สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 385 เห็นผี
บทที่ 385 เห็นผี
เจียงเยว่อี๋เกือบจะหวาดกลัวจนเป็นลม แต่สุดท้ายเธอก็ไม่มีความกล้าที่จะตามไป เธอจึงหยิบไฟฉายที่ลู่ฉิวเยว่ยื่นมาให้ แล้ววิ่งกลับไปที่หอพัก
เงาสีขาวนั้นเดินไปสองสามนาที แล้วหยุดอยู่ตรงจุดหนึ่งในที่สุด
ลู่ฉิวเยว่ตามมาทันพอดี เมื่อมองอย่างใกล้ชิดสักสองสามวินาที ในที่สุดก็แน่ใจ
นี่คือหญิงสาวที่เดินละเมอจริง ๆ
ไม่ได้เป็นการทำผิด แค่ทำให้เพื่อนร่วมชั้นหวาดกลัว
ลู่ฉิวเยว่ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แต่ไม่ได้เดินไปหาทันที เธอติดตามเงาสีขาวนั้นไปสักครู่ ก่อนกลับหอพัก ลู่ฉิวเยว่ตรวจดูบริเวณนั้น จนแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ก่อนจะเดินช้า ๆ กลับไปยังหอพัก
ลู่ฉิวเยว่เดินเข้าไปในหอพัก และพบว่าทุกคนลุกขึ้นพร้อมถือไฟฉายไว้ในมือ คงคิดจะออกไปตามหาเธอ
“ลู่ฉิวเยว่ เธอกลับมาแล้ว เธอทำให้เรากลัวแทบตาย!” ดวงตาของเจียงเยว่อี๋เป็นสีแดงก่ำ แทบจะร้องไห้
เจี่ยงชีก็มีสีหน้าเป็นกังวลเช่นกัน รีบคว้าตัวเธอมามองอย่างละเอียด แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากยืนยันได้แล้วว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บ
“บอกแล้วว่ามีผีจริง ๆ แต่เธอก็ยังตามไปอีก เธอบ้าบิ่นเกินไปหรือเปล่า ลู่ฉิวเยว่!” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เจี่ยงชีก็โมโห “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น!”
“นั่นน่ะสิ ฉันว่าลู่ฉิวเยว่เธอกล้ามาก ถึงได้กล้าตามไปดูอีก เป็นเราคงหนีเตลิดไปแล้ว” คนอื่น ๆ อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
ลู่ฉิวเยว่จับหน้าผากตัวเอง แล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนโบกมือ “ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก ความจริงแล้วเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นที่เดินละเมอ พวกเธอกำลังหลอกตัวเองกันอยู่”
“เอ๊ะ? เดินละเมอเหรอ?” เจี่ยงชีประหลาดใจ เธอเคยได้ยินคนแก่ในหมู่บ้านพูดถึงโรคนี้มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้มาด้วยตัวเอง
“ใครนะ หายรึยัง ให้ฉันไปดูหน่อย!” เมื่อทุกคนได้ยินว่าที่แท้ก็เป็นคนเดินละเมอ ก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่อยากถือไฟฉายออกไปดูว่าเป็นอย่างไร
เมื่อเห็นทุกคนออกไป ลู่ฉิวเยว่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากไอแห้ง ๆ แล้วเดินไปยืนขวางประตูเพื่อห้ามพวกเขา “ฉันแอบดูเธอเดินไปมา ก่อนจะกลับมาที่หอพัก ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ข้างนอกแล้ว แล้วถ้าพวกเราจะออกไปคุยกันเสียงดังข้างนอกตอนนี้ แล้วคนหอพักอื่นจะว่ายังไงล่ะ?”
“อืม งั้นพรุ่งนี้ค่อยไปดูพร้อมกันก็ได้!” เจี่ยงชีผิดหวัง
“ได้ งั้นพรุ่งนี้ฉันก็จะไปด้วย!” ดวงตาของเจียงเยว่อี๋เป็นประกาย เมื่อเธอพูดถึงเรื่องซุบซิบ
ลู่ฉิวเยว่มันเขี้ยวมาก จนอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มนุ่มของเธอ “เมื่อกี้นี้กลัวมากจนร้องคร่ำครวญ แต่ตอนนี้ทำเป็นไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว”
“ใคร… ใครบอกว่าฉันกลัว ลู่ฉิวเยว่ ฉันจะฟ้องเธอข้อหาใส่ร้ายป้ายสี!” เจียงเยว่อี๋เกาะคอเธอ ปฏิเสธที่จะยอมรับ
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ แล้วเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ก็เกือบจะสี่ทุ่มแล้ว เธอโบกมือ “เอาล่ะ ทุกคนรีบไปนอนกันเร็ว ๆ พรุ่งนี้เรามีเรียนกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พยักหน้า พูดคุยกันอีกสองสามประโยค จากนั้นจึงกลับไปนอนที่เตียง
ในคืนที่สอง ทุกคนไม่มีใครเข้านอนเลย แต่ไปรวมตัวกันที่หน้าประตูหอพัก วางแผนจะวิ่งลงไปดูเมื่อเห็นเงาสีขาว
แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาสามทุ่ม เงาสีขาวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“มาแล้ว มาแล้ว!” เจี่ยงชีตื่นเต้น รีบโบกมือให้เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้างหลัง
เจียงเยว่อี๋ตกใจ รีบวิ่งลงไปชั้นล่างตามพวกเธอ
ลู่ฉิวเยว่ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องวิ่งตามเด็กสาวตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ไป
เงาสีขาวค่อย ๆ เดินไปทางห้องน้ำ เดินไปรอบประตู แล้วรีบเดินเข้าไปในป่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วก็ค่อย ๆ หยุดเดิน
“ที่แท้ก็คือเสิ่นฉิงเหยียน!” เมื่อเจียงเยว่อี๋มองใกล้ ๆ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
ทุกคนแปลกใจเมื่อได้ยินดังนั้น
เสิ่นฉิงเหยียนเป็นเพื่อนร่วมชั้นในชั้นเรียนเดียวกันกับพวกเธอ เคยพบกันหลายครั้งในชั้นเรียน และคุ้นเคยกับเธอไม่มากก็น้อย
เจี่ยงชีเตรียมจะเดินไปที่นั่น “ฉันจะไปปลุกเธอให้ตื่น” เดินเตร่ออกมาข้างนอกตอนกลางคืน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอพบกับคนนิสัยไม่ดี
แม้นี่จะเป็นมหาวิทยาลัย แต่ความจริงแล้วคนจากภายนอกสามารถเข้ามาได้ มันไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น
ลู่ฉิวเยว่ตกใจ รีบคว้าข้อมือของเธอไว้ แล้วดึงกลับมา “อย่าไป!”
“ทำไม?” เจี่ยงชีสับสน
คนอื่น ๆ ก็มองดูด้วยความกังวล “ช่วงนี้มีคนเจองูหลายตัวในมหาวิทยาลัย คงไม่ดีแน่ ถ้าเสิ่นฉิงเหยียนไปเจอพวกมันโดยบังเอิญ”
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหน้า และอธิบายอย่างจริงจัง “คนเดินละเมอไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าพวกเรารีบไปปลุกเธอตอนนี้ เธออาจจะสงบสติอารมณ์ไม่ได้สักพัก ความกลัวที่มากเกินไปอาจทำร้ายคนได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายทางจิตได้ง่าย”
ทันใดนั้นทุกคนก็เข้าใจ มองลู่ฉิวเยว่ด้วยความชื่นชม แล้วกุมหน้าอกด้วยความกลัว “โชคดีที่เธออยู่ที่นี่ด้วย ไม่งั้นพวกเราคงทำผิดพลาดไปแล้ว”
หากเสิ่นฉิงเหยียนได้รับบาดเจ็บ เพราะพวกเธอไปปลุกแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง
“แต่ว่าจะทิ้งเธอไว้ข้างนอกแบบนี้ตลอดเวลาเหรอ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอหลงทาง?” เจียงเยว่อี๋กังวล
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เห็นเหรอว่าเธอกลับไปอย่างปลอดภัยหลายครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายความว่าเธอจำทางได้โดยไม่รู้ตัว อีกสักพักก็เดินไปเองนั่นแหละ”
“นั่นสินะ!” เจียงเยว่อี๋ประหลาดใจ แล้วยกนิ้วให้ลู่ฉิวเยว่ด้วยสีหน้าชื่นชม “ลู่ฉิวเยว่ เธอรอบรู้มากจริง ๆ!”
ทุกคนเพียงแค่เฝ้ารออยู่ใกล้ ๆ เพื่อคอยดูอันตรายให้ แล้ววางแผนจะกลับไป หลังจากที่เสิ่นฉิงเหยียนกลับไปนอน
“มันแปลกมาก ทำไมหอพักของเธอไม่สังเกตว่า เสิ่นฉิงเหยียนเดินละเมอหลายครั้งขนาดนั้น คนทั้งหอพักของเธอ ไม่มีใครตื่นมากลางดึกบ้างเลยเหรอ?” เจี่ยงชีประหลาดใจเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
มีคนจำนวนมากในหอพัก อย่างน้อยต้องมีหนึ่งหรือสองคนต้องไปเข้าห้องน้ำทุกคืน แต่คนทั้งเจ็ดในห้องเธอ ไม่ได้สังเกตเห็นเสิ่นฉิงเหยียนเดินละเมอเลยงั้นเหรอ?
เจียงเยว่อี๋หาวและส่ายหน้า “ใครจะรู้”
เมื่อเห็นว่าเวลาใกล้จะสี่ทุ่มแล้ว ในที่สุดเสิ่นฉิงเหยียนก็ค่อย ๆ เดินไปยังหอพัก ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอกและวางแผนจะกลับไปนอน
ก่อนถึงหอพัก พลันเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งจากด้านหลัง
เจี่ยงชีเลิกคิ้วขึ้น แล้วหยิบไฟฉายขึ้นมาส่อง เธอพบว่าจริง ๆ แล้วนั่นคือเพื่อนร่วมชั้นของเสิ่นฉิงเหยียนในหอพัก ที่กำลังจะเดินเข้าไปในหอพัก
“เฮ้! หมิงซี ทำไมเธอออกมาตอนดึกล่ะ?” เจี่ยงชียิ้มอ่อนแล้วเดินเข้าไปทักทาย
หมิงซีพยักหน้า แล้วมองคนกลุ่มใหญ่นี้ก่อนถามว่า “พวกเธอทำอะไรกัน?”
เจี่ยงชีกระแอม แล้วถามว่า “มีคนเดินละเมออยู่ในหอพักของพวกเธอ พวกเธอรู้บ้างไหม?”
หมิงซีประหลาดใจ “พวกเธอก็รู้ด้วยเหรอ?”
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น ปรากฏว่าคนคนนี้รู้ ไม่น่าแปลกใจที่ออกมาดูตอนกลางคืน คงกังวลว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับเสิ่นฉิงเหยียน
“เข้าไปคุยกันเถอะ” หมิงซีเหลือบมองไปทางหอพัก คว้ามือเจี่ยงชี แล้วพาเดินไปที่หอพักของลู่ฉิวเยว่
ทุกคนพยักหน้าแล้วเดินตามไป
“เธอเป็นแบบนี้มานานแล้วเหรอ?” เจี่ยงชีอดไม่ได้ที่จะถามทันทีที่เข้าไปในประตู
หมิงซีพยักหน้า และถอนหายใจอย่างหมดหนทาง “เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เปิดเทอม ต้องออกไปเดินแบบนั้นทุกคืน ตอนแรกพวกฉันก็ตกใจมาก”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็รู้ตัวเหรอ?” เจียงเยว่อี๋สงสัย