ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 79 ฉันเองก็ผิดที่ประมาท
บทที่ 79 ฉันเองก็ผิดที่ประมาท
เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า เธอคิดง่ายเกินไป กงหยางอายุสิบหกแล้ว ถึงจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ก็เป็นวัยที่เริ่มมีความรู้สึกชอบพอกันได้แล้ว สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนตกใจ ไม่ใช่แค่เรื่องที่กงหยางแอบชอบเธอ แต่เป็นการที่เขาแสดงออกอย่างไม่สนใจอะไรแบบนั้นต่างหาก
เมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของกงชุน หลี่หนิงเซียนรีบอธิบายว่า
“อย่าโกรธไปเลยฉันเองก็ผิดที่ประมาท ไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อน เขายังเด็กอยู่ ไม่รู้จักความเหมาะสม คุณสอนเขาดี ๆ ก็พอ ถ้าไม่ฟังค่อยลงโทษ แต่อย่าทำอะไรเกินเลยนะ รีบเก็บปืนของคุณไปเถอะ เรื่องแบบนี้ถ้ารู้ไปจะไม่ดีเอา”
ถึงอย่างไร เธอก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องฆ่าน้องชายขึ้น เพราะแบบนั้นเธอก็จะกลายเป็นคนบาปของตระกูลกงไปตลอดชีวิต ซูลี่เองก็รู้ว่าลูกชายคนโตโมโห จึงหันไปตบหน้าลูกชายคนเล็กอีกครั้งทั้งน้ำตา
“กงหยางลูกทำแบบนี้ได้ยังไง นั่นพี่ชายลูกนะ! แล้วหลี่หนิงเซียนก็เป็นพี่สะใภ้ ทำไมถึงได้ไร้เหตุผลแบบนี้ แม่ผิดหวังในตัวลูกมาก!” ซูลี่เพิ่งรู้สึกตัวเป็นครั้งแรก ว่าที่ผ่านมาเธอตามใจลูกชายคนเล็กมากเกินไป จนทำให้เขากลายเป็นเด็กแบบนี้ เธอเสียใจจนร้องไห้ออกมา
หลิงถงและจงซวนมองหน้ากัน ก่อนจะรีบเข้าไปขวางกงชุนไว้ คนหนึ่งยืนบังหน้า อีกคนก็รีบแย่งอาวุธในมือเขาไป
“ใจเย็น ๆ ก่อนกงชุน อย่าไปถือสาอะไรเด็กเลย เดี๋ยวผมจะพากงหยางกลับไปอบรมสั่งสอนเอง รับรองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก!” จงซวนรีบพูด
ในใจเขารู้สึกผิดอย่างมาก ที่ผ่านมากงชุนเคยขอให้เขาดูแลกงหยางสักพัก เพื่อช่วยขัดเกลาให้ แต่เขาไม่ยอมทำ คิดว่ากงชุนแค่พูดไปอย่างนั้น พอเห็นว่าไม่มีอะไรก็รีบส่งตัวกลับ ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
กงชุนจ้องน้องชายอย่างเย็นชา ก่อนจะตัดบทสนทนาเรื่องที่กงหยางอยากเป็นทหารทิ้งอย่างไม่ใยดี
“ดูสภาพกงหยางตอนนี้สิ ไม่เหมือนทหารสักนิด ไม่เหมาะจะเข้ากองทัพ ถ้าฉันปล่อยให้เข้าไปจริง ๆ นั่นก็คือความบกพร่องของฉันเอง!” จงซวนไม่คิดว่ากงชุนจะปฏิเสธตรง ๆ แบบนี้
กงชุนเห็นแววตาของน้องชายก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดเสริมอย่างเด็ดขาด
“แล้วฉันจะบอกแกอีกครั้ง ฉันกับหลี่หนิงเซียนจะไม่หย่ากัน แต่ถึงอนาคตเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แกกับเธอก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเก็บความคิดของแกไว้เสีย ตัวเองไม่เอาไหนก็แล้วไป อย่าลากเธอมาโดนด่าด้วยอีก”
สายตาของกงหยางเบนไปที่หลี่หนิงเซียน เขามองหญิงสาวแวบหนึ่ง ตอนที่กงชุนกลับมา เขาเคยคิดอยากจะเป็นทหาร เพราะเขาคิดว่าตัวเองเก่งเรื่องการต่อสู้ แม้แต่ครูยังบอกว่าเขาควรไปฝึกฝนในกองทัพ แต่หลังจากได้พบกับหลี่หนิงเซียนเขาก็เปลี่ยนใจ
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดและการกระทำของกงชุนเมื่อครู่ ทำให้เขาไม่อยากเอ่ยปากขอร้องเรื่องนี้กับพี่ชายอีก
จงซวนเห็นท่าทีของกงหยางก็รู้ว่าอีกฝ่าย คงจะตกหลุมรักหลี่หนิงเซียนเข้าเสียแล้ว จึงรีบพูดขึ้นเพื่อแก้ต่างให้หลี่หนิงเซียน
“กงชุน หลี่หนิงเซียนพูดถูก กงหยางเป็นน้องชายของพวกเรา ไม่รู้เรื่องราวแค่สอนก็พอ ถ้าไม่ได้ผลจริง ๆ ค่อยส่งกงหยางไปอยู่กับลี่หมิง ไม่มีทหารคนไหนที่หลี่หมิงฝึกแล้วไม่เชื่อฟัง!”
ภายในห้องเงียบสงัด เหลือเพียงความตึงเครียดที่จับต้องได้ เหอตี้ทรุดตัวลงบนพื้นอย่างหวาดกลัว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองปืนที่กงชุนถืออยู่ก่อนหน้า ความกล้าหาญของเขาสลายหายไปจนหมดสิ้น
เขาพยายามคลานไปที่ประตูอย่างเงียบเชียบ หลี่หนิงเซียนเองก็ตกอยู่ในภวังค์ ไม่เพียงเเต่เธอจะไม่ได้หย่า เธอยังได้เห็นสามีของเธอโกรธจนเกือบจะฆ่าน้องชายของตัวเอง เธอควรจะจากไปตั้งเเต่ที่เขาปฏิเสธเธอเเล้ว ไม่สิ เธอไม่ควรมาที่นี่ตั้งเเต่เเรก!
สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของกงชุนจับจ้องไปที่กงหยาง ดวงตาคมกริบราวกับจะทำให้เลือดในกายของน้องชายเเข็งตัว ความกล้าทั้งหมดของกงหยางพังทลายลงในพริบตา เขามองพี่ชายด้วยความโกรธ
ก่อนจะหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยความรู้สึกที่รุนแรงไม่แพ้กัน ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เเต่เเววตากลับสั่นไหว ในที่สุดเขาก็ผลักซูลี่ ผู้เป็นเเม่ที่พยายามห้ามเขาอยู่ วิ่งพรวดพราดออกไป
“ผมไม่ต้องการให้พี่มายุ่ง!” เสียงตะโกนของกงหยางดังก้องไปทั่ว ก่อนที่ร่างของเขาจะหายลับไปพร้อมกับเสียงปิดประตู
ซูลี่มองตามลูกชายคนเล็กด้วยความเป็นห่วง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามลูกชายออกไป
เหอตี้รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีที่คิดถึงตระกูลหลี่ และตระกูลกง เขาไม่กล้าหายใจแรง แม้จะไม่มีใครจับคอเขาไว้แล้ว ขณะที่กำลังค่อย ๆ ถอยหลังไปที่ประตูหลี่หนิงเซียนก็เอ่ยขึ้นว่า
“เดี๋ยวก่อน” ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียน เธอเดินไปที่แคร่หยิบกล่องขนมที่เหอตี้นำมา ก่อนจะเดินไปที่ประตูแล้วยัดสิ่งของเหล่านั้นใส่อ้อมแขนของเขา “เอาไปด้วย พวกเราไม่ได้จะเอาของพวกนี้จากนาย”
เหอตี้รีบพยักหน้ารับคำ “ดะ…ได้ ๆ ผมจะเอาไปเดี๋ยวนี้!”
“เรื่องที่นายมาวันนี้ อย่าไปปริปากพูดกับใครจะดีกว่า มันไม่เป็นผลดีต่อทั้งนาย และฉัน เราเป็นญาติกัน ฉันถือว่านายมาเยี่ยมปู่ด้วยความจริงใจ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ออกไปแล้วก็จงลืมมันไปเถอะ” หลี่หนิงเซียนกล่าว
“…” เห็นท่าทางเหอตี้ยังไม่เข้าใจ หลี่หนิงเซียนจึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“เมื่อกี้กงหยางไม่รู้เรื่องราว เกือบจะทำร้ายนายไป ฉันขอโทษแทนเขาด้วย แต่คำพูดที่ทุกคนพูดตอนโมโหนั้น อย่าไปถือสาเลย อีกอย่างกงหยางถึงจะตัวโตแค่ไหน แต่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ เรื่องของเด็ก ๆ ก็อย่าไปใส่ใจเลย”
เรื่องซุบซิบของชาวบ้านเริ่มสร้างความเสียหายให้กับเธอ และคนรอบข้าง เธอรู้ดีว่าข่าวลือแพร่กระจายเร็วแค่ไหน อาจส่งผลกระทบร้ายแรงได้ เธอจึงต้องหยุดมันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เธอหันไปหาเหอตี้ซึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ประตู
“คุณก็เห็นแล้วว่าการนินทามันน่ากลัวแค่ไหน” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันทำให้ฉันเสียชื่อเสียง เกือบทำให้คุณเสียเงิน และเสียชีวิตไปแล้ว”
“เอ่อ…”
“หากแพร่เรื่องโกหกเกี่ยวกับฉัน และกงชุนออกไป มันอาจส่งผลร้ายแรงตามมามากมาย ไม่เพียงจะทำให้ชื่อเสียงของฉันและกงชุนเสียหายเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการทำลายชีวิตสมรสของทหาร ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรง แต่ถ้าคุณไม่พูดอะไร” หลี่หนิงเซียนกล่าวต่อ “เราก็ยังเป็นญาติกันได้เหมือนเดิม”
หลี่หนิงเซียนใช้วิธีการทั้งข่มขู่ เพื่อให้มั่นใจว่าเหอตี้จะไม่พูดเรื่องโกหกเกี่ยวกับเธอออกไป อย่างไรก็ตาม เธอก็รู้ว่านั่นยังไม่เพียงพอ เธอต้องหาทางยุติข่าวลือทั้งหมด และกอบกู้ชื่อเสียงของเธอกลับมา
ต้นเหตุของเรื่องนี้คือจินเม่ย หลังจากวันนี้ เธอไม่สามารถปล่อยไว้โดยไม่จัดการได้อีกต่อไป
“ฉันไม่พูดแน่นอน หลานสาว” เหอตี้รับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ยังคงแฝงด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณอาเหอ”
แม้ว่าเหอตี้จะเชื่อฟังแม่ของเขาทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขามองดูกงชุนที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ในห้อง แล้วมองไปที่ชายร่างสูงใหญ่สองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีบุคลิกน่าเกรงขามเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนึ่งสวมชุดขาวทั้งตัว ส่วนอีกคนสวมชุดทหารสีเขียว แม้ว่าเสื้อผ้าจะไม่เหมือนกับชุดทหารที่เขาเคยเห็นมาก่อน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเห็นแบบนั้น เหอตี้จึงรีบรับปากกับหลี่หนิงเซียน
“หลานสาว เธอวางใจได้ ฉันขอสัญญาว่าวันนี้พอฉันออกจากบ้านของเธอไป ฉันจะไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ฉันแค่มาเยี่ยมคุณปู่ของเธอเท่านั้น” กล่าวจบเหอตี้ก็ออกจากบ้านตระกูลหลี่อย่างรวดเร็ว