สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 303 ความเชื่อกับการแต่งงาน
บทที่ 303 ความเชื่อกับการแต่งงาน
“ก็ไม่เลวนะ ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?” คุณแม่หวงพยักหน้าด้วยความพอใจ นึกอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะหันมาถามหวังเซวียนเซวียนกับหวงฉีฉี
สองหนุ่มสาวกำลังแอบยืนจับมือกันอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคุณแม่หวงหันหน้ากลับมาอย่างกะทันหัน เด็กสาวหน้าแดงเล็กน้อย
หวงฉีฉีรีบจ้องมองไปที่ผ้าปูที่นอน ใบหน้าของเธอยิ่งกลายเป็นสีแดงมากขึ้น “มันไม่ดู…แดงเกินไปหน่อยไหมคะ?”
แถมยังปักลายมังกรกับลายหงส์ไฟอีกด้วย
“ลูกจะไปรู้อะไร? สีแดงนี่แหละสีมงคลที่สุดแล้ว” คุณแม่หวงยิ้มและลูบคลำผ้าปูที่นอนด้วยสีหน้าพอใจ
หวงฉีฉีเม้มริมฝีปาก รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
หวังเซวียนเซวียนเป็นคนที่ใส่ใจความรู้สึกของเธออยู่แล้ว เพียงไม่นานเขาก็สังเกตเห็น เขาจึงบีบมือเธอเบา ๆ และกระซิบข้างหูเพื่อปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราค่อยซื้อใหม่ก็ได้ ผืนนี้ใช้แค่วันงานเท่านั้น ส่วนผืนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะซื้อลายที่เธอชอบก็แล้วกัน”
หวังเซวียนเซวียนไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องผ้าปูที่นอน ถ้าหวงฉีฉีไม่ชอบก็แค่เปลี่ยนใหม่ซะ สิ่งสำคัญคือคนรักของเขาต้องมีความสุข
ในที่สุด หวงฉีฉีสามารถกลับมายิ้มได้อีกครั้ง และเธอไม่ได้ปฏิเสธการตัดสินใจของบรรดาผู้ใหญ่
ลู่ฉิวเยว่สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของสองหนุ่มสาวจากทางด้านหลัง ก่อนจะอดยิ้มไม่ได้ และตัดสินใจเดินเข้าไปเกลี้ยกล่อมคุณป้าและคุณแม่หวงที่กำลังยืนเลือกผ้าปูที่นอนกันอยู่ว่า “คุณป้าคะ สีแดงเป็นสีมงคลก็จริง แต่ไม่น่าจะเอาไปใช้งานจริงได้นะคะ ถ้าซื้อไปก็ใช้ได้แค่วันงานเท่านั้น ฉันว่าเปลืองเงินกันเปล่า ๆ เรามาเลือกผ้าปูที่นอนที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันด้วยดีกว่าค่ะ”
หลังจากได้รับการย้ำเตือนเช่นนี้ หญิงวัยกลางคนทั้งสองคนก็ได้สติ การแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องราวระหว่างลูก ๆ ของเธอ เพราะฉะนั้น ความพอใจของลูก ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
“ได้สิ งั้นลูกมาเลือกลายที่ลูกชอบเถอะ” คุณแม่หวงหัวเราะออกมาเสียงดัง กวักมือเรียกให้สองหนุ่มสาวมาช่วยกันเลือก
หวงฉีฉีประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่น้อย เธอหันมายิ้มขอบคุณให้ลู่ฉิวเยว่ ก่อนจะจับมือหวังเซวียนเซวียนเดินตรงไปข้างหน้า พวกเขาช่วยกันเลือกผ้าปูที่นอนหลายผืน สุดท้าย หวงฉีฉีก็ชี้มือไปที่ผ้าปูที่นอนสีชมพูผืนหนึ่ง “หนูว่าผืนนี้สวยมากเลยนะคะ”
มันเป็นผ้าปูที่นอนสีชมพูลวดลายกลีบกุหลาบ การปักลายค่อนข้างปราณีต ดูเป็นของดีมีราคา และยิ่งไปกว่านั้น สีสันก็ไม่ได้ผิดไปจากสิ่งที่คุณแม่หวงต้องการอีกด้วย
แน่นอนว่าเมื่อคุณแม่หวงและคุณแม่หวังเห็นผ้าปูที่นอนผืนนั้น พวกเธอก็ตอบตกลงทันที
“งั้นก็เอาผืนนี้แหละ ฉีฉีมีสายตาที่เฉียบแหลมจริง ๆ!” คุณแม่หวังยิ้มออกมาอย่างจริงใจ และขอให้คนขายช่วยบรรจุใส่ถุง
ลู่ฉิวเยว่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากทางด้านหลัง อดชื่นชมในไหวพริบของหวงฉีฉีขึ้นมาไม่ได้
ตอนที่เธอพบเจอกับเด็กสาวคนนี้ครั้งแรก นั่นเป็นตอนที่พวกเธออยู่บนโรงพัก หวงฉีฉีเป็นเพียงเด็กสาวร่างกายผอมแห้ง ไม่ต่างจากกิ่งไม้ที่พร้อมจะถูกลมพัดแตกหักได้ทุกเมื่อ แต่ปัจจุบันนี้ หวงฉีฉีเติบโตมากขึ้นแล้ว นอกจากเธอจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หวงฉีฉียังมีความคิดที่รอบคอบอีกด้วย
หวงฉีฉีมีความเคารพชื่นชมต่อลู่ฉิวเยว่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และในขณะนี้เมื่อเห็นว่าลู่ฉิวเยว่กำลังจ้องมองมาที่ตัวเองด้วยสายตาชื่นชม เธอจึงรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง
“อันนี้ก็ดูดีนะ ซื้อไปใช้ในพิธีเข้าบ้านเถอะ” หลังจากเดินสำรวจกันต่อได้อีกพักหนึ่ง คุณแม่หวังก็หยุดชะงักและจ้องมองไปที่กระถางทองแดงใบหนึ่งด้วยความพอใจเป็นอย่างยิ่ง
“เหมาะสมมาก เหมาะสมมาก” คุณแม่หวงพยักหน้าเห็นด้วย
คุณพ่อหวังและคุณพ่อหวงที่อยู่ทางด้านหลังเดินมาเงียบ ๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นเลย
พวกเขาทุกคนล้วนมาจากเมืองหัวอ้าย ทุกบ้านเวลาจัดพิธีแต่งงานก็ต้องมีการใช้กระถางจุดไฟให้เจ้าสาวเดินข้ามก่อนเข้าบ้านกันทั้งนั้น ดังนั้น พวกเขาจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไร
มีแต่เพียงลู่ฉิวเยว่กับสองหนุ่มสาวเท่านั้นที่มีสีหน้าลำบากใจ
ใบหน้าของหวงฉีฉีกลายเป็นสีขาวซีดเมื่อเธอจ้องมองไปที่กระถางทองแดง เธอลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร? การแต่งงานมักจะมีประเพณีให้เจ้าสาวเดินข้ามกระถางจุดไฟด้วยนี่นะ
ความคิดเรื่องการก้าวเท้าข้ามกระถางทองแดงที่จุดไฟทำให้หวงฉีฉีตื่นกลัว
หวังเซวียนเซวียนก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน เขาจับมือหญิงสาวอย่างปลอบประโลม
“แม่ครับ ถ้าเกิดเราเผลอเหยียบกระถางทองแดงตอนจุดไฟ มันจะอันตรายเอานะ ผมว่าอย่าซื้อดีกว่าไหม?”
“แต่โบราณเขาถือนะ ทุกครอบครัวในเมืองหัวอ้ายของเราก็ทำกันทั้งนั้น” คุณแม่หวังตอบกลับมา
“ใช่แล้ว กระถางใบนี้ไม่น่าจะมีประกายไฟอะไรมาก ไม่ต้องกลัวหรอก” คุณแม่หวงคุ้นเคยกับสิ่งของเหล่านี้มานานแล้ว จึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
“แล้วถ้าฉีฉีเกิดโดนไฟลวกขึ้นมาล่ะครับ?” หวังเซวียนเซวียนถามกลับไปด้วยความไม่พอใจ
ในขณะนี้ กลุ่มพ่อแม่เริ่มเกิดอาการลังเล
ลู่ฉิวเยว่ยิ้มกว้างและเดินเข้ามาแทรกกลาง “คุณป้าลองคิดดูให้ดีนะคะ ตอนที่ฉันกับฉินซือแต่งงานกัน พวกเราก็ไม่เห็นต้องเดินข้ามกระถางไฟอะไรแบบนี้เลย ชีวิตคู่ของฉันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ? การเดินข้ามกระถางไฟมันก็แค่ความเชื่อเท่านั้นเอง ถึงยังไงชีวิตของเราก็ล้วนกำหนดด้วยตัวเองอยู่แล้ว ไม่งั้นถ้าคนเราอยากมีชีวิตคู่ที่ดี ไม่ต้องเดินลุยไฟกันทุกวันเลยเหรอคะ?”
ลู่ฉิวเยว่ไม่สามารถทนเห็นเรื่องอันตรายเช่นนี้ได้จริง ๆ กระโปรงเจ้าสาวมีขนาดยาวมากพออยู่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประกายไฟทำให้กระโปรงถูกไฟไหม้ขึ้นมา?
เหล่าพ่อแม่เริ่มใช้ความคิดอีกครั้ง
“ก็ได้ พวกเราไม่ต้องซื้อแล้ว” คุณแม่หวังพูดขึ้นเป็นคนแรก
พวกเธอแค่ให้ค่ากับธรรมเนียมโบราณมากเกินไป เมื่อลู่ฉิวเยว่ชี้ให้เห็นความเป็นจริง เหล่าพ่อแม่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนงมงายมากเกินไปขึ้นมาทันที
คุณแม่หวงอดยกมือตบหน้าผากตนเองไม่ได้ “ดูฉันสิ ฉันเองก็เป็นผู้หญิงยุคใหม่ แต่กลับหลงงมงายอยู่กับความเชื่อโบราณ ช่างน่าอายจริง ๆ”
ในที่สุด หวงฉีฉีกับหวังเซวียนเซวียนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทั้งสองคนหันมองหน้ากันและอดหัวเราะออกมาไม่ได้
หวังเซวียนเซวียนรู้สึกว่าตนเองคิดถูกมากที่โทรศัพท์ไปหาพี่สาวเมื่อคืนนี้ ถ้าไม่มีพี่สาวอยู่ด้วย วันนี้เขาก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกับคนรักจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร และพวกเขาอาจจะต้องพบเจอกับปัญหาไม่รู้จบก็เป็นได้
ทางด้านบรรดาพ่อแม่ก็รู้สึกดีที่มีลู่ฉิวเยว่ติดตามมาด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเธอไม่ได้อยู่ตักเตือนพวกเขา พวกเขาก็คงจัดงานแต่งให้กับสองหนุ่มสาวตามความคิดของตัวเอง และนั่นก็อาจจะทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาเกิดความลำบากใจในวันแต่งงานขึ้นมาได้
ภายใต้การคอยควบคุมของลู่ฉิวเยว่ ทุกคนเดินซื้อของสำหรับจัดงานแต่งอย่างมีความสุข หลังจากซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ไปรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน ก่อนจะเดินทางกลับบ้านด้วยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า
ยังคงมีเรื่องราวให้จัดการอีกมากมายก่อนงานแต่ง พ่อแม่ของหวังเซวียนเซวียนยุ่งอยู่อีกตลอดหลายวันหลังจากนั้น แม่ของลู่ฉิวเยว่ต้องคอยไปช่วยเหลือ จึงไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านสักเท่าไหร่
ผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านต่างก็กำลังยุ่งวุ่นวาย ส่วนคู่หนุ่มสาวเงียบเหงาไม่มีอะไรทำ พวกเขาจึงหาเวลาออกไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าและทานอาหารด้วยกันเป็นประจำ
“เซวียนเซวียน ฉันอยู่ตรงนี้!” หวงฉีฉีเห็นหวังเซวียนเซวียนเปิดประตูเดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นยืนกวักมือเรียก
แต่ในทันใดนั้น เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟ จึงรีบยกมือปิดปากด้วยความเขินอาย ก่อนจะหันมองรอบกายโดยไม่รู้ตัว แน่นอนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยถูกรบกวนด้วยเสียงของหวงฉีฉีเมื่อสักครู่นี้ พวกเขาจึงอดหันมาขมวดคิ้วมองเธอไม่ได้
หวงฉีฉียิ้มแหย ๆ และรีบนั่งลง
ในความเป็นจริง เสียงของหวงฉีฉีไม่ได้ดังอะไรเลย เพียงแต่เธอตื่นเต้นมากเกินไป อีกอย่างร้านกาแฟก็ค่อนข้างเงียบ เสียงของเธอจึงฟังดูเหมือนเสียงตะโกน
หวังเซวียนเซวียนมองหน้าคนรักและอดยิ้มออกมาไม่ได้ เขารีบเดินเข้าไปหา
“ทำไมมาเร็วจังเลยครับ?”
“เพราะว่าฉันคิดถึงนายไงล่ะ” หวงฉีฉียิ้มกว้าง
หวังเซวียนเซวียนยิ้มอย่างมีความสุข “ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน”
เมื่อนึกได้ว่าตัวเองกำลังจะได้แต่งงานกับเธอในอีกไม่ช้า หวังเซวียนเซวียนก็ยิ้มกว้างจนปากแทบฉีกถึงรูหู ไม่ต่างไปจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะเคยตกหลุมรักเป็นครั้งแรก
หวงฉีฉีหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินคำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขา จนเธออยากจะฝังใบหน้าของตัวเองลงไปในแก้วกาแฟแก้เขิน