สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 285 เหลียงซิงขอความร่วมมือ
บทที่ 285 เหลียงซิงขอความร่วมมือ
เหลียงซิงหยิบกุญแจรถแล้วขับออกไปทันที
ลู่ฉิวเยว่รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักมากในช่วงนี้ เธอเพิ่งไปที่ร้านอาหารหลายแห่ง เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือกับคนอื่น ๆ ในที่สุดก็ได้กลับไปพักผ่อน ขากลับเธอนั่งรถผ่านร้านอาหารฉิวเยว่ แล้วนึกได้ว่าช่วงนี้มีพ่อครัวใหม่หลายคน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะอยากเข้าไปดูสถานการณ์ จึงบอกให้คนขับจอดรถ
“คุณลุง จอดตรงนี้ได้เลยค่ะ ส่วนเงินจะจ่ายเท่าเดิมเหมือนที่ตกลงกันไว้ตอนแรก ขอโทษที่รบกวนนะคะ” ลู่ฉิวเยว่ลงจากรถ แล้วหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า
ทันทีที่รถแล่นออกไปแล้ว เธอก็หันหลังเดินเข้าไปในร้านอาหาร
“เจ้านาย” พนักงานเสิร์ฟทักทายเสียงหวาน เมื่อเห็นเธอเข้ามา
ลู่ฉิวเยว่ยิ้มและพยักหน้า “ฉันมาดูว่าพ่อครัวปรับตัวอย่างไรบ้าง” หลังจากพูดจบ เธอก็เดินไปที่มุมห้อง และกำลังจะหยิบผ้ากันเปื้อนสีขาวมาใส่ ทันใดนั้น เสียงของชายที่คุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
“ลู่ฉิวเยว่”
ลู่ฉิวเยว่ขมวดคิ้วมองกลับไปที่เหลียงซิง ก่อนจะโยนผ้ากันเปื้อนกลับเข้าไปในตู้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณเหลียง ต้องการอะไรจากฉันเหรอคะ?”
“แน่นอนว่าครั้งนี้ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณครับ” เหลียงซิงเปลี่ยนสีหน้าที่น่ารำคาญก่อนหน้านี้ เป็นใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ค่อนข้างประจบประแจง
“บอกมาเลยค่ะ” ลู่ฉิวเยว่หรี่ตาลง สิ่งผิดปกติย่อมมีเหตุที่ทำให้เกิด
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีสีหน้าเย็นชา เหลียงซิงก็คิดว่าตัวเองยังพอมีความหวังอยู่ เขาจึงรีบพูดว่า “ผมอยากชวนให้ร้านอาหารของคุณมาร่วมงานกับผม ไม่ต้องกังวล ราคาสามารถต่อรองได้…”
ลู่ฉิวเยว่คาดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะมีความคิดแบบนี้ เธอเกือบจะหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วพูดอย่างเย็นชา “เป็นไปไม่ได้ค่ะ”
เธอรู้ว่าชื่อเสียงของร้านอาหารของเขาแย่แค่ไหน การให้เขายืมชื่อร้านอาหารฉิวเยว่ เป็นเพียงการทำลายชื่อเสียงของร้านเธอ
กว่าเธอจะพัฒนาชื่อเสียงของร้านขึ้นมาได้ ไม่ว่าเธอจะได้เงินมากแค่ไหน เธอก็จะไม่เข้าร่วมร้านอาหารฉาวโฉ่ของเหลียงซิง
เหลียงซิงขมวดคิ้ว ความโกรธผุดขึ้นในใจ แต่เมื่อคิดว่าร้านอาหารของเขากำลังจะปิดตัวลง และการทำงานร่วมกับลู่ฉิวเยว่ เป็นโอกาสเดียวที่จะกลับมาพลิกฟื้นได้อีกครั้ง เขาก็อดทนกัดฟันพูดต่อ “ลู่ฉิวเยว่ หากคุณเข้าร่วมกับผม ผมจะขอให้พ่อตาของผม แนะนำให้คุณรู้จักกับนักชิมอาวุโสสองสามคนในวงการ”
เขาเชื่อว่านี่จะเป็นสิ่งล่อใจครั้งใหญ่สำหรับลู่ฉิวเยว่ หญิงชนบทที่มีสายสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยในเมืองหลวง
ลู่ฉิวเยว่กลอกตา “ไม่ต้องค่ะ คุณเหลียง โปรดกลับไปเถอะค่ะ ฉันบอกคุณชัดเจนแล้ว ว่าไม่ว่าคุณจะเสนอเงื่อนไขใดก็ตาม ฉันจะไม่ร่วมมือกับคุณ”
ร้านอาหารของเธอมีชื่อเสียง เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมืองหลวง จึงไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักกับนักชิมอาวุโส เพื่อโอ้อวดตัวเองเหมือนเขา
เมื่อเหลียงซิงได้ยินเธอพูดอย่างนั้น เขาก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ที่เธอจะร่วมมือกับเขา ความโกรธที่ระงับอยู่ในใจระเบิดออกมา “ลู่ฉิวเยว่ เธอจะอวดดีแบบนี้ได้อย่างไร เธอมันก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ!”
ลู่ฉิวเยว่เยาะเย้ย “น่าเสียดายที่คุณเหลียงแค่อยากหาผลประโยชน์ ด้วยการล่อใจหญิงชนบทแบบฉัน อะไรกันคะ คุณโกรธเมื่อฉันไม่ยอมเห็นด้วย มันหยาบคายเกินไปนะคะ”
เหลียงซิงรู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูกอย่างมาก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเมื่อเธอพูด เขากัดฟันด่าเธอ “ลู่ฉิวเยว่ เธอมันสารเลว…”
เขาด่าเธอด้วยคำรุนแรง แต่ลู่ฉิวเยว่ไม่สนใจเลย ราวกับว่าคนที่เขาพูดถึงไม่ใช่ตัวเธอเอง เธอกวักมือเรียกโม่วั่งซิ่งที่อยู่ไม่ไกล “โยนเขาออกไป”
โม่วั่งซิ่งเคยได้ยินวีรกรรมที่เหลียงซิงทำกับร้านอาหารและลู่ฉิวเยว่ เขาจึงไม่ชอบชายคนนี้มานานแล้ว ตอนนี้หลังจากได้ยินคำสั่งของลู่ฉิวเยว่ เขาก็รีบไปหาชายคนนั้น แล้วลากเขาออกไปที่ประตู
ต่อหน้าทุกคน เหลียงซิงรู้สึกเขินอายมาก เขากัดฟันจ้องมองลู่ฉิวเยว่ “เธอกล้าเหรอ!”
โม่วั่งซิ่งกลอกตาแล้วโยนเขาออกไป บอกเขาด้วยการกระทำว่าตนกล้าหรือไม่
เหลียงซิงยืนอยู่นอกประตู ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นมืดมน สุดท้ายเขาไม่สามารถต้านทานสายตาของคนจำนวนมาก ที่มามุงดูอยู่รอบตัวเขา เขาจึงวิ่งหนีไปด้วยความโกรธ
ร้านอาหารของเหลียงซิงมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หากไม่มีลู่ฉิวเยว่เข้าร่วม แม้แต่ความหวังริบหรี่สุดท้ายก็หายไป เขาประกาศล้มละลายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
เพื่อนร่วมงานหลายคนที่เคยถูกเขายั่วยุมาก่อนได้ยินเหตุการณ์นี้ จึงโทรมาเยาะเย้ย เขาหรือแม้แต่มาหาเขาเพื่อทำให้อับอาย
เหลียงซิงโกรธมากจนมีแผลพุพองที่มุมปาก เขาโกรธมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำหนักลดลงมากภายในไม่กี่วัน ลู่ฉิวเยว่เกือบจะจำเขาไม่ได้ เมื่อเธอเห็นเขาเดินอยู่ข้างถนน
นับตั้งแต่สร้างโรงงาน ธุรกิจของลู่ฉิวเยว่ก็เฟื่องฟูด้วยคำสั่งซื้อจำนวนมาก มือของเธอแทบเป็นตะคริวจากการนับเงินทุกวัน
ที่บ้าน ฉินซือมองลู่ฉิวเยว่ที่กำลังคำนวณบัญชีตลอดทั้งคืน โดยมีโคมไฟตั้งอยู่บนโต๊ะ ด้วยความรู้สึกขบขันเล็กน้อย เขาเดินไปลูบหัวเธอ “คนโลภเงินตัวน้อย”
ลู่ฉิวเยว่เงยหน้าขึ้น และกำลังจะพูด แต่จู่ ๆ โทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น เธอตกใจ จึงหยิบมันขึ้นมา “สวัสดีค่ะ ฉันลู่ฉิวเยว่”
“ฉิวเยว่ ฉันเอง อาจารย์อวี๋ของคุณ” เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยดังมาจากปลายสาย
น้ำเสียงของลู่ฉิวเยว่อ่อนโยน “สวัสดีค่ะอาจารย์ ไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?”
“จะมีการสอบจำลองวันที่ 19 ธันวาคม คุณต้องมาแล้ว”
เมื่อได้ยินข่าว ลู่ฉิวเยว่ก็ตกตะลึง แล้วก็ปวดหัว
เธอยุ่งมากกับการเปิดโรงงานช่วงนี้ เธอจึงไม่ได้ไปโรงเรียนมานานแล้ว เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อสอบมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เธอควรทำอย่างไรดี
“เฮ้ ลู่ฉิวเยว่ คุณกำลังฟังอยู่หรือเปล่า?” อาจารย์อวี๋ถามด้วยความสงสัย หลังจากไม่ได้ยินคำตอบของเธอ
“ได้ค่ะอาจารย์ ขอโทษที่รบกวนนะคะ ฉันจะเข้าเรียนให้ตรงเวลาแน่นอนค่ะ” ลู่ฉิวเยว่กลับมามีสติอีกครั้ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูด
เมื่อวางสายโทรศัพท์
“มีอะไรเหรอครับ?” ฉินซือเข้ามาลูบหัวเธอ
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหน้าและยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ใกล้เวลาสอบแล้ว อาจารย์เลยโทรมาแจ้งให้ฉันทราบ”
ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนสองสามวัน เพื่อเรียนตามหลักสูตรก่อนหน้านี้ให้ทัน
วันรุ่งขึ้น ลู่ฉิวเยว่ตื่นแต่เช้าและมาถึงโรงเรียนประมาณหกโมงเช้า เธอนั่งทำการบ้านเงียบ ๆ ที่โต๊ะ
เฉิงเฉิง เพื่อนร่วมโต๊ะไม่ได้เจอเธอมานานแล้ว เมื่อผลักประตูเข้ามาเห็นเธอ ทันใดนั้นก็ตกตะลึงไปหลายวินาที ก่อนจะวิ่งมาตะโกนว่า “ลู่ฉิวเยว่ ในที่สุดเธอก็มาแล้ว ฉันคิดถึงเธอมาก!”
ลู่ฉิวเยว่กอดเธอพลางหัวเราะ “จะถึงเวลาสอบแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันเลยต้องมาทบทวน”
“อ๋อ ใช่แล้ว อาจารย์เพิ่งพูดถึงประเด็นสำคัญบางอย่าง ที่จะทำให้น่าจะสอบผ่านได้ ฉันจะให้เธอยืมสมุดบันทึกของฉันไปอ่าน” เฉิงเฉิงกระตือรือร้นมาก แล้วหยิบสมุดบันทึกที่เขียนด้วยลายมือหลายเล่มออกมาจากลิ้นชัก แล้วกองไว้บนโต๊ะหนังสือของลู่ฉิวเยว่
เหมือนว่ากำลังจะล้มตัวลงนอน ก็มีคนส่งหมอนมาให้ เมื่อคืนเธอสงสัยว่า อาจารย์พูดถึงประเด็นสำคัญของการสอบในช่วงนี้ว่าอย่างไร แล้วเฉิงเฉิงก็มอบให้เธอในวันนี้
“เธอใจดีมาก!” ลู่ฉิวเยว่ลูบแก้มเธอแรง ๆ แล้วพูดอย่างซาบซึ้ง
“แน่นอน ฉันใจดี” เฉิงเฉิงหัวเราะเบา ๆ แล้วเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ท่าทางเย่อหยิ่งเล็กน้อยเช่นนี้ ทำให้คนเห็นต่างขบขัน