สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 445 โบนัสที่ 1
บทที่ 445 โบนัสที่ 1
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ลู่ฉิวเยว่นอนอยู่บนโซฟาอย่างเกียจคร้าน ด้านข้างเป็นคุณแม่ฉินที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่
คุณพ่อฉินถือหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งอยู่ข้าง ๆ อ่านเป็นระยะ ๆ แล้วก็หยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องสองสามที บรรยากาศดูอบอุ่นมาก
“ป๊า… ป๊า…”
จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะที่ชัดเจนดังขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่งของห้องนั่งเล่น เสียงนั้นใสซื่อและขี้เล่น
ลู่ฉิวเยว่อดที่จะยิ้มไม่ได้ เท้าเปล่าสีขาวเตะที่น่องของชายหนุ่มข้าง ๆ “ลูกสาวของคุณเรียกหาคุณอยู่ ไปเล่นกับเธอเถอะ”
ฉินซือปล่อยเอวของเธอออกอย่างไม่เต็มใจ เมื่อหันไปเห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลนัก มุมปากเขาก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้น “เจ้าตัวแสบ เรียกหาพ่อมีอะไรอีก?”
พี่เลี้ยงเด็กเห็นว่าเขาเดินมา จึงหยิบยื่นเด็กน้อยมาให้ด้วยความรวดเร็ว
ฉินซือกอดเด็กไว้ทันที แววตาของเขามีแต่ความรักใคร่และอ่อนโยน
ชายหนุ่มดูเป็นคุณพ่อจริง ๆ เลยละ
ลู่ฉิวเยว่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกสาวพลางยิ้มอย่างอดไม่ได้ เธอไม่ดูโทรทัศน์หรอก แค่มองพวกเขาทั้งสองก็พอแล้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าสวรรค์ได้ยินคำอธิษฐานอย่างแรงกล้าของฉินซือ ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เธอก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวออกมาจริง ๆ
สิ่งมีชีวิตน้อย ๆ นั่นคงจะซุกซนมากพอแล้วช่วงที่เธอตั้งท้อง แต่กลับเงียบสงบมากตอนที่คลอดออกมา ถือว่าคลอดออกมาได้อย่างราบรื่น
ฉินซือเป็นคนตั้งชื่อให้ เขาบอกว่าเด็กเกิดในฤดูใบไม้ร่วง เข้ากันดีกับชื่อฉิวเยว่ของเธอ จึงตั้งชื่อลูกสาวว่ามู่ฉิว
ฉินมู่ฉิว
ลู่ฉิวเยว่ท่องชื่อนี้ซ้ำ ๆ อยู่หลายวัน รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมเลย มันฟังดูหวานเลี่ยนเกินไป เด็กผู้หญิงอาจจะไม่ชอบ
สุดท้ายฉินซือก็ตัดสินใจครั้งสุดท้าย “ชื่อนี้ก็ดี มู่ฉิวจะไปไม่ดีตรงไหน!”
จากนั้นก็หันหลังไปทำหน้าตาตลกกับเด็กน้อยตลอดเวลา “ถูกต้องใช่ไหม มู่ฉิว?”
เจ้าตัวเล็กหัวเราะซะด้วย ลู่ฉิวเยว่รู้สึกไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องยอมตกลงตามความต้องการของเขา
ถ้าเด็กน้อยไม่ชอบ เธอจะพาไปเปลี่ยนชื่อในอนาคต นับว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร
ฉินซือกอดลูกสาวตัวน้อยอย่างมีความสุข ไม่กี่วินาทีก็รู้สึกว่าผิดปกติ เมื่อแตะที่ผ้าอ้อมก็รู้สึกว่าหนัก ๆ เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าตัวแสบ สมควรโดนเรียกว่าตัวแสบจริง ๆ! ไม่แปลกใจเลยที่เรียกพ่อเสียงใสขนาดนั้น! ที่แท้ก็เพราะฉี่รดกางเกง!”
ลู่ฉิวเยว่เกือบจะหัวเราะออกมา
มู่ฉิวเด็กน้อยคนนี้มีไหวพริบที่ฉลาดเป็นกรดมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ตอนที่ไม่ได้มีอะไรทำก็ชอบเรียก “แม่” แต่ถ้าเกิดว่ามีเรื่องอะไรก็จะเรียก “ป๊า… ป๊า…” ฉินซือเป็นคนโง่คนหนึ่ง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียกก็จะวิ่งกรีดร้องไปอย่างมีความสุข แต่สุดท้ายก็วิ่งกลับมาบ่นกับเธอด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง
“เด็กคนนี้” พี่เลี้ยงเด็กมองไปที่สีหน้ายับเยินของฉินซือแล้วอดหัวเราะไม่ได้ รีบไปหยิบผ้าอ้อมผืนใหม่แล้วก็ยื่นมือไปรับเด็ก “ฉันจะเปลี่ยนให้คะ”
ฉินซือส่ายหัว รับผ้าอ้อมมาแล้วเปลี่ยนให้กับลูกสาว เคลื่อนไหวด้วยความชำนาญ “ฉันจะเปลี่ยนเอง”
ลูกน้อยของตัวเอง ต่อให้ซนแค่ไหนก็ทำไงได้ล่ะ เธอเพิ่งจะตัวเล็กนิดเดียว จะตีก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่รู้เรื่อง
พี่เลี้ยงเด็กพยักหน้า แล้วก็เอาผ้าอ้อมผืนเก่าออกไปทิ้ง
คุณผู้ชายคนนี้ข้างนอกนิ่งเฉย ไร้อารมณ์ หน้าบึ้งตึงจนน่ากลัว แต่กลับไม่ต่างไปจากผู้ชายทั่วไปที่บ้าน ใจดี อุ้มลูก เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำอาหาร เป็นสามีที่ดีที่สุด
เธอเป็นพี่เลี้ยงเด็กมานานหลายปี แต่เพิ่งจะเคยเห็นคุณผู้ชายแบบนี้เป็นครั้งแรก
ฉินซือเพิ่งเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกสาวเสร็จก็ก้มศีรษะลงแล้วมองเห็นมือเล็ก ๆ คู่นหนึ่งอยู่บนรถเข็นเด็ก เด็กผู้ชายจ้องมองก้นของลูกสาวอย่างใจจดใจจ่อด้วยดวงตาที่เปียกชื้น
จู่ ๆ ก็เกิดไฟแห่งความโกรธขึ้นมาในใจของเขา เขากัดฟันและจ้องเขม็ง “ไอ้ตัวแสบ! อายุยังน้อยก็เริ่มแอบดูตูดผู้หญิงแล้วนะ อย่างนี้ไม่ดี!”
ก้นของลูกสาวเขา อีตาหนุ่มน้อยนี่มีสิทธิ์อะไรจะดู!
เด็กผู้ชายหน้าตาประหลาดใจดวงตาสีดำโต ๆ มองไปที่น้องสาวในรถเข็นเด็กสองครั้ง แล้วก็เอามือไปจับที่ศีรษะแล้วก็ชี้นิ้วไปที่รถเข็นเด็ก “เมี่ย… เมี่ย…”
เสียงตำหนินั้นดึงดูดความสนใจของทุกคน ลู่ฉิวเยว่มองแล้วก็หัวเราะอย่างขบขัน หยิบหมอนข้างที่อยู่ข้าง ๆ ขึ้นมาทุบหัวของฉินซือ “ฉินซือ นายเป็นโรคหรือเปล่า! วานว่านยังเล็กขนาดนั้นจะรู้เรื่องอะไร!”
คุณแม่ฉินก็รู้สึกว่าลูกชายของตัวเองตื่นตระหนกมากเกินไป จึงจ้องเขม็งอย่างรุนแรงพร้อมกับโบกมือเรียกเด็กชายอย่างอ่อนโยน “วานว่าน มาหาคุณยายนะ อย่าเล่นกับลุงที่ไม่ดี”
“มาสิ จอมซนมากินแอปเปิ้ลสิ” สิ่งมีชีวิตน้อยมองมาด้วยสายตาที่กระหาย ลู่ฉิวเยว่รู้สึกหัวใจอ่อนยวบ
เด็กชายหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง ปล่อยรถเข็นเด็กและเดินไปข้างหน้าพร้อมกับน้ำลายไหลย้อยลงมา
นับตั้งแต่ที่มู่ฉิวเกิดมา พื้นในห้องนั่งเล่นก็ปูด้วยพรม เด็กจะคลานอย่างไรเสื้อผ้าก็ไม่เปื้อน
ลู่ฉิวเยว่กอดสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ไว้ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วจึงป้อนเข้าไปในปากของเขา
ฉินวานว่านเป็นลูกชายของฉินเซียว สามเดือนหลังจากที่เด็กหายตัวไป ในที่สุดนักสืบก็ได้นำข่าวดีมาให้ เด็กชายนั้นอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในฮุ่ยซื่อ
สืบวนเวียนไปมา ไม่คาดคิดว่าเด็กจะถูกคนอื่นพาตัวไปที่บ้านเกิด ฉินซือพาพ่อแม่ฉินไปรับเจ้าตัวเล็กกลับมา แล้วก็ส่งพ่อค้ามนุษย์และคนที่ซื้อเด็กเข้าคุกในทันที
“ผมก็อยากกิน!” ฉินซือกอดลูกสาวเข้ามาใกล้ ๆ ด้วยความคาดหวัง
ลู่ฉิวเยว่ตอบกลับโดยเยาะเย้ย “ยังมีหน้ามาพูดไหมเนี่ย!” จากนั้นผลักใบหน้าของเขาออก
เมื่อมองดูเวลา ก็เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว เธอวางฉินมู่ฉิวไว้ในอ้อมแขนของพี่เลี้ยงเด็กข้าง ๆ แล้วก็ลุกเดินขึ้นบันไดไป “หนึ่มทุ่มไม่ได้บอกว่ามีงานเลี้ยงหรอกเหรอคะ ถ้าไม่รีบไปคงจะไม่ทันแล้วนะ”
ฉินซือขานรับ วางเด็กไว้ในอ้อมแขนของแม่ แล้วก็จุ๊บมู่ฉิวหนึ่งทีอย่างแรง “หนูมู่ฉิว เดี๋ยวพ่อกลับมาน่ะ”
ฉินมู่ฉิวยังไม่ทันตั้งตัว พอเขาจุ๊บ เธอก็งงไปชั่วครู่ ความรังเกียจปรากฏชัดบนใบหน้า ร้องไห้โวยวายจนหลังคาสั่นสะเทือนไปสามครั้ง
ฉินซือสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“ได้แล้ว ได้แล้ว ฉันจะกล่อมเอง” คุณแม่ฉินมองลูกชายด้วยสายตาที่รังเกียจแล้วก็หันไปหลอกล่อหลานสาวที่รักด้วยเสียงอ่อนโยน
ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วลงบันได กำลังจะออกไป แม่บ้านก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอกด้วยสีหน้าแปลก ๆ ก่อนจะพูดกับคุณแม่ฉิน “คุณนายฉิน คุณฉินเซียวมาอีกแล้ว บอกว่าอยากจะพบนายหญิง”
“ไม่พบ! สั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไล่เธอออกไป!” สีหน้าคุณแม่ฉินเปลี่ยนไปในทันที
ลู่ฉิวเยว่หันหน้าไปสบตากับฉินซือที่บันไดโดยไม่ได้พูดอะไรเลย
เมื่อก่อนเรื่องนั้นล้วนแต่เป็นแผนการของต้วนโม่และแฟนสาวของเขา ส่วนฉินเซียวไม่รู้เรื่องเลย ดังนั้นเธอจึงอยู่ที่สถานีตำรวจเพียงไม่กี่เดือนก็ออกมาจากคุกได้แล้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าเคยเป็นคุณหนูผู้ดีมาก่อน เมื่อออกมาจากคุกแล้ว เธอก็ไม่ได้ทำงาน แต่กลับคิดที่จะขอให้คุณพ่อคุณแม่ฉินยกโทษให้ และกลับมาอยู่บ้านฟรี ๆ โดยไม่ต้องทำงาน
แต่คุณแม่ฉินไม่ยินยอม ตั้งแต่เด็กหายตัวไปครั้งที่แล้ว เธอก็หมดเยื่อหมดใย ตัดขาดจากฉินเซียวอย่างเด็ดขาด ทุกครั้งที่ได้พบเธอ ก็จะหันหลังให้ทันที
“ระบบความปลอดภัยของหมู่บ้านนี้แย่มาก! ไม่ได้ ถึงเวลาต้องให้ซิงเจียไปแจ้งกับยามแล้ว!” คุณแม่ฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็หันหลังเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อตามหาแม่บ้านของที่นี่
ลู่ฉิวเยว่มองแล้วก็หันกลับมามองอีกครั้ง เธอกอดแขนฉินซือแล้วเดินออกไปข้างนอก
เมื่อทั้งคู่เดินออกมา พวกเขาก็เห็นฉินเซียวยืนอยู่หน้าบ้านจากที่ไกล ๆ
“จอดรถไหมครับ?” คุณลุงคนขับรถหันไปมองกระจกหลัง
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหัว “ไม่ต้อง”
เธอไม่มีอะไรจะคุยกับคนบ้าอย่างฉินเซียวหรอก คุยกันนาน ๆ เข้าเธอก็ยิ่งรู้สึกโมโหเปล่า ๆ ไม่คุยดีกว่า