ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 91 ฉันมาขอโทษเธอนะ
บทที่ 91 ฉันมาขอโทษเธอนะ
“หลี่หนิงเซียนของเรา เธอเป็นคนดี ขยันขันแข็ง หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง หาเงินได้มากกว่าพวกเธอหลายเท่า อย่าคิดว่าเป็นพนักงานแล้วจะวิเศษนักเลย!” ฟานเต๋อเถียงขึ้น และยังพูดต่อ
“อีกอย่าง ตอนสิ้นปีตลาดของเราก็จะมีการคัดเลือก หลี่หนิงเซียนต้องได้เป็นแบบอย่างแรงงานดีเด่นแน่ ๆ แกเป็นแค่พนักงานดีเด่นธรรมดาจะมาวิเศษอะไร!”
หลี่หนิงเซียนไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้านหลัง เธอกำลังตั้งใจอ่านจดหมาย เมื่ออ่านจบก็เก็บเข้ากระเป๋าอย่างดี ตั้งใจว่าจะเอาไปเล่าให้คุณปู่ฟังตอนกลางคืน
ลูกค้าที่มาต่อแถวซื้อซาลาเปาทอดน้ำยังมีอีกมาก หลี่หนิงเซียนจึงรีบวางจดหมายแล้วกลับไปทำงานต่อ
ตงเหวินมองดูหลี่หนิงเซียนที่กำลังทอดซาลาเปาอย่างตั้งใจ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี มองดูแถวยาวของลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อซาลาเปาทอดน้ำหน้าแผงของเธอ ในใจรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
“ช่างดีจริง ๆ เธอคือหลี่หนิงเซียน” ตงเหวินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ช่วงบ่ายสามโมง หลี่หนิงเซียนทอดซาลาเปาชิ้นสุดท้ายเสร็จ เธอช่วยจึงช่วยฟานเต๋อเก็บร้าน และเข็นรถเข็นกลับบ้าน แล้วจะกลับไปตลาดเพื่อเข็นรถเข็นของตัวเอง ฟานเต๋อรู้สึกผิดที่ไม่ได้กลับไปช่วย อยากจะไปแต่ถูกปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรค่ะลุง ของมีไม่มาก หนูเข็นเองได้ ลุงพักผ่อนที่บ้านเถอะค่ะ”
“เธอดีจริง ๆ” หลี่หนิงเซียนทำเพียงยิ้มรับก่อนจะเดินออกมา เธอรีบกลับมาตลาด ทิ้งให้ฟานเต๋อยืนรู้สึกผิดอยู่หน้าบ้าน
เหยาสุ่ยที่กำลังกินเมล็ดแตงโมอยู่เดินออกมาถามสามี
“วันนี้ขายดีไหม? ขายได้กี่ชิ้น?” ฟานเต๋อถลึงตาใส่ภรรยาอย่างหัวเสีย
“จะอะไรนักหนา! มันเรื่องอะไรของคุณ อย่ายุ่งเรื่องของหลี่หนิงเซียนได้ไหม! เราอย่าทำอะไรที่ไม่ดีเลย”
“ทำเป็นพูดดีไปได้ คนทั้งโลกนี้มีแต่พวกเธอที่ขายซาลาเปาได้คนเดียวหรือไง? คนอื่นทำบ้างไม่ได้เชียว ฉันไม่เคยได้ยินว่าร้านอะไรทำได้เจ้าเดียว ในทีวีเขายังบอกเลย เรียกว่าอะไรนะ…” เหยาสุ่ยนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ใช่แล้ว! เรียกว่า ‘ผูกขาด’! ข่าวบอกต้องป้องกันการผูกขาด ทำแบบนั้นมันพวกนายทุนชัด ๆ!”
“เธอช่างพูดจาไร้สาระ!” ฟานเต๋อโมโหไม่น้อยที่ได้ฟังภรรยาพูด เหยาสุ่ยไม่อยากทะเลาะด้วยจึงกลอกตาและพูดว่า
“เรื่องของฉันนายอย่ายุ่ง เย็นนี้ลูกชายกับลูกสะใภ้จะมากินข้าว เดี๋ยวนายไปซื้อผักมาเพิ่มหน่อย อย่าคิดแต่จะช่วยคนอื่นทุกวัน ครอบครัวเรายังไม่ได้อยู่ดีกินดีเลย!” จากนั้นเธอก็เดินเข้าบ้านไป
หลี่หนิงเซียนกลับมาถึงตลาด ก่อนจะเข็นรถขายของ เธอพึ่งทำร้านเป็นแบบรถเข็นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพื่อสะดวกในการขนย้าย ขณะเข็นก็มีมือคู่หนึ่งมาช่วยเธอเข็นรถ เธอประหลาดใจมาก เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นตงเหวิน
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” หลี่หนิงเซียนถามน้ำเสียงเรียบเฉย ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ เธอแทบจะลืมเรื่องของเขาไปแล้ว
“ฉันไม่มีกะบ่ายวันนี้ เพิ่งรายงานงานกับหัวหน้าเสร็จก็มาหาเธอ” ตงเหวินรีบพูดด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“มีธุระอะไรกับฉันหรือ ถ้าอยากซื้อซาลาเปาต้องรอพรุ่งนี้ วันนี้ขายหมดแล้ว” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เข็นรถกลับบ้านทันทีโดยไม่สนใจตงเหวิน เธอต้องรีบไปเล่าเรื่องของพี่ชายให้คุณปู่ฟัง
ตงเหวินรีบวิ่งมาขวางหน้าหลี่หนิงเซียน ดวงตาของเขาจ้องมองใบหน้าของหลี่หนิงเซียนอย่างไม่ละสายตา เขาต้องยอมรับว่าหลี่หนิงเซียนนั้นสวยขึ้นมาก ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนนะ
“นายต้องการอะไรอีก? อยากโดนฉันตีอีกหรือไง?” หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของตงเหวิน เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ตงเหวินสะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียน เขารีบถอยหลังแล้วโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ ๆ ๆ หลี่หนิงเซียน อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง!” เขารีบอธิบาย เพราะยังจำความเจ็บปวดที่โดนหลี่หนิงเซียนตีจนล้มไม่เป็นท่าได้ดี “คือฉันมาขอโทษเธอนะ”
“ขอโทษ?” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว
“ใช่ ฉันอยากขอโทษเธอ” ตงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาของเขาจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาสำนึกผิด “อยากขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับเธอ ฉันผิดไปแล้ว”
“…” หลี่หนิงเซียนได้แต่นิ่งเงียบ
“หนึ่งเดือนมานี้ ฉันถูกส่งไปทำงานนอกโรงงาน และได้มีเวลาทบทวนเรื่องของเราอย่างจริงจัง ฉันพบว่าตัวเองมันเลวมากที่ไปหลงเชื่อคำพูดของจินเม่ย แต่ตอนนี้ ฉันเข้าใจแล้ว หนิงเอ๋อร์ฉันยังอยากอยู่กับเธอ ฉันเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนแบบที่จินเม่ยพูดถึง!”
หลี่หนิงเซียนมองตงเหวิน ที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่ ด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ เธอจำได้แม่นว่า เขาได้โควต้าเข้าเมืองมาทำงาน เพราะหลอกร่างนี้ให้ออกใบรับรองความกล้าหาญ ซึ่งเป็นแผนที่เขาได้มาจากจินเม่ย
ตงเหวินเว้นวรรค หายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดต่อ “ถ้าไม่ใช่เพราะจินเม่ยคอยพูดถึงเธอในแง่ลบต่อหน้าฉันตลอด ฉันคงไม่ทำผิดกับเธอ จนสุดท้ายต้องเสียใจมาทำงานในเมืองคนเดียว และเพราะทนความเศร้าที่ต้องจากเธอไม่ไหว จึงขอไปทำงานนอกพื้นที่”
“…” หลี่หนิงเซียนได้แต่เงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร
“ฉันพูดจริง ๆ นะ ฉันคิดถึงเธอ!” หลี่หนิงเซียนได้แต่นิ่งเงียบ มองตงเหวินด้วยความเอือมระอา
ตงเหวินสวมชุดสูทจงซาน*[1] ผมเรียบแปล้เป็นมันวาว เดินเข้ามาหาหลี่หนิงเซียนพร้อมกับมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึก หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้จนน้ำตาแทบไหล
ตงเหวินเห็นเธอหัวเราะ ก็นึกว่าเธอให้อภัยเขาแล้ว จึงรีบเดินเข้ามาใกล้ด้วยความดีใจ
“หลี่หนิงเซียน เธอให้อภัยฉันแล้วใช่ไหม!” พูดจบก็ยื่นมือออกไปหมายจะจับมือเธอ
หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังหลบมือเขา รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที เหลือเพียงสายตาเย็นชา
“ถ้าไม่อยากโดนตีอีก ก็ไปให้พ้น ๆ” ตงเหวินได้ยินดังนั้นก็รีบร้อนอธิบาย
“หนิงเอ๋อร์ ฉัน…” หลี่หนิงเซียนยกมือห้าม ไม่ให้เขาพูดต่อ
“ไม่ต้องพูดอะไรอีก เรื่องในอดีต ฉันไม่สามารถตำหนิอะไรนายได้ มือเดียวไม่อาจตบดังได้ ฉันก็มีส่วนผิดเหมือนกัน แต่ต่อไปนี้ อย่ามาข้องเกี่ยวกับฉันอีก” เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
พูดจบเธอก็เดินผ่านตงเหวินไป ผลักรถเข็นขายของเธอ ตงเหวินเห็นดังนั้นก็ทำท่าจะช่วยเธอเข็นรถ แต่พอสบตากับสายตาเย็นชาของเธอ เขาก็รีบชักมือกลับอย่างว่าง่าย
ตงเหวินรู้สึกเสียใจที่ทิ้งหลี่หนิงเซียนไป ยิ่งตามสืบเรื่องเธอเขาก็ยิ่งตกใจ หลี่หนิงเซียนทำเงินได้มากมายจากการขายสมุนไพร โดยเฉพาะโสมที่ขายได้ถึงสี่พันหยวน!
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังขายซาลาเปาทอดน้ำในเมืองซึ่งขายดีมาก วันละหลายร้อยชิ้น เขาคำนวณคร่าว ๆ ว่าถ้ากำไรชิ้นละห้าเหมา ซาลาเปาร้อยชิ้นก็ทำเงินได้ถึงห้าหยวน ขายเดือนหนึ่งได้เงินเดือนของเขาทั้งปีรวมกันเสียอีก
ยิ่งคิดตงเหวินก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย เขาจากบ้านไปทำงานนอกพื้นที่ทั้งเดือน ลำบากตรากตรำแท้ ๆ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ กลับไม่สุขสบายเท่าตอนเป็นปัญญาชนหนุ่มในหมู่บ้านไป๋หลาน และเงินเดือนก็ขึ้นน้อยนิดนึง ยังคงอยู่ที่ยี่สิบสามหยวนเหมือนเดิม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของเธอ เขาประหลาดใจมาก ที่พบว่าหลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปจากเดิมมากขนาดนี้ หลี่หนิงเซียนตรงหน้า ไม่ใช่เด็กสาวขี้เกียจที่เขาเคยรู้จัก
เธอสวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แววตาเฉียบแหลม ดูล้ำลึกอย่างน่าประหลาดใจ และในชั่วขณะที่สายตาคมกริบนั้นจ้องมองมาที่เขา ตงเหวินก็รู้สึกราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง ความกังวลแล่นริ้วอยู่ในอก ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน… นี่เขาถูกมองออกถึงขนาดนี้เลยเหรอ
[1] ชุดสูทจงซาน : จงซานมาจากชื่อ อีกชื่อหนึ่งของซุนยัตเซ็น ซึ่งก็คือซุนจงซาน (Sun Zhongshan | 孫中山) ชุดสูทจงซานจะประกอบไปด้วย กระดุมจำนวน 5 เม็ด ที่มีความหมายถึงหลักการสำคัญของรัฐบาล อันได้แก่ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจตุลาการ, การตรวจสอบ และการควบคุม ในขณะที่กระเป๋าเสื้อทั้ง 4 บนชุดสูทจงซาน ก็มีความหมายถึง คุณธรรมสำคัญ 4 ประการ อันได้แก่ ความเหมาะสม, ความยุติธรรม, ความซื่อสัตย์ และความละอายใจ