ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 81 ทำไมไม่กลับบ้าน
บทที่ 81 ทำไมไม่กลับบ้าน
กงชุนนั่งนิ่งอยู่ในห้องของซูลี่ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับพายุที่กำลังก่อตัว ซูลี่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนเตียงอย่างกังวล เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“กงชุน กงหยางหายไปทั้งวันแล้ว น้องจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” กงชุนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกโกรธน้องชายมากขึ้น เขาตามหากงหยางทั้งหมู่บ้านตั้งแต่บ่ายหลังจากกลับมาจากบ้านตระกูลหลี่
แต่ก็ไร้วี่แวว ภาพของน้องชายที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยที่บ้านตระกูลหลี่ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขารู้สึกโมโหจนแทบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ซูลี่เป็นห่วงกงหยาง ลูกชายคนเล็กที่หนีไปเป็นทหาร เธอจึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมกงชุน
“กงชุน…” ซูลี่พูดเสียงสั่น “แม่เป็นห่วงน้องมาก กลัวเขาจะทำอะไรโง่ ๆ ลูกช่วยขอความร่วมมือจากเพื่อนตามหาน้องอีกครั้งได้ไหม? กงหยางเป็นน้องของลูกนะ ถ้าเจอแล้วลูกช่วยพูดกับน้องดี ๆ นะ เพื่อนๆ ของลูกก็สัญญาแล้วว่าจะช่วย”
“ถ้าแม่ยังให้ท้ายเขาอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่เขาจะโตเสียที”
ซูลี่ชะงัก ตกใจกับท่าทีของลูกชายคนโต เธอนิ่งงัน ค่อย ๆ ตระหนักถึงน้ำหนักของคำพูดตัวเอง ริมฝีปากเม้มแน่น ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดอีก บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งด้วยความเงียบงัน กงชุนเห็นท่าทางของแม่ก็ถอนหายใจ ก่อนจะเดินออกไป
“กงชุนลูกจะไปหาน้องหรือ” ซูลี่ร้องถามด้วยความกังวล
กงชุนหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมามอง เขาเลือกที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาโตแล้ว ควรรู้ผิดชอบชั่วดี ถ้าเขายังเป็นน้องชายของผม เขาก็ต้องรู้ว่าต้องทำอย่างไร”
“แต่น้อง…”
“ถ้ากงหยางยังดื้อรั้น ไม่ฟังใคร ผมก็ไม่ยุ่งด้วย ชีวิตเขา เขาเลือกเอง จะอยู่ยังไงก็เรื่องของเขา” พูดจบกงชุนก็เดินออกจากบ้านไป ทิ้งซูลี่ให้นั่งมองตามหลังลูกชายคนโตด้วยความกังวลใจ เธออยากจะรั้งลูกชายไว้ แต่ก็ไม่สามารถกล่าวคำพูดใดออกมาได้
ท้องฟ้ากลางดึกประดับประดาด้วยดวงดาวนับร้อย แต่ใจของหลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลในสวนกลับมืดมน ไร้ซึ่งประกายสดใส ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เจอมาทั้งวันปรากฎขึ้นในหัว
ชีวิตเธอตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จากหมอที่วัน ๆ เอาแต่รักษาคนไข้ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต ตอนนี้เธอกับเจอเรื่องราวมากมาย แค่ขยับตัวก็มีคนเอาไปนินทรา เธอต้องปรับตัวมากมายจนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าดีพอหรือยัง
จูบที่เขาฝากไว้ราวกับตีตราเป็นเจ้าของ ทำให้เธอรู้สึกแปลก ๆ ในใจจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำยังไงต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกงชุน เธอควรหย่าตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก หรือควรให้โอกาสเขาดี
เธอรู้สึกสับสนกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อกงชุน แม้จะรู้สึกหวั่นไหว แต่ทุกอย่างก็ดูรวดเร็วเกินไป เธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เวลาที่ได้อยู่กับเขาก็น้อยนิด เธอแยกไม่ออกว่านี่คือความรู้สึกดี ๆ ชั่วคราว หรือเป็นความรักจริง ๆ
ในทางกลับกัน กงชุนอาจจะแค่รู้สึกสนใจเธอขึ้นมาชั่ววูบก็ได้ ยิ่งคิดหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งปวดหัว หลังจากที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เธอระแวงไปหมดทุกอย่าง จนอดนวดขมับตัวเองเบา ๆ ไม่ได้
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบา ดังมาจากนอกรั้วบ้าน หลี่หนิงเซียนสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นทันที ยามวิกาลแบบนี้ ใครกันมายุ่งวุ่นวายที่บ้านเธอ!
ช่วงนี้ข่าวลือในหมู่บ้านแพร่สะพัดไปต่าง ๆ นานา ทำให้หลี่หนิงเซียนอดกังวลไม่ได้ ว่าอาจมีใครคิดร้ายกับเธอ แต่เมื่อนึกถึงสถานที่ที่เธออยู่ ความกล้าหาญก็พลันกลับคืนมา
เธอคว้ามีดทำครัวในบ้าน แล้วรวบรวมความกล้าเดินออกมาดู ทันทีที่เปิดประตู หลี่หนิงเซียนก็ถึงกับชะงัก กงหยางนั่งขดตัวอยู่ที่ข้างกำแพง ดูน่าสงสาร พอเห็นเธอออกมา เขาก็ตกใจ ดวงตาแดงก่ำเบิกกว้างด้วยความดีใจ
แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมองในชั่วพริบตา หลี่หนิงเซียนเห็นเขาก็วางมีดในมือลง พลางถามอย่างไม่สบอารมณ์
“ทำไมไม่กลับบ้าน? มานั่งอยู่ที่นี่ดึกดื่นแบบนี้ ตั้งใจจะทำให้ใครตกใจตายหรือไง?” กงหยางไม่กล้าสบตา ก้มหน้า พูดอย่างหดหู่
“พี่ชายผมอยู่บ้าน ผมไม่กล้ากลับไป” ที่เขาไม่กล้ากลับไป ไม่ใช่แค่เพราะกลัว แต่ยังรวมถึงความอับอายที่ต้องเผชิญ
“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะมีเวลากลัวด้วย ดูเหมือนว่าหลายวันที่อยู่ในสถานีตำรวจจะได้ผลบ้าง อย่างน้อยก็รู้จักกลัวแล้ว” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“ผมไม่ได้กลัว! พวกเขาพูดถึงพี่สาวแบบนั้น ผมทนไม่ได้! ถึงแม้จะต้องติดคุกไปทั้งชีวิต ผมก็ต้องแก้แค้นให้พี่สาว!”
“การแก้แค้นของนาย ก็คือให้ฉันต้องขายทุกอย่าง เพื่อจ่ายค่าปรับให้นายงั้นเหรอ?” หลี่หนิงเซียนถาม
“…” กงหยางพูดไม่ออก
“กงหยาง ฟังแล้วคิดตามหลายครั้งการกระทำที่หุนหันพลันแล่น ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เหมือนกับครั้งนี้ นายคิดว่าพวกเขาดูถูกฉัน นายไปตีพวกเขาเพื่อแก้แค้นให้ฉัน”
“…” กงหยางฟังแล้ว ก็ได้แต่นิ่งเงียบ
“คนที่ต้องแบกรับความเสียหายกลับเป็นพวกเราเอง ตระกูลเต๋อเป็นเพียงแค่คนที่ถูกยุยงให้เป็นหัวหอกเท่านั้น แม้พวกเขาจะโดนหมัดของนาย แต่พวกเขาก็ได้รับสิ่งที่ต้องการที่สุดคือเงิน แล้วนายล่ะ นายได้อะไร?” หลี่หนิงเซียนพูดต่อ
“รู้ไหมว่าคำพูดที่นายพูดออกมาตอนเที่ยง ไม่ได้ช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากข่าวลือ แต่กลับทำให้ข่าวลือยิ่งรุนแรงขึ้น เข้าใจว่านายพูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่คนนอกล่ะ พวกเขาจะเข้าใจ และให้อภัยนายเหมือนครอบครัวเหรอ?”
“ผม…”
“นายคิดบ้างไหม ว่าถ้าเรื่องวันนี้แพร่ออกไป ฉันจะต้องเผชิญกับคำตำหนิและด่าทอมากแค่ไหน แล้วพี่ชายนายจะต้องเผชิญกับความอับอายมากเท่าไหร่?”
“…” กงหยางก้มหน้าฟัง โดยไม่กล้าพูดอะไรออกไป
“พี่ชายนายพยายามอย่างหนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ในกองทัพ นายอยากให้เขาต้องทนรับความดูถูกจากเพื่อนร่วมรบ และการเยาะเย้ยจากศัตรูเพราะข่าวลือพวกนี้ในอนาคตเหรอ? กงหยาง นายคิดถึงผลที่ตามมาบ้างไหม!” หลี่หนิงเซียนพูด จนอากาศรอบตัวเย็นเยียบ
“พี่สาว!” กงหยางตกใจที่เห็นหลี่หนิงเซียนโกรธมากขนาดนี้
“นายบอกว่าอยากเป็นทหาร ไม่ต้องพูดถึงว่าพี่ชายนายจะช่วยนายหรือไม่ นายรู้ไหมว่าถ้านายถูกฟ้องร้องจริง ๆ ชาตินี้นายก็จะไม่มีโอกาสได้เข้ากองทัพอีก นายจะเสียโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตทั้งชีวิตไป”
ถึงแม้กงหยางจะรู้ว่าหลี่หนิงเซียนพูดถูก แต่เขาก็ยังไม่อยากยอมแพ้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงดื้อรั้น
“แล้วจะปล่อยให้พวกเขาใส่ร้ายพี่สาวเหรอ ผมทนไม่ได้!” หลี่หนิงเซียนรู้ว่ากงหยางหวังดี แต่เขายังเด็กทำอะไรโดยไม่คิด
“ตอนนี้นายตีเต๋อฟงนอกจากรู้สึกสะใจ แล้วข่าวลือที่ใส่ร้ายฉันมันน้อยลงไหม?”
“…” กงหยางได้ยินดังนั้น ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ รู้สึกเสียใจทันทีที่เขาพูดจาไม่คิด ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น เขาจึงไม่ยอมก้มหัวขอโทษ
“พี่สาวครับ
“อย่าเรียกฉัน! ถ้านายไม่ยอมรับผิด ฉันก็ไม่อยากเสียเวลาคุยกับนายอีก ต่อไปอย่ามาที่บ้านฉันอีก ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็หันหลังเดินกลับ
คำพูดนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าตัวเองทำผิดไปมากแค่ไหน เขาจึงรีบวิ่งตามหลี่หนิงเซียนไปทันที
“พี่สาวครับ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วครับ พี่สาวอย่าโกรธผมเลยนะครับ” หลี่หนิงเซียนไม่สนใจเขา กงหยางจึงร้อนใจมาก ยกมือขึ้นสาบาน
“ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่หุนหันพลันแล่น จะไม่ทำเรื่องโง่เง่าแบบนี้อีกแล้ว และจะไม่ทำให้พี่สาวกับพี่ชายต้องเป็นห่วงอีก! พอผมเรียนจบเข้าทำงาน ผมจะตั้งใจหาเงินให้มาก ๆ ค่าชดเชยผมจะคืนให้พี่สาวแน่นอน!” เขาอยากจะควักหัวใจของตัวเองออกมาตอนนี้เลย เพื่อให้หลี่หนิงเซียนเชื่อว่าเขาจริงจัง