สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 384 มหาวิทยาลัยผีสิง
บทที่ 384 มหาวิทยาลัยผีสิง
เมื่อฉืนซือได้ยินดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นเหลือบมองอีกฝ่าย ความดูถูกฉายชัดในสายตาไม่ปิดบัง “คนโสดอย่างคุณจะไปเข้าใจอะไร”
เลขาหวังเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหาง ความโกรธของเขาระเบิดขึ้นทันที
ทำไมเขาถึงโสด? ให้ตายเถอะ ก็เพราะว่าอยู่แต่ที่ทำงาน ขณะที่พวกคุณสองคนพลอดรักกัน และผมก็ยังอยู่ที่ทำงาน!
มีเลขาที่ไหนทำงานหนักเหมือนเขาบ้าง!
เลขาหวังหันไปหาฉืนซือ และกำลังจะบ่นกลับไป เมื่อรถจอด คนขับรถที่อยู่ข้าง ๆ เห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ดี จึงรีบคว้าแขนไว้ แล้วพูดอย่างเศร้าใจ “เลขาหวัง คิดถึงเงินเดือนของคุณไว้”
เดือนละสามร้อยหยวนไม่ใช่เหรอ? หายากมากไม่ใช่เหรอ?
เลขาหวังได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธมากขึ้น เขาหันไปเปิดประตู ลงจากรถ แล้วยิ้มอย่างสุภาพก่อนพูดว่า “เจ้านาย เชิญลงจากรถครับ”
น้ำตาไหลอยู่ในใจ ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่อาจยอมก้มหัวเพื่อข้าวห้าถัง แต่นี่คือสามร้อยหยวน!
ฉืนซือตบไหล่เขา แล้วยิ้มหยอกล้อ “เลขาหวัง รีบหาแฟนให้เร็วที่สุดเถอะ”
ในช่วงบ่าย หลังจากที่ลู่ฉิวเยว่ แลกเปลี่ยนทักษะการทำอาหารกับอาจารย์เดลีก็เสร็จ เป็นเวลาหกโมงกว่าแล้ว เธอมองเห็นพระอาทิตย์ตกดินแต่ไกล และความมืดมิดก็ค่อย ๆ เข้าปกคลุม
ลู่ฉิวเยว่เร่งฝีเท้าเดินออกไปข้างนอก ตรงไปหาคนขับรถ “พาฉันไปส่งที่มหาวิทยาลัยในเมืองหน่อยค่ะ”
“ไม่กลับบ้านเหรอครับ?” ลุงหลิวมองด้วยความประหลาดใจ
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ และส่ายหน้า “จะยังไม่กลับไปสักพักค่ะ ฉืนซือไม่อยู่บ้าน ฉันกลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว มันคงจะดีกว่าถ้าไปอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย จะได้คึกคักมากขึ้นค่ะ แล้วฉันก็ไม่ค่อยมีเวลาไปมหาวิทยาลัยเลย ถ้าไปอยู่สักพักจะได้คุยกับเพื่อนร่วมชั้นด้วยค่ะ”
ที่สำคัญคือการอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย จะช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มากในตอนเช้า สามารถพักผ่อนได้มากกว่าเดิมครึ่งชั่วโมงในตอนเช้า
“ฮ่าฮ่า ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็ดีครับ อยู่บ้านคนเดียวเหงา ๆ นั้น แค่คิดก็รู้สึกแย่มากครับ” ลุงหลิวพยักหน้าเห็นด้วย
ลูกชายของเขาไม่อยู่บ้าน ภรรยาก็กลับไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด กลับถึงบ้านไม่มีใครคุยด้วย เขาเข้าใจดีถึงความรู้สึกเหงานั้น
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ และไม่พูดอะไรอีก
ภายในไม่กี่นาที รถก็มาจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย
ลู่ฉิวเยว่บอกลาลุงหลิว แล้วเดินไปที่หอพัก
ประตูหอพักเปิดกว้าง เมื่อเธอเข้าไปก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ และพูดคุยกันอยู่ข้างในเบา ๆ มันมีชีวิตชีวามาก จู่ ๆ อารมณ์ของลู่ฉิวเยว่ก็ดีขึ้น นัยน์ตาสดใสเบิกบานขึ้น
“คุยเรื่องสนุกอะไรกันอยู่” เธอเดินตรงไปที่เตียง แล้ววางกระเป๋าไว้บนโต๊ะข้างเตียง
“ฉิวเยว่ เธอไม่ได้มาที่นี่มานานแล้ว คิดถึงเธอมากเลย” เดิมทีเจียงเยว่อี๋กำลังพูดคุยอย่างเพลิดเพลิน แต่เมื่อเธอเห็นลู่ฉิวเยว่ เธอก็หมดความสนใจที่จะพูดคุย และวิ่งเข้าไปกอดลู่ฉิวเยว่ด้วยความดีใจ
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะแล้วผลักเธอออกไป ก่อนจะหยิบเค้กไปวางไว้ในอ้อมแขนของเธอ ด้วยความหมั่นไส้ “รับไป รับไป ไม่ต้องมาแกล้งทำเลย”
เจียงเยว่อี๋หัวเราะ ดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นเค้ก และเธอก็พูดสรรเสริญเยินยอเป็นเวลาหลายนาที ทำให้ลู่ฉิวเยว่หัวเราะ
“แบ่งกันด้วยนะ เจียงเยว่อี๋ อย่าคิดจะเอาไปหมดล่ะ!” เจี่ยงชีเหมือนเสือผู้หิวโหยรอตะครุบอาหาร
เมื่อเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ เห็นดังนั้น พวกเขาก็รีบมากินด้วยกัน
ลู่ฉิวเยว่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหันหลังเดินไปที่ตู้เพื่อหยิบผ้าห่มออกมา
เธอมาอยู่ที่นี่เป็นครั้งคราวครั้งละสองสามวัน เธอจึงเอาผ้าห่ม เสื้อผ้าและของใช้จุกจิกไว้ที่นี่
บางครั้งเมื่อเธอไม่ได้มาเป็นเวลานาน เจี่ยงชีและคนอื่น ๆ จะช่วยเอามันออกไปตากแดดให้ จึงสามารถหยิบมาปูเตียงได้เลยทันที
เจียงเยว่อี๋มือไวมาก จึงได้ขนมเพิ่มมากกว่าใครหนึ่งชิ้น เธอรีบวิ่งมาอวดอย่างมีความสุข
ลู่ฉิวเยว่ขบขัน “ถ้ามันอร่อยขนาดนั้น พรุ่งนี้ฉันจะฝึกทำขนมตะวันตก แล้วเอามาเพิ่มให้อีก”
“โอ้โห! ลู่ฉิวเยว่เธอใจดีมาก!” เจียงเยว่อี๋เป็นคนตัวเล็ก เมื่อเธอเกาะคอลู่ฉิวเยว่ เธอก็ดูเหมือนโคอาล่า
ตอนที่เปิดเทอมครั้งแรก ลู่ฉิวเยว่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับพวกเธอนัก ต่อมาเธอก็ซื้อขนมสองสามกล่องไปให้ ไม่คาดคิดว่าหลังจากได้รู้จักนิสัยที่ตรงไปตรงมาของเธอแล้ว ทุกคนก็ชอบเธอมาก
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเบา ๆ แล้วดึงเธอลง “ฉันเห็นพวกเธอคุยกันน่าตื่นเต้นเมื่อกี้ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นพวกเธอตื่นเต้นมาก คือตอนที่อาจารย์มอบหมายการบ้าน
“เอ๊ะ! ไม่พูดแล้ว!” สีหน้าเจียงเยว่อี๋เปลี่ยนไปเมื่อเธอพูดถึงเรื่องนี้
สีหน้าของคนอื่นก็แปลกมากเช่นกัน
เจี่ยงชีเข้ามากระซิบ “เธอไม่ได้มาที่นี่มานานแล้ว ก็เลยไม่รู้ มหาวิทยาลัยของเรามีผีสิงเมื่อเร็ว ๆ นี้!”
“จริงเหรอ?” ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้ว แต่ในใจเธอไม่เชื่อ เธอมีชีวิตอยู่มาสองชาติแล้ว ยังไม่เคยเห็นเลยว่าผีหน้าตาเป็นอย่างไร ต้องมีบางคนแกล้งปลอมตัวเป็นผีแน่ ๆ
“จริงนะ! หลายคนเห็นแล้ว!” เจี่ยงชีรู้ทันทีว่าเธอไม่เชื่อ และอธิบายอย่างกังวลว่า “เป็นเรื่องจริง หลายคนยังเห็นพร้อมกันตอนไปเข้าห้องน้ำในกลางคืนเลย! ผู้หญิงชุดขาวคนนั้นลอยได้”
“มีคนเคยเจอศพอยู่ข้างนอกด้วย!” ใบหน้าของเจียงเยว่อี๋เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ลู่ฉิวเยว่พูดตลก “เอาล่ะ โลกนี้ไม่มีผีหรอก รีบไปอาบน้ำดีกว่า” หลังจากพูดจบ เธอก็หยิบเสื้อผ้าเดินไปโรงอาบน้ำ
หลังจากวันที่วุ่นวาย ลู่ฉิวเยว่ง่วงนอนมาก เธอหลับไปภายในไม่กี่นาทีหลังจากทิ้งตัวลงนอน
“ฉิวเยว่ ฉิวเยว่” กลางดึก จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกเบา ๆ ดังมาเข้าหู และลู่ฉิวเยว่ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาสะกิดแขนเธอเบา ๆ
“มีอะไรเหรอ?” ลู่ฉิวเยว่ลืมตาขึ้นทันที ต้องใช้เวลาสักพักจึงจะรับรู้ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ เธอคือเจียงเยว่อี๋
เธอพูดอย่างลำบากใจ “ลู่ฉิวเยว่ ฉันอยากไปเข้าห้องน้ำ เธอไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”
เจียงเยว่อี๋เหลือบมองไปข้างนอก แล้วรีบมองกลับมาทันที เมื่อนึกถึงเรื่องหลอนที่ทุกคนพูดถึงในวันนี้ ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความสยดสยอง
ถ้าเธอไม่กลัวมากขนาดนี้ เธอคงไม่ปลุกลู่ฉิวเยว่ขึ้นมากลางดึก
ลู่ฉิวเยว่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสวมเสื้อกันหนาวแล้วยืนขึ้น “ก็ได้ หยิบไฟฉายมา”
ในหอพักไม่มีห้องน้ำ ทุกคนจึงต้องเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างออกไปมากกว่าร้อยเมตร
บนทางเดินมีเพียงแสงสลัวจากไฟฉาย เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงใบไม้ที่ถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า
“ลู่ฉิวเยว่ ฉันกลัว” เสียงของเจียงเยว่อี๋สั่นเทา เธอกอดแขนของลู่ฉิวเยว่ไว้แน่น
ลู่ฉิวเยว่ให้ความมั่นใจ “ไม่มีผีในโลกนี้ อย่าหลอกตัวเอง แล้วฉันก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย”
ทันทีที่เธอพูดจบ ลู่ฉิวเยว่ก็พบว่าเจียงเยว่อี๋ที่อยู่ข้าง ๆ เหมือนถูกใครบางคนรัดคอ เธอมองไปข้างหน้าด้วยความหวาดกลัว แล้วพึมพำ “ผี… มีผี!”
ขาของเธอสั่นเทาและกำลังจะล้มลงกับพื้นทันที ลู่ฉิวเยว่รีบช่วยพยุงเธอขึ้นมา แล้วมองไปทางที่เธอจ้องมอง
แน่นอนว่ามีเงาร่างสีขาวยืนอยู่
แสงในเวลากลางคืนมีน้อย เธอจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเจน เธอดึงเจียงเยว่อี๋เพื่อจะเดินเข้าไปใกล้
“เธอกำลังจะทำอะไร!” เจียงเยว่อี๋ตกใจกลัว และปฏิเสธที่จะตามเธอไป “ลู่ฉิวเยว่ ฉันไม่อยากเข้าห้องน้ำแล้ว กลับกันเถอะ”
เธอตัวสั่นน้ำตาร่วงทันที
“ไม่เป็นไร ฉันจะไปดู เธอรอฉันอยู่ตรงนี้แล้วกัน” ลู่ฉิวเยว่ตบไหล่เธอ เมื่อเห็นเงาสีขาวเคลื่อนตัวออกไป เธอก็กังวลมากจนไม่สนใจสิ่งใดเลย แล้วรีบวิ่งตามไป