไม่กล้าพูดอะไร
“รีบไปขอโทษคุณลู่ซะ!” ประธานสวีกัดฟันพลางดึงลากอีกฝ่ายไปยังหน้าลู่ฉิวเยว่
เธอจำใจก้มหัว “ขอโทษค่ะ คุณลู่ ฉันพูดผิดไปแล้ว โปรดยกโทษให้ฉันด้วย”
ลู่ฉิวเยว่เหลือบมองสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ได้พูดอะไร
ประธานสวีหัวเราะ “คุณนายลู่ ภรรยาผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย โปรดเมตตาอภัยให้เธอสักครั้งเถอะ”
“อายุสี่สิบกว่าแล้วยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ดูยังไงก็ไม่น่าจะจริง” ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปคล้องแขนฉินซือเดินจากไป
ประธานสวีถูกเธอเยาะเย้ยจนหน้าซีด เมื่อหันไปสบตากับฉินซือที่เย็นชา ก็ยิ่งรู้สึกหวั่นไหว รู้สึกราวกับว่าฟ้าจะถล่มลงมา
เมื่อเฝิงซีเห็นลู่ฉิวเยว่ เธอก็รีบวิ่งไปหาแล้วพูดว่า “ฉิวเยว่ ทำไมคุณเพิ่งมาถึง? ฉันรอมานานแล้ว”
“ที่บ้านเลี้ยงเด็ก ๆ เพลินลืมเวลาไปหน่อย ยังดีที่มาทันเวลาค่ะ” ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาหนึ่งใบ
เธอเพิ่งทานมื้อค่ำที่บ้านเสร็จ เลยไม่ได้แตะขนมหวานหรืออาหารบนโต๊ะเลย
เฝิงซีมองดูฉินซือกับลู่ฉิวเยว่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บังเอิญไปเห็นเพื่อนของเธอจึงพูดกับลู่ฉิวเยว่สองสามประโยคแล้วขอตัวไปก่อน ปล่อยให้ทั้งสองได้คุยกันแบบส่วนตัว
จากนั้นเฝิงซีรีบเดินเข้าไปหา ทุกคนในงานที่คอยมองเธออยู่แล้วก็สลับกันเดินมาหาลู่ฉิวเยว่ บางคนเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของเธอ บางคนตั้งใจจะเข้ามาตีซี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์
“ได้ยินมาว่าเดือนก่อนคุณนายลู่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเชฟของห้องอาหารแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย!” เจียงฉี่แสดงความยินดีด้วยใจจริง
เดือนที่แล้วเรื่องนี้ลงหนังสือพิมพ์ไปแล้ว เห็นว่าหัวหน้าเชฟเป็นลู่ฉิวเยว่ เขายังแปลกใจอยู่พักหนึ่ง ไม่คิดว่าเธอจะไต่เต้าได้เร็วขนาดนี้ เพียงไม่กี่ปีก็ได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าเชฟแล้ว
“นายก็เรียกฉันว่าคุณนายลู่ด้วยเหรอ” ลู่ฉิวเยว่เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยก็ยิ้มขึ้นมา “เจียงฉี่ นายจะห่างเหินกับพวกเราอย่างนั้นเหรอ”
เจียงฉี่หัวเราะในลำคอ ชี้นิ้วไปทางฉินซือ “คุณไม่รู้อีกเหรอว่าสามีของคุณเป็นพ่อเสือหึงโหด ถ้าผมไปสนิทกับคุณ เขาก็จะพ่นน้ำลายออกมาแน่ ๆ”
เธอพยักหน้าสองครั้ง สีหน้าเห็นด้วย
เขาหยุดไปสองสามวินาที ก่อนจะไอออกมาแห้ง ๆ “นานแล้วที่ไม่ได้เจอฉินมู่ฉิวลูกสาวคุณ พรุ่งนี้ผมจะไปเยี่ยมบ้านคุณนะ ไม่ว่าอะไรใช่ไหม”
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะ “เจียงฉี่ นายก็อายุเยอะแล้วนะ ทำไมไม่หาเมียสักคนล่ะ วัน ๆ จ้องแต่จะมาหยอดน้ำลายใส่ลูกสาวฉัน รีบ ๆ กลับไปมีลูกซะเถอะค่ะ”
ทุกครั้งที่เจอกันเธอก็จะบ่นเรื่องให้เขาเป็นพ่อทูนหัวของฉินมู่ฉิว ทำเอาฉินซือผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ต้องกุมขมับ แต่มาตอนนี้…
“เจ้าแม่ทูนหัว*[1] ลู่ฉิวเยว่! ตอนนี้เธอถึงกับกล้ามาเร่งให้ฉันแต่งงานแล้วเหรอเนี่ย!” เจียงฉี่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง รีบโบกมือไปมา แล้วรีบเดินหนีไปราวกับวิ่งหนีผี
[1] คำว่า “เจ้าแม่ทูนหัว” เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงในเชิงทะเล้นหรือหยอกล้อ