สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 387 เพื่อนร่วมห้องผู้ไร้เหตุผล
บทที่ 387 เพื่อนร่วมห้องผู้ไร้เหตุผล
“หือ? ตรงนั้นคึกคักมาก! เราไปดูกันดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้น” นาน ๆ ทีเจียงเยว่อี๋จะปล่อยให้ตัวเองออกจากมหาวิทยาลัย เธอจึงรีบวิ่งไปร่วมสนุกทุกครั้งที่เธอเห็นสิ่งที่น่าสนใจ
ลู่ฉิวเยว่มองตามสายตาเธอไป ตรงนั้นมีตรอกที่มีเสียงเพลงดังลั่นมาจากข้างใน
“ก็ได้” ลู่ฉิวเยว่พยักหน้า
พวกเธอเพิ่งเคยออกมาเที่ยวที่นี่ การจะเดินไปสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่เสียหายอะไร
ทุกคนเดินไปที่นั่นอย่างมีความสุข และเมื่อพวกเธอเข้าไปใกล้ ก็มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน
ข้างในเป็นห้องเต้นรำกลางแจ้งที่ดัดแปลงมาจากโรงงานร้าง สภาพทรุดโทรม มีคนหนุ่มสาวสองสามคนถือเครื่องดนตรี และไมโครโฟนอยู่ในนั้น คงกำลังจะทำการแสดงดนตรีอะไรสักอย่าง
ไม่มีผู้ชมอยู่ข้างล่างเวที มีเพียงเด็กสองสามคนเท่านั้นที่นั่งเล่นของเล่นข้างกองทราย
พวกเธอรู้สึกผิดหวัง หลังจากมองเพียงแค่ปราดเดียว จึงหมดความสนใจที่จะเข้าร่วมสนุกทันที
“จะว่าไปแล้ว พวกเขาจะไม่รบกวนคนแถวนี้ใช่ไหม ถ้าส่งเสียงดังที่นี่?” เจียงเยว่อี๋มองด้วยความสงสัย
ลู่ฉิวเยว่สบตากับชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างใน ชายคนนั้นมีผมสีฟ้า สักแขนลายพร้อย สายตาเย็นชาชวนหดหู่ ดูไม่เหมือนคนดีเลย
เธอค่อย ๆ ละสายตาอย่างใจเย็น แล้วหันไปดึงเจียงเยว่อี๋ แล้วชวนคนอื่น ๆ “ไปกันเถอะ ตรงนี้ไม่มีอะไรให้ดู”
เจียงเยว่อี๋เดินตามเธอออกไปอย่างว่าง่าย แต่เจี่ยงชียังคงสนใจและอยากจะเข้าไปดู แต่ก็ถูกลู่ฉิวเยว่ลากออกไป
หลังจากเดินออกจากตรอก ลู่ฉิวเยว่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพลงเมื่อกี้นี้เสียงดังมาก จนทำให้เธอเจ็บหูและปวดหัวตุบ ๆ
เสียงของคนเหล่านั้นแย่มาก ไม่ดีเท่ากับเสียงที่เธอเคยอัดมาก่อนด้วยซ้ำ
“ทำไมไม่เข้าไปลองดูล่ะ?” เจี่ยงชีสงสัย
ไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อครู่นี้ลู่ฉิวเยว่ถึงลากเธอออกไปอย่างเข้มงวด
ลู่ฉิวเยว่อดมองเธอไม่ได้ และอธิบายอย่างละเอียด “ในตรอกนั้นแทบไม่มีคนอยู่ และคนกลุ่มนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยง่าย ๆ หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอคิดว่าคนแขนขาบางอย่างพวกเราจะสู้ได้รึเปล่า?”
ยุคนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่พัฒนามากนัก โทรแจ้งตำรวจต้องใช้เวลานานมาก แน่นอนว่าความปลอดภัยสาธารณะยังไม่ดีเท่าไร
“ฉิวเยว่ เธอรอบคอบมาก!” เจี่ยงชีกุมหน้าอกตัวเองด้วยความหวาดกลัว แล้วยกนิ้วโป้งให้ลู่ฉิวเยว่ด้วยใจจริง
“แล้วเราจะไปทำอะไรกันดี ตอนนี้ยังไม่ดึกเลย” เจียงเยว่อี๋รู้สึกเบื่อ แต่เธอไม่อยากกลับไปเร็วขนาดนี้ อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล เพื่อมากินข้าวที่แผงขายของเล็ก ๆ ริมถนนงั้นเหรอ?
เมื่อเดินผ่านโรงภาพยนตร์ ลู่ฉิวเยว่ก็ชี้เข้าไปข้างใน แล้วพูดว่า “ไปดูหนังกันไหม?”
เธออยู่ในยุคนี้มานานแล้ว และเธอก็ยุ่งกับทั้งเรื่องงานและเรื่องเรียน ครั้งสุดท้ายที่เธอดูภาพยนตร์ก็คือดูกับฉินซือ แต่นั่นก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว
“ได้สิ! ฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย” ดวงตาของเสิ่นฉิงเหยียนเป็นประกาย “ฉันเคยดูหนังกลางแปลงในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นยังไง”
พวกเธอตอบตกลงและไปซื้อตั๋วหนังทันที
ตอนนี้มีหนังโรแมนติกเรื่องหนึ่งฉายอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเรื่องความรัก สาว ๆ เหล่านี้จึงสนใจมาก
ลู่ฉิวเยว่ที่มีชีวิตอยู่มาสองชาติเคยดูหนังหักมุมมามากมาย
ภายในโรงหนังมืดสนิท ภาพยนตร์ฉายผ่านโปรเจคเตอร์และม่านเท่านั้น
เทคนิคการเล่าเรื่องที่อธิบายไม่ถูก การสื่ออารมณ์ที่ไม่สมจริง และพฤติกรรมใสซื่อดุจแม่พระของนางเอก ทำให้มุมปากของลู่ฉิวเยว่กระตุก และเบื่อหน่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ผล็อยหลับไป
“ลู่ฉิวเยว่!” ในตอนท้ายของหนัง เจียงเยว่อี๋เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าเธอหลับ จึงกะพริบตาและค่อย ๆ สะกิดเธอให้ตื่น
ลู่ฉิวเยว่ลืมตาขึ้นมองภาพยนตร์บนจอ และสงสัยว่ามันจบลงตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นก็หาว “ดูจบแล้วเหรอ? งั้นเรากลับไปกันเถอะ”
เสิ่นฉิงเหยียนพูดไม่ออก “ฉันว่าหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยดี มันไม่ดีเท่ากับหนังกลางแปลงในหมู่บ้านฉันเลย ตอนที่ต่อสู้กันในอุโมงค์นั้นสนุกจริง ๆ”
การดูเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบนี้น่าเบื่อจริง ๆ หากไม่ใช่เพราะเสียดายเงินไม่กี่หยวน ที่จ่ายเพื่อซื้อตั๋ว เธอก็จะไม่บังคับตัวเองให้ดู และคงหลับไปเหมือนลู่ฉิวเยว่
“นั่นน่ะสิ ชีวิตนี้อย่าไปดูหนังอีกเลย เปลืองเงินค่าอาหารไปตั้งหลายมื้อ” เจี่ยงชีเม้มปาก ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง เธอคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดีมากซะอีก
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะ มองนาฬิกาแล้วเห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว จึงพาพวกเธอกลับไปที่หอพัก
ทุกคนคงเหนื่อยจากการเดินซื้อของ จึงอาบน้ำและผล็อยหลับไป
“ปัง!” ลู่ฉิวเยว่ถูกปลุกให้ตื่นเพราะเสียงเปิดประตูดังลั่น เธอขมวดคิ้วและยื่นศีรษะออกไปดู
ผู้หญิงหน้าไม่คุ้นที่ดูหงุดหงิดเดินเข้ามา แล้วโยนกระเป๋าลงบนเตียงข้าง ๆ
“ใครน่ะ?” ลู่ฉิวเยว่ประหลาดใจ หันไปมองเจี่ยงชีที่อยู่ข้าง ๆ ที่ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน
เจี่ยงชีขมวดคิ้วและพึมพำเบา ๆ “เพื่อนร่วมห้องในหอพักของเรา ดูเหมือนจะชื่อหลี่ซิ่ว เคยเข้ามาครั้งหนึ่งตอนต้นเทอม แล้วก็ไม่ได้เจอเธอตั้งแต่นั้นมา ทำไมถึงมาที่นี่ในเวลานี้”
ส่งเสียงดังมากในตอนกลางคืน น่ารำคาญจริง ๆ เจี่ยงชีพลิกตัวด้วยความโกรธ
ลู่ฉิวเยว่ก็หงุดหงิด และมองดูเวลาเช่นกัน ตอนนี้เป็นเวลาตีสอง เธอหายใจเข้าลึก ๆ แล้วซุกหัวไว้ใต้ผ้าห่ม พยายามข่มตาหลับต่อ
ในที่สุดหลังจากที่เริ่มเคลิ้มหลับ ก็มีเสียงดังอีกครั้ง ไม่รู้ว่าหลี่ซิ่วกำลังทำอะไรอยู่ เสียงนั้นยังคงดังต่อไป
ลู่ฉิวเยว่รู้สึกว่าเธอกำลังจะประสาท จึงลุกขึ้นนั่งและมองหลี่ซิ่วอย่างเย็นชา “กลับมาดึกก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่เธอช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหม คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวในหอพักนี้ เลยไม่ต้องคิดถึงคนอื่นเลยรึไง!”
ทันใดนั้น หลี่ซิ่วก็ตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา หลังโยนแก้วน้ำลงบนเตียง “เก่งนักก็ออกไปซะสิ จะมาทนอยู่เพื่ออะไร!”
ความสามารถในการยั่วโมโหของคนคนนี้น่าประทับใจจริง ๆ ลู่ฉิวเยว่พ่นลมหายใจด้วยความโกรธ แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฉันปฏิบัติตามกฎ ไม่ได้ทำอะไรที่กระทบต่อการพักผ่อนของเพื่อนร่วมห้องในหอพัก ทำไมฉันต้องย้ายออกด้วย เป็นเธอเองนั่นแหละ ในเมื่อไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ก็ไม่ต้องมาอยู่หอพัก เพราะเธอกำลังรบกวนทุกคนอยู่ ถือว่าไม่มียางอาย!”
“ถูกต้อง พวกเราหลับกันหมดแล้ว เธอยังส่งเสียงดังขนาดนี้อีก ใครกันที่น่ารังเกียจ!” เจี่ยงชีทนเก็บอารมณ์ไม่ไหวแล้ว จึงตบข้างเตียง แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อโต้เถียงกับเธอ
คนอื่น ๆ ยังพูดเสริมว่า “หอพักนี้เป็นของทุกคน เธอไม่สามารถทำให้คนอื่นเดือดร้อนได้เพราะเธอคนเดียว จะลดเสียงลงหรือจะเปลี่ยนหอพักก็เลือกเอา”
“เธอน่ารำคาญมาก!”
สุดท้ายคนคนเดียวก็ไม่สามารถเอาชนะคนทั้งกลุ่มได้ หลี่ซิ่วกัดฟันด่าสองสามครั้ง แล้วหันหลังเดินออกไปพร้อมกับกระเป๋า
“ปัง” เสียงกระแทกประตูทำให้ทุกคนอยากจะลากเธอกลับมาตบ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ตอนนี้ลู่ฉิวเยว่ไม่ง่วงนอนอีกต่อไป เธอลุกขึ้นนั่งตัวตรงอย่างปวดหัว
“คนคนนั้นอยู่ในชั้นเรียนเดียวกับเรา แต่เธอมาเข้าเรียนไม่ค่อยบ่อยนัก จึงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่สังเกตเห็น” เจียงเยว่อี๋อธิบาย