สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 417 ลู่ฉิวเยว่กำลังตั้งครรภ์
บทที่ 417 ลู่ฉิวเยว่กำลังตั้งครรภ์
ลู่ฉิวเยว่มองร่างของเฝิงซีที่วิ่งหนีไปพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
“เราจะไปไหนกันต่อครับ?” เมื่อเห็นเฝิงซีออกไป คนขับรถจึงเปิดประตูกลับขึ้นมา
“กลับบ้านกันค่ะ” ลู่ฉิวเยว่มองออกไปด้านนอกและเห็นว่าท้องฟ้ากำลังมืดลงแล้ว
เมื่อคิดว่าคนที่เธอชอบกำลังรออยู่ที่บ้าน ลู่ฉิวเยว่อดไม่ได้ที่จะลอบยิ้มเล็กน้อย
“ที่รัก คุณกลับมาแล้ว” ตามที่คาดไว้ ฉินซือแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งเข้ามาหาทันทีที่เธอเปิดประตู “วันนี้ผมทำอาหารที่คุณชอบไว้เยอะเลย คุณจะกินเพิ่มทีหลังอีกก็ได้”
ฉินซือเดินตามเธออย่างใกล้ชิด
“หลบไปสิ! ฉันไม่ใช่คนพิการนะคะ ไม่ต้องให้คุณมาช่วยล้างมือหรอก” ลู่ฉิวเยว่หัวเราะด้วยความรำคาญ และตบมือของฉินซือที่ยื่นออกมาเพื่อหวังช่วยเหลือ ชายคนนี้เริ่มติดเธอแจขึ้นทุกวัน
ฉินซือยิ้มกว้างและโอบเอวของเธอด้วยความรักใคร่
“อยากจูบเหรอคะ?” ดวงตาลู่ฉิวเยว่เป็นประกายด้วยความซุกซน
“ครับ” เสียงของฉินซือทั้งต่ำและแหบแห้ง เขาจ้องมองริมฝีปากสีแดงเข้มที่เหมือนกลีบกุหลาบของหญิงสาว ความเร่าร้อนจากสายตาคู่นั้นทำให้ลู่ฉิวเยว่รู้สึกเหมือนว่าริมฝีปากของเธอกำลังจะไหม้
“ถ้าอย่างนั้นหลับตาลงก่อน”
ฉินซือรู้สึกงุนงง พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยากัน และไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนคู่หนุ่มสาวที่ไม่ประสีประสากับเรื่องพวกนี้ อย่างไรก็ตามเขายังคงหลับตาอย่างเชื่อฟังและตอบกลับอย่างเริงร่า “ที่รัก ผมหลับตาแล้ว เข้ามาสิ”
แสงประกายวาดผ่านดวงตาของลู่ฉิวเยว่ เธอขยับออกจากอ้อมกอดของเขาแผ่วเบา ก่อนยื่นมือที่เปียกโชกออกไปเช็ดกับใบหน้าของเขา จากนั้นจึงรีบกระโดดหลบพร้อมหัวเราะเสียงดัง
“ลู่ฉิวเยว่!” ฉินซือหัวเราะด้วยความโกรธและวิ่งไล่จับเธอ “ทำไมคุณถึงใจร้ายได้ขนาดนี้!”
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเสียงดัง “ศึกไม่หน่ายเล่ห์!”
ฉินซือกัดฟัน เขาอยากประทับจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างรุนแรง และไม่ปล่อยเธอไปกระทั่งลู่ฉิวเยว่แทบขาดลมหายใจ
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้ ลู่ฉิวเยว่ยกมือขึ้นปิดปากและร้องขอความเมตตา “กินข้าวก่อนเถอะ คุณคงไม่อยากให้อาหารเย็นชืดใช่ไหม”
ฉินซือสูดลมหายใจอย่างเย็นชา เขาดึงเก้าอี้ให้เธอนั่ง ก่อนโน้มตัวลงกระซิบข้างหู “คืนนี้ผมจะสั่งสอนคุณให้หนัก!”
ลู่ฉิวเยว่พลันรู้สึกเสียวสันหลังอย่างอธิบายไม่ได้ เธอกลืนน้ำลายลงคอและหลบสายตา “กินข้าวเถอะค่ะ มัวพูดเรื่องอื่นทำไม”
“มะเขือยาวตุ๋นของโปรดคุณ” ฉินซือนั่งลงด้านข้างและตักผักให้เธอ จากนั้นค่อย ๆ ตักซุปซี่โครงหมูใส่ถ้วยมาวางตรงหน้าหญิงสาว
ลู่ฉิวเยว่หยิบตะเกียบขึ้น แต่เธอไม่รู้สึกอยากอาหารเลย หลังจากลังเลอยู่นาน เธอก็ยังไม่หยิบมันเข้าปาก
“มีอะไรเหรอ หรือมันจะไม่อร่อย?” ฉินซือกังวล หรือว่าฝีมือการทำอาหารของเขาแย่ลงอีกแล้ว?
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “อาจเป็นเพราะช่วงนี้ฉันไม่ค่อยอยากอาหาร เดี๋ยวจะลองดื่มซุปดูค่ะ”
ฉินซือมองดูหญิงสาวดื่มซุปในถ้วยขณะที่กังวลมากขึ้น “ทำไมล่ะ ไม่กี่วันมานี้คุณแทบไม่กินอะไรเลย แล้วยังทำงานหนัก ถ้าคุณเป็นลมล้มพับจะทำยังไง”
เขาเอื้อมมือไปตักซี่โครงใส่ลงถ้วยซุปของเธอ แล้วหยิบข้าวโพดหวานสองถึงสามชิ้นมาใส่ในจานของเธอ
แม้ลู่ฉิวเยว่จะไม่มีความอยากอาหาร แต่เธอก็ยอมกินสองถึงสามคำเพื่อไม่ให้เขาเป็นกังวล หลังดื่มซุปจนหมด เธอก็กินแครอทเข้าไปอีกเล็กน้อยขณะที่กำลังฝืนทนกับอาการคลื่นไส้
“คุณไปโรงพยาบาลกับผมหน่อยดีไหม” ฉินซือถอนหายใจ
ลู่ฉิวเยว่ยิ้มและจับมือของเขา “คุณลืมแล้วเหรอ? ฉันเองก็เป็นหมอนะคะ”
หลังจากครุ่นคิด เธอก็เพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้จับชีพจรของตัวเองมาระยะหนึ่งแล้ว จึงยื่นมือออกไปสัมผัสที่ข้อมือ
ทันใดนั้น แววตาของเธอฉายความประหลาดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอเม้มริมฝีปากและตรวจสอบชีพจรอย่างระมัดระวังอีกครั้ง
“เป็นอะไรไปเหรอ?” หัวใจของฉินซือแทบทะลุออกจากหน้าอก นิ้วที่จับตะเกียบแน่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่ท้องไส้ปั่นป่วน เมื่อครู่คุณทำหน้าเหมือนกำลังจะตายเลย”
“ก็คุณทำให้ผมกลัวแทบตาย! ลู่ฉิวเยว่ คุณนิสัยแย่ลงเรื่อย ๆ แล้วนะ!” ฉินซือโกรธและโอบอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน จากนั้นโน้มตัวจูบเธอหลายครั้งเพื่อบรรเทาอาการขุ่นเคือง
“ใครบอกให้คุณบังคับให้ฉันกินเยอะทุกวันล่ะ น่ารำคาญจะตาย!” ลู่ฉิวเยว่เบือนหน้าหนีด้วยความไม่พอใจ
ฉินซือหัวเราะ “ผมผิดสินะที่เตือนคุณให้ดูแลสุขภาพ เจ้าหมาป่าน้อยตาขาว”
ที่บ้านไม่มีแม่บ้าน ฉินซือจึงต้องล้างจานเองทั้งหมด ในตอนแรกที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เขาไม่คุ้นชินกับการทำงานบ้านสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เขาสามารถช่วยลู่ฉิวเยว่ทำความสะอาดบ้านได้ทุกอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งที่ลู่ฉิวเยว่ยุ่งกับงาน งานบ้านส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่ที่ฉินซือ กระนั้นเขาก็ไม่เคยบ่น
ลู่ฉิวเยว่มองร่างของชายหนุ่มในห้องครัวและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
เธอรู้สึกมีความสุขมากที่ได้อยู่กับฉินซือ
เธอหันหลังเดินเข้าห้องไปหยิบชุดนอนเพื่อเตรียมอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่บนเตียงอุ่นขณะที่อ่านหนังสือต่างประเทศในมือ ปลายผมของเขายังคงเปียกชื้น เขาคงไปอาบน้ำในห้องรับแขก
“กำลังอ่านอะไรเหรอ?” ลู่ฉิวเยว่โน้มตัวไปหาและวางหัวบนไหล่ของเขา
ฉินซือเอนหน้าลงไปถูไถกับหัวของเธอ เขาโยนหนังสือลงบนโต๊ะและกดเธอลงบนเตียง “ไม่ได้อ่านอะไรหรอก ไม่มีอะไรน่าดูไปกว่าภรรยาของผมแล้ว”
การเคลื่อนไหวของเขารุนแรงมากจนลู่ฉิวเยว่สะดุ้ง เธอผลักเขาออกพร้อมพูดว่า “อย่าสร้างปัญหาสิ วันนี้ฉันเหนื่อยมากแล้ว และอยากเข้านอนโดยเร็ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบทำให้เสร็จแล้วรีบนอน” เดิมทีเสื้อคลุมอาบน้ำของฉินซือถูกผูกไว้หลวม ๆ และเผยให้เห็นแผงอกกว้าง ตอนนี้มันถูกดึงออกแผ่วเบา ก่อนที่ทิวทัศน์อันสวยงามจะปรากฏในสายตาของลู่ฉิวเยว่โดยไม่มีการปิดบังใด ๆ
ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อและพูดด้วยความโกรธ “ฉินซือ ทำไมถึงทำตัวเป็นนักเลงแบบนี้!”
ฉินซือหัวเราะเบา ๆ อย่างคลุมเครือ ภายในห้องมืดสลัวมือใหญ่คว้าข้อเท้าขาวของเธอและค่อย ๆ ลูบไล้สูงขึ้น
มือสากของเขาสัมผัสลงบนผิวบอบบางจนร่างกายของลู่ฉิวเยว่สั่นสะท้าน
“ไม่ได้!” ใบหน้าของเธอแดงก่ำพร้อมน้ำตาที่ปริ่มอยู่หางตา เธอยังคงกัดฟันปฏิเสธและจับผ้าห่มคลุมตัวเหมือนดักแด้ “ฉันจะนอนแล้ว”
จากนั้นจึงหลับตาลง
ร่างกายของฉินซือร้อนและไม่มีที่ระบาย เขาจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเมื่อเธอสาดน้ำเย็นใส่เขาเช่นนี้ เขาหยุดไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนปีนกลับขึ้นเตียงและปิดโคมไฟข้างเตียง จากนั้นเอื้อมมือไปกอดเธอด้วยความหมองเศร้า
ลู่ฉิวเยว่มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนภายนอกที่เต็มไปด้วยดวงดาวสุกสกาว ไม่มีใครรู้ได้ว่าเธอกำลังคิดสิ่งใดอยู่
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฉินซือไปทำงาน ลู่ฉิวเยว่ก็หยิบกระเป๋าของเธอและออกจากบ้าน
“ลุงหลิว ไปโรงพยาบาลประชาชนในเมืองค่ะ”
ลุงหลิวประหลาดใจและหันไปมองลู่ฉิวเยว่ “คุณไม่สบายหรือครับ?”
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหัว “ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ”
วันนี้เธอเงียบผิดปกติ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่ฉิวเยว่ถือผลตรวจในมือด้วยความประหลาดใจระคนมีความสุข นี่เรื่องจริงเหรอ?
เธอยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหู และค่อย ๆ วางมือลงบนท้องของเธอ
นี่คือลูกของเธอกับฉินซือ!
หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น หลังเดินออกจากโรงพยาบาล เธอรู้สึกกระตือรือร้นที่จะบอกข่าวดีนี้กับฉินซือ
เขาจะมีท่าทียังไงเมื่อได้รู้เรื่องนี้กันนะ? เขาเคยพูดถึงการมีลูกหลายครั้ง และคงจะดีใจมากถ้าได้รู้ข่าวดีนี้!
“หรือว่า?” ลุงหลิวคาดเดาเมื่อเห็นลู่ฉิวเยว่เดินออกมาด้วยใบหน้ามีความสุข
“ใช่ค่ะ” ลู่ฉิวเยว่ตอบกลับอย่างอ่อนโยน
ลุงหลิวพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณฉินจะต้องดีใจมากแน่ ๆ เมื่อได้รู้ข่าวดีนี้”
เขาจดจำมันได้อย่างชัดเจนตอนที่รู้ว่ามีลูกคนแรก เขาวิ่งขึ้นลงบันไดหลายสิบรอบเพื่อสงบสติอารมณ์ และเกือบจะเป็นลมหมดสติในสนามเด็กเล่นด้วยโรคลมแดด