สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 407 ฉินซืออิจฉาเพื่อนร่วมงานใหม่
บทที่ 407 ฉินซืออิจฉาเพื่อนร่วมงานใหม่
เธอเหลือบดูเวลาและเห็นว่าชั้นเรียนจะเริ่มขึ้นเร็ว ๆ นี้ เธอจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นขณะเดินตรงไปยังอาคาร กระทั่งมาถึงชั้นเรียนก่อนเริ่มคลาสเพียง 5 นาที
“ฉิวเยว่ ตรงนี้ ฉันจองที่นั่งไว้ให้แล้ว” เจี่ยงชียืนขึ้นและโบกมือให้ลู่ฉิวเยว่จากแถวที่สอง
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้ารับและเดินตรงไปหา
“ทำไมเธอไม่ฝึกเล่นเปียโนเพิ่มสักหน่อยล่ะ” เจี่ยงชีกล่าวด้วยความกังวล
เจียงเยว่อี๋พยักหน้าเห็นด้วยและขยับเข้ามาใกล้ “ไม่รู้ว่าใครเอาเธอไปนินทาลับหลังอีก บอกว่าเธอพึ่งพา… ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้รับโอกาสได้ขึ้นเล่นดนตรีบนเวที แล้วยังบอกว่าจะรอหัวเราะเยาะเธอด้วย”
พูดถึงเรื่องนี้ เธอรู้สึกโกรธมาก “ฉิวเยว่รีบฝึกฝนให้หนักขึ้นเร็ว ๆ เข้า ฝีมือการเล่นเปียโนของเธอจะได้ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็ไม่ต้องอับอายบนเวที”
“ฉันรู้แล้วว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือพวกนั้น” ลู่ฉิวเยว่พยักหน้า “พวกเธอไม่ต้องกังวลนะ ฉันเตรียมแผนรับมือกับเรื่องนี้ไว้แล้ว”
“งั้นเราจะไปห้องดนตรีเพื่อจองเปียโนให้เธอฝึกพรุ่งนี้!” เจี่ยงชีพูดพร้อมตบหน้าอกตัวเอง
ในมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาศิลปะ ทำให้มีห้องดนตรีคอยบริการ ทว่าเปียโนนั้นมีจำกัด มาก่อนได้เล่นก่อน ใครดีใครได้
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหัว “ไม่ต้องหรอก ฉัน…” ขณะที่เธอกำลังจะพูด ศาสตราจารย์ชราก็เข้ามาพร้อมหนังสือสองเล่มที่หนีบไว้ใต้วงแขน ทำให้เธอต้องหุบปากทันที
เจี่ยงชีขมวดคิ้ว เธอโน้มตัวเข้าหาพลางกระซิบ “ลู่ฉิวเยว่ นี่เหลือเวลาไม่กี่วันแล้ว เธอห้ามขี้เกียจฝึกซ้อมนะ!”
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้ารับ เมื่อเห็นว่าศาสตราจารย์ชราจ้องเขม็งมาที่เธอสองคน เธอจึงนิ่งเงียบทันที
เจี่ยงชีเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้า*[1] เธอหันไปสบตากับเจียงเยว่อี๋โดยหวังว่าพวกเธอจะสามารถลากลู่ฉิวเยว่ไปห้องเปียโนเสียตอนนี้
หลังจากชั้นเรียนของศาสตราจารย์จบลง ลู่ฉิวเยว่ก็โทรหาฉินซือ
“ฉันจะไปกินข้าวเย็นกับอาจารย์เดลีคืนนี้ และจะกลับบ้านทันที ฉันบอกคนขับรถมารับฉันแล้วค่ะ” เธอถามอย่างอ่อนโยน
ฉินซือหยุดครู่หนึ่ง คล้ายกับไม่พอใจอยู่บ้าง “ก็ได้ อย่าลืมโทรบอกผมหลังกินเสร็จนะ”
ประตูมหาวิทยาลัยอยู่ตรงหน้าเธอ และคนขับรถก็อยู่ไม่ไกล ลู่ฉิวเยว่จึงวางสายโทรศัพท์
สถานที่นัดหมายคือร้านอาหารของลู่ฉิวเยว่
“คุณลู่” พนักงานต้อนรับจำเธอได้ จึงรีบวิ่งมาทักทายด้วยรอยยิ้มพร้อมดวงตาที่เป็นประกาย “คุณเดลีมาถึงแล้วค่ะ และอยู่ในห้องส่วนตัวสุดพิเศษ”
ลู่ฉิวเยว่ยิ้มบาง ก่อนหันหลังกลับและเดินขึ้นไปยังชั้นบน
เมื่อผลักประตูห้องพิเศษ เธอเห็นชายสองคนอยู่ข้างใน ลู่ฉิวเยว่ประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์เดลี ฉันมาสาย ส่วนนี่คือ…”
อาจารย์เดลีหัวเราะ เขาหันไปตบไหล่ชายที่อยู่ด้านข้างและกล่าวแนะนำ “นี่คือเพื่อนใหม่ของผม คุณกู้อี้เสวียน เขาบอกผมว่าต้องการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือกับคุณ ผมจึงพาเขามาทานอาหารค่ำด้วยกัน ฉิงเยว่ คุณไม่รังเกียจใช่ไหม?”
เดลีเป็นหุ้นส่วน และเป็นเพื่อนของอาจารย์เธอ แล้วเธอจะกล้าไม่พอใจได้อย่างไร เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “จะรังเกียจได้อย่างไรคะ ยิ่งคนเยอะยิ่งสนุก ฉันชอบค่ะ”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น เธอหันไปหากู้อี้เสวียนและยื่นมือออกไป “สวัสดีค่ะคุณกู้อี้เสวียน ฉันชื่อลู่ฉิวเยว่ค่ะ”
ขณะที่กล่าวทักทาย เธอมองพิจารณาชายตรงหน้าในเวลาเดียวกัน
ใบหน้าเรียบเนียน จมูกโด่งเป็นสัน เขาดูเหมือนสุภาพบุรุษผู้สมบูรณ์แบบที่หลุดมาจากในนิยาย
“ได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว” กู้อี้เสวียนยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ที่เห็นข้อต่อชัดเจนยื่นออกมาจับมือของเธอ
สุภาพมาก
ลู่ฉิวเยว่แอบตัดสินอีกฝ่ายในใจพลางนั่งลงตรงข้ามเขา
“ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรให้ได้ยินหรอกค่ะ คุณกู้พูดเกินไปแล้ว”
“เอาล่ะ เอาล่ะ พวกเราต่างเป็นเพื่อนกัน ไม่จำเป็นต้องทำตัวสุภาพและเป็นทางการขนาดนี้” อาจารย์เดลีบอกพวกเขาอย่างอบอุ่น
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นจึงหยิบเมนูส่งให้กู้อี้เสวียนและเดลี “ไม่รู้ว่าพวกคุณชอบทานอะไร สั่งได้ตามสบายนะคะ”
ทุกคนเข้ากันได้ดี และบรรยากาศในโต๊ะอาหารก็ดีมาก
ลู่ฉิวเยว่มองบรรยากาศอ่อนโยนรอบตัวกู้อี้เสวียน เธอคิดว่าเขาคงเป็นข้าราชการ หรือไม่เช่นนั้นก็มาจากครอบครัวนักวิชาการ เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาเป็นนักธุรกิจจริง ๆ ซึ่งทำให้เธอแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่เหมือนเหรอครับ?” กู้อี้เสวียนหัวเราะเบา ๆ
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหัว “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ เพียงแค่คุณกู้แตกต่างจากเราที่มีกลิ่นอายเหมือนทองแดง ขณะที่คุณกลับมีกลิ่นอายของหนังสืออยู่รอบตัว”
กู้อี้เสวียนเผยยิ้มและโบกมือ “คุณลู่ก็พูดเกินไป มันเป็นแค่ภาพลักษณ์ภายนอกของผม”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เริ่มพูดถึงเหตุผลที่ขอติดตามเดลีมาที่นี่ “คุณลู่ คุณคงได้รู้แล้วว่าผมมีร้านอาหารหลายสาขา ผมมาที่นี่เพื่อถามว่าคุณอยากพิจารณาการร่วมมือกับเรา และจัดหาพ่อครัวให้กับร้านอาหารของเราไหมครับ?”
“ลองคุยกันก่อนได้ค่ะ” ลู่ฉิวเยว่แตะปลายนิ้วบนโต๊ะโดยไม่รู้ตัว
“ปัจจุบันร้านอาหารของเรามีสาขา 13 แห่งในปักกิ่ง หากคุณสนใจ เราสามารถเสนอเงินเดือนเดือนละ 180 หยวนสำหรับแต่ละคน และจัดหาที่พักแก่พนักงานของคุณด้วย ระยะเวลาสัญญาคือ 3 ปี คุณคิดว่าอย่างไรครับ?” กู้อี้เสวียนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ราคาค่อนข้างสูง เธอสามารถหักออกไปได้เกือบ 50% ดูเหมือนว่าคุณกู้คนนี้จะจริงใจมาก
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วและขยับตัว “น่าสนใจค่ะ แต่ฉันมีเงื่อนไข”
“พูดมาได้เลยครับ” กู้อี้เสวียนรินชาให้เธอ
ลู่ฉิวเยว่พูดอย่างจริงจัง “พนักงานของฉันต้องทำงานไม่เกิน 9 ชั่วโมงต่อวัน และต้องได้กินอาหารกลางวันตอนเที่ยง” นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ร้านอาหารเอาเปรียบเหล่านักศึกษาเพื่อหาผลกำไรส่วนตัว
ดวงตาสีเข้มของกู้อี้เสวียนฉายแววความชื่นชม “ได้แน่นอนครับ ระบบร้านอาหารของเรายังคงมีมนุษยธรรมมาก ผมไม่คาดหวังเลยว่าคุณลู่จะใส่ใจพนักงานถึงขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ร้านอาหารของคุณพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด”
เขายังได้ลองมาที่ร้านอาหารก่อนหน้านี้เพื่อรับสมัครเชฟ แม้จะเสนอที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมการผิดสัญญา แต่ไม่มีพนักงานคนไหนเต็มใจที่จะลาออก
นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาพึงพอใจกับระบบภายในร้านอาหารของลู่ฉิวเยว่มากแค่ไหน
ลู่ฉิวเยว่เพียงแค่ยิ้มตอบ พลางยกแก้วชาขึ้นจิบ
ด้วยคำแนะนำจากอาจารย์เดลี เธอยังเคยได้ยินเกี่ยวกับร้านอาหารชิงหลินมาบ้าง จึงไว้วางใจและเซ็นสัญญาในทันที
หลังทานอาหารเสร็จก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว ลู่ฉิวเยว่ให้คำแนะนำกับผู้จัดการร้านอาหาร จากนั้นจึงหันหลังและเดินออกจากร้านอาหาร
“คุณกู้กำลังรอฉันอยู่เหรอคะ?” เธอแปลกใจเมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มอยู่ไม่ไกล
เธอนึกว่าเขาเดินทางกลับไปพร้อมกับอาจารย์เดลีแล้ว
กู้อี้เสวียนยิ้มและพูดอย่างเขินอาย “เราตกลงทำธุรกิจด้วยกันแล้ว จึงถือว่าเป็นเพื่อนกัน คุณไม่จำเป็นต้องเรียกอย่างสุภาพแบบนั้นก็ได้ครับ เรียกผมว่าอี้เสวียนเถอะ”
ลู่ฉินเยว่พยักหน้ารับ “ค่ะ คราวหน้าฉันจะระวัง”
เธอเหลือบมองรถที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา “คนขับรถของฉันมาถึงแล้ว อี้เสวียน คุณก็ควรรีบกลับได้แล้วนะคะ”
กู้อี้เสวียนโบกมือให้และเดินแยกออกไป
“คุณบอกว่ามาทานอาหารเย็นกับอาจารย์เดลีไม่ใช่เหรอ?” ฉินซือกระโดดลงจากรถและมองข้ามไหล่ลู่ฉิวเยว่ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
มารอพบภรรยาคนอื่นดึกดื่นแบบนี้ หน้าไม่อาย!
ลู่ฉิวเยว่จับมือของเขาพลางส่ายหัว “นั่นคือเพื่อนของอาจารย์เดลี และเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของฉันด้วย”
หญิงสาวจับมือของเขาและพูดเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษ ฉินซือพลันกลับมาอารมณ์ดีและเอื้อมมือออกไปเปิดประตูรถให้เธอ “อื้ม เรากลับบ้านกันเถอะ”
[1] เจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้า (恨铁不成钢) อุปมาถึง การตั้งความหวังหรือเข้มงวดกับคนผู้นั้น เพื่อหวังว่าเขาจะได้ดิบได้ดี