ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 95 ควรจะรู้สถานะของตัวเอง
บทที่ 95 ควรจะรู้สถานะของตัวเอง
กงชุนรู้เรื่องที่เธอแอบไปขายซาลาเปาทอดน้ำในเมือง แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่การที่เขาหายาทามาให้โดยไม่ห้ามปราม แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้หัวโบราณอย่างที่คิด
“ขอบคุณ ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าฉันไปขายของที่ไหน” หลี่หนิงเซียนรับยาทาไว้พร้อมกับยิ้มบาง ๆ เธอขายซาลาเปาทอดน้ำมานาน ถูกน้ำร้อนลวก เตา กระทะ ในช่วงเวลาเร่งรีบบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่คิดว่ากงชุนจะสังเกตเห็น
“เที่ยงนี้หาตัวไม่เจอ เลยต้องเค้นเอาจากกงหยาง” กงชุนตอบตามตรง พร้อมกับมองมาที่เธอ
พอรู้ว่ากงชุนไปเค้นความจริงจากน้องชาย หลี่หนิงเซียนกลับอดจินตนาการไม่ได้ว่า ตอนที่กงหยางถูกทรมาน จนต้องยอมปริปากบอกความลับของเธอออก ทำให้เธอเผลอหลุดขำออกมาเบา ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ความลับที่เธอซ่อนไว้มันไม่สำคัญเท่ากับภาพน่าสมเพชของกงหยางในตอนนั้น
กงชุนเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียน มุมปากของเขาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความจริงหลังจากที่รู้จากน้องชายว่าหลี่หนิงเซียนแอบไปขายซาลาเปาทอดน้ำในเมือง เขาก็รู้สึกประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำเหมือนเคยบอกเขาว่าจะไปขายของจริง ๆ หนึ่งเดือนมานี้เธอน่าจะทำงานหนักทุกวัน
กงชุนมองหลี่หนิงเซียนที่นั่งทายาอยู่ด้วยสายตาชื่นชม เขาประหลาดใจเสมอในตัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เธอหาเงินก้อนโตมาจ่ายค่าผ่าตัดให้คุณปู่ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ที่ทำให้เขาชื่นชมยิ่งกว่าคือ เธอรู้จักวางตัวต่ำต้อย ซ่อนความสามารถ ไม่ยอมถูกความโลภครอบงำ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผลประโยชน์มหาศาลก็ตาม
หลังจากที่หลี่หนิงเซียนทายาเสร็จ เธอรู้สึกอยากจะช่วยกงชุนทำอาหารบ้าง แต่ทุกครั้งที่เธอขยับตัวเข้าไปใกล้ เขาก็หันมาขวางไว้ทันที
“ไม่ต้อง เธอพักไปเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยอมอ่อนข้อให้เธอแม้แต่นิด
“งั้นช่วยก่อไฟก็ได้…” หลี่หนิงเซียนยังไม่ทันได้ขอเสร็จดี กงชุนก็ตัดบททันควัน
“ห้าม! เดี๋ยวจะโดนมือเธออีก” เธอได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ยอมปล่อยเลยตามเลย ในใจคิดว่าเป็นเพราะเขาเกรงว่าบาดแผลของเธอจะกลับมากำเริบอีก แต่แท้จริงแล้ว เธอก็แอบยิ้มกับตัวเองอย่างนึกขัน การถูกตามใจเช่นนี้ก็ไม่เลว
เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า… ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้มีคนคอยดูแล มันก็ไม่เลวเหมือนกัน เธอมองกงชุนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร เขาดูตั้งอกตั้งใจจนทำให้เธออดอมยิ้มไม่ได้
“ทำกับข้าวแค่นี้ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นนะ” เธอแอบกระซิบในใจ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
ระหว่างที่กงชุนทำอาหาร หลี่หนิงเซียนก็นั่งพูดคุยเป็นเพื่อนเขาอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยหยิบจับเครื่องปรุง บรรยากาศอบอุ่นราวกับครอบครัว ทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับเขามากขึ้น
ทันใดนั้น หลี่หนิงเซียนก็ถามขึ้นขณะมองกงชุนกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร
“คุณบอกว่าใช้วันหยุดมา แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่เหรอ?” หลี่หนิงเซียนกับ กงชุน
“พรุ่งนี้จะไปแล้ว” หลี่หนิงเซียนแปลกใจ
“ทำไมกะทันหันแบบนี้ล่ะ มีเรื่องด่วนเหรอ” เธออดกังวลไม่ได้ ถึงกับหลุดปากไป หลี่หนิงเซียนเพิ่งรู้สึกตัวว่าเพลอพูดอะไรออกไป จึงรีบแก้ตัว “อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้อยากสอดรู้สอดเห็น แค่ถามเฉย ๆ” เธอไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นสายลับอีก
“ที่กองทัพมีเรื่อง แล้วเพื่อนทหารก็มีเรื่องด่วนที่บ้าน ผมเลยต้องรีบกลับไป” กงชุนเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลี่หนิงเซียนก็อดขำไม่ได้
“อย่างนี้นี่เอง” หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจ ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากจนเขาได้กลิ่นสบู่หอมจากร่างกายของเธอ ทำให้ใจเขาเต้นแรง กงชุนจ้องมองดวงตาของหลี่หนิงเซียนอย่างแน่วแน่
“ปากไม่ตรงกับใจนะ” เขาพูดเสียงต่ำ นึกถึงรสชาติที่ได้ลิ้มลองเมื่อตอนเย็น
“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก!” หลี่หนิงเซียนปฏิเสธเสียงแข็ง
“ยังไม่อยากให้ฉันไปเหรอ?” กงชุนถามก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ ขณะที่เขากำลังจะจูบหลี่หนิงเซียน ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน
“พี่สาว! มีอะไรกินไหม ผม…” กงหยางถามด้วยความหิว ก่อนจะต้องชะงักไป เมื่อเห็นพี่ชายของตนอยู่ใกล้ชิดกับหลี่หนิงเซียนมากเกินความจำเป็น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ถามเสียงหลง “พวกคุณ พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เธออายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง รีบหมุนตัวเดินออกจากครัว ปล่อยให้กงชุนรับมือกับน้องชายที่ช่างพูดของเขาเอง
กงชุนเห็นท่าทางเขินอายของหลี่หนิงเซียน เขาส่ายหัว และหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองน้องชาย ที่ยังคงยืนงงอยู่ที่ประตู สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ทำอะไรบุ่มบ่าม เข้าบ้านคนอื่นไม่รู้จักเคาะประตูหรือไง?” เขาเอ็ดขึ้น
“พี่สาวผมไม่ใช่คนอื่นนี่” กงหยางแย้ง
“เรียกพี่สะใภ้!” กงชุนเน้นเสียงหนักแน่น
“…” กงหยางรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นพี่ชายแสดงท่าทีใกล้ชิดกับหลี่หนิงเซียน แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรมีความรู้สึกแบบนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา ยิ่งคิดว่าถ้าเขาเข้ามาช้ากว่านี้ พี่ชายคงจูบหลี่หนิงเซียน ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำ
กงชุนเห็นน้องชายเงียบไปจึงถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“มาทำอะไรที่นี่อีก?”
“ผมหิว มาขอกินข้าวด้วย” กงหยางตอบเลี่ยง ๆ พยายามทำตัวปกติทั้งที่ในใจรู้สึกโหว่ง ๆ
“หิวก็กลับไปกินที่บ้าน อย่ามาที่นี่บ่อย ๆ พี่สะใภ้ของนายไม่เหนื่อยหรือไง ต้องดูแลนายทุกวัน” กงชุนมองน้องชายแล้วดุ
ก่อนหน้านี้ กงชุนเพิ่งจะเตือนน้องชายไป แววตาและท่าทางกงหยางมชัดเจนเกินไป จึงได้พูดขึ้นอีกครั้ง
“นายควรจะรู้สถานะของตัวเอง อย่าปล่อยให้ความคิดบ้าบอนั่นพานายไปผิดทาง” กงชุนพูดด้วยเสียงเย็นชา แต่น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ
“…” กงหยางชะงัก คำพูดนั้นเหมือนคมดาบแทงเข้ากลางใจ เขารู้ดีว่ากงชุนพูดถูก แต่มันก็ยากที่จะหักห้ามใจ ความรู้สึกนี้ไม่ควรมี… เขาก็รู้ดี แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ในเมื่อหลี่หนิงเซียนเป็นคนที่ยากจะละสายตาได้
“ลืมความคิดนี้ไปซะ ก่อนที่มันจะทำร้ายทั้งเจ้า…และตัวหลี่หนิงเซียน” กงหยางยืนก้มหน้านิ่ง กับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในใจ
“ครับ ผมจะไม่ทำให้พี่สะใภ้ลำบาก” กงหยางแม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่ก็เข้าใจเหตุผลของพี่ชายดี เขาไม่มีทางสมหวังในชาตินี้ ได้แต่เก็บความรู้สึกผิดหวังไว้ในใจ
หลี่หนิงเซียนเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาจากห้อง พอออกมาก็ได้ยินกงชุนพูด บ่นอย่างหมดเรี่ยวแรงว่า “แต่พี่ชาย อย่ามายืนพูดแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวสิ อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยกว่าที่แม่ทำตั้งเยอะ จะไม่ให้มาบ่อย ๆ ได้ยังไง”
นี่เป็นครั้งแรกที่กงหยางเรียกเธอว่าพี่สะใภ้ ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างที่น้องชายเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้น แต่ก็ยังได้ยินเสียงแย้งว่า
“และผมกับพี่สะใภ้เธอเป็นครอบครัวเดียวกัน การที่ผมมากินข้าวที่นี่เป็นเรื่องปกติ พี่ชายไม่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรมีปัญหาอะไรเหรอ คุณปู่กับพี่สะใภ้บอกว่าผมเป็นครอบครัวเดียวกันนะ” กงหยางเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะรีบอธิบายต่อ
“ที่สำคัญที่สุดตอนนี้ บ้านเรากำลังกลายเป็นแหล่งรวมผู้คน ชาวบ้านจากแปดหมู่บ้านในรัศมีสิบกิโลเมตรต่างพากันหลั่งไหลมาหาพี่สะใภ้ อยากจะเรียนรู้วิธีขุดโสมจากเธอ แต่โชคดีที่วันนี้พี่สะใภ้ไม่อยู่บ้าน และคุณปู่ก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ทุกคนเลยไม่กล้ารบกวนตรง ๆ” น้องชายพูดอย่างเหนื่อยหน่าย
“สุดท้ายพวกเขาก็เลยแห่กันมาที่บ้านเราแทน แม่เลยต้องคอยต้มน้ำชงชาต้อนรับแขกทั้งวัน เวลาพักยังไม่มีจะเอาเวลาไหนไปทำอาหาร แม่เลยฝากผมมาบอกพี่สะใภ้ว่าถ้ากินข้าวเสร็จแล้วไม่มีธุระอะไร ให้รีบกลับไปบ้านเราหน่อย จะได้ไล่คนพวกนั้นกลับไปเสียที”
เขาพูดจบก็ถอนหายใจยาวก่อนบ่นส่งท้าย “ถ้ายังปล่อยไว้อีกหน่อย คงต้องมีใครสักคนเริ่มขุดโสมที่หน้าบ้านเราแน่…”