ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 62 เรื่องนี้ยังไม่จบ
บทที่ 62 เรื่องนี้ยังไม่จบ
“อย่าเพิ่งไป ฉันจะทำตามที่เธอต้องการทุกอย่าง” ซูลี่เกือบจะร้องไห้ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเชื่อมั่นในตัวหลี่หนิงเซียนว่าจะสามารถจัดการเรื่องของลูกชายคนเล็กได้ จึงยอมจำนน
“ฉันไม่ได้เป็นคนตัดสินใจในบ้าน หลี่หนิงเซียนต่างหากที่พวกคุณต้องคุยด้วย” ซูลี่หันไปบอกกับฉินหงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
คำพูดของซูลี่เป็นเหมือนการมอบอำนาจทั้งหมดให้กับหลี่หนิงเซียน แต่หลี่หนิงเซียนกลับไม่ได้แสดงท่าทีดีใจ หรือภูมิใจแต่อย่างใด ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย เหมือนไม่สนใจที่จะจัดการเรื่องของกงหยาง
หลี่หนิงเซียนนั่งลงอย่างไม่ได้รีบร้อน เธอไม่ได้สนใจซูลี่ แต่กลับหันไปถามฉินหงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“แน่ใจแล้วเหรอ ที่จะฟ้องกงหยาง และไม่คิดจะออกหนังสือให้อภัย?” ฉินหงได้ยินหลี่หนิงเซียนถามขึ้นมา เลยรีบคว้าโอกาสทอง พูดเสียงดังฟังชัด
“ใช่! พวกเราจะฟ้อง! เรื่องจะจบง่าย ๆ ด้วยหนังสือให้อภัยนะ ไม่มีทาง!” ในใจฉินหงคิดว่า หลี่หนิงเซียนต้องร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอร้องไม่ให้ฟ้องแน่ ๆ ถึงตอนนั้นแหละ จะได้บวกค่าเสียหายเพิ่มอีกสักหน่อย
แต่พอฉินหงมองหน้าหลี่หนิงเซียนก็ต้องชะงัก เพราะสีหน้าของหลี่หนิงเซียนนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววหวั่นไหวใด ๆ หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่หนักแน่น
“ถ้าพวกคุณยืนยันจะฟ้อง งั้นก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว” บรรยายกาศในศาลาก็ยิ่งทวีความเดือด เมื่อหลี่หนิงเซียนหันมาพูดกับซูลี่อย่างเลือดเย็น
“ป้าซูคะ เห็น ๆ กันอยู่ว่าฉันพยายามแล้วที่จะคุย แต่ทางนั้นจะเอาเรื่องกงหยางให้ได้ ฉันก็จนปัญญา ขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“นี่เธอจะทิ้งน้องสามีไปแบบนี้เลยเหรอ! ลืมไปแล้วหรือไงว่าตัวเองเป็นพี่สะใภ้” ฉินหงโพล่งออกมาด้วยความโมโห หลี่หนิงเซียนได้ยินก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“อ้อจริงสิ ฉันลืมบอกไป ว่าฉันกับกงชุน กำลังคุยเรื่องหย่ากันอยู่นะ”
“…” ทุกคนในศาลาถึงกับเงียบกริบเมื่อหลี่หนิงเซียนพูดจบ
“ตอนที่กงชุนอยู่ที่หมู่บ้าน เหมือนเขาจะยื่นเรื่องหย่ากับหัวหน้าหน่วยไป เพราะงั้นต่อจากนี้ไปฉันก็ไม่ใช่ลูกสะใภ้บ้านนี้ และก็ไม่ใช่พี่สะใภ้ของกงหยาง”
“…”
“เอาจริง ๆ การเป็นสะใภ้บ้านนี้ถึงจะได้มาเยอะ แต่ต้องทนกับข่าวลือไร้สาระ แล้วยังต้องควักเงินให้ตลอด ป้าเองก็รู้สถานการณ์ที่บ้านฉันดี ถ้ามีเงินคงไม่ต้องให้คุณปู่รอผ่าตัดนานขนาดนี้ พี่ชายก็คงไม่ขึ้นคานจนอายุปานนี้ ที่ยอมให้ฉันแต่งเข้าบ้านนี้ ก็เพื่อต่อชีวิตครอบครัวแท้ ๆ”
ภายในศาลาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนราวกับเห็นผี ทั้งซูลี่ ฉินหง และเต๋อเกอต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน ไม่คิดว่าเรื่องจะมาถึงจุดนี้
ฉินหงคิดในใจอย่างเดือดดาล แผนการที่เตรียมมา เธอไม่รู้จะพูดออกไปยังไง นี่มันเรื่องบ้าอะไร ถ้าหย่ากันแล้วใครจะมาเป็นคนให้พวกเธอไถ่เงิน
ซูลี่ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจ ตอนนั้นหลี่หนิงเซียนทำตัวไม่ดี ควบคุมอะไรไม่ได้ และยังทำให้ขายหน้า ผิดกลับตอนนี้ฉลาดขึ้น เป็นคนปกติแล้ว แต่ดันจะหย่าแบบนี้ ก็ไม่ได้มีประโยชน์เหมือนเดิม เธอได้แต่คิดอย่างสิ้นหวัง กงหยางลูกชายคนเล็กของเธอคงไม่รอดคุกแน่ ๆ
ในขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังจะเดินออกไป ฉินหงก็ตั้งสติได้ รีบพุ่งตัวไปขวางหน้าทันที
“ไม่ได้! เธอจะไปไหนไม่ได้ เรื่องนี้ยังไม่จบ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะเยาะในใจกับท่าทีคนตรงหน้า
“ทำไมต้องจบคะ ในเมื่อฉันจะหย่าแล้ว ต่อให้พวกคุณจะฟ้องกงหยาง หรือจะไปฟ้องกงชุนที่ค่ายทหาร มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว”
“เธอ!” ฉินหงโกรธจนหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกได้แต่มองหลี่หนิงเซียนอย่างเอาเรื่อง
“แล้วนี่อะไร บอกว่าจะฟ้องกงหยางให้ติดคุก ไม่ยอมความ ไม่ยอมออกหนังสือให้อภัย ตอนนี้กลับมาท้วง” หลี่หนิงเซียนไม่สนใจ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ
“ตอนแรกว่าถ้าคุยกันรู้เรื่อง ฉันจะเห็นแก่ที่เคยเป็นพี่สะใภ้ คิดจะช่วยค่าเสียหายบ้าง นี่อะไรคะเล่นแต่บทโหด แล้วฉันจะอยู่ทำไม เชิญฟ้องตามสบายเลยค่ะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว!”
“ใครบอกว่าไม่ยอมความ! พวกเรามาวันนี้ก็เพื่อจะมาคุยเรื่องเงินไม่ใช่หรือไง ไม่งั้นจะมายืนตากลมหนาวทำไม!” ฉินหงรีบแก้ตัว
“พวกเธอต้องจ่ายค่าเสียหายมา! พอเงินครบ ฉันจะให้ลูกชายเซ็นหนังสือให้อภัยเดี๋ยวนั้นเลย!” สีหน้าเย็นชาของหลี่หนิงเซียนเริ่มอ่อนลง
เรื่องเงินตกลงกันได้ ปัญหาอะไรที่แก้ด้วยเงินได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป หลี่หนิงเซียนคิด แต่ก็ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย
“จะเอาเงินแล้วเหรอคะ” ฉินหงไม่รอช้า รีบคว้าโอกาสไว้
“ใช่แล้ว! แค่จ่ายเงินมาก็พอ ติดคุกไปก็เท่านั้น เงินจับต้องได้กว่าเยอะ จ่ายมาเถอะ หนังสือให้อภัยจะเอาไปกี่ฉบับก็ได้!”
“แต่ฉันก็ไม่มีเงินเยอะมากนะ” หลี่หนิงเซียนทำหน้าเศร้า ๆ ก่อนถามต่อ “จะเอาเท่าไหร่”
“สองพัน! พวกเราต้องการสองพันหยวน!” ฉินหงเห็นหลี่หนิงเซียนถามตรง ๆ ก็ไม่สนสิ่งที่จินเม่ยเตือนว่าห้ามบอกตัวเลขเด็ดขาด ให้ถ่วงเวลารอให้ฝั่งนั้นร้อนรน ยิ่งรอนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรีบจ่าย
แต่สถานการณ์ตอนนี้มันต่างกันแล้ว! ถ้ายังดึงเชิงต่อไป โอกาสทองก็จะหลุดลอยไป หลี่หนิงเซียนดูไม่อยากยุ่งเรื่องนี้อยู่แล้ว จะถ่วงเวลาไปทำไม!
คำพูดของฉินหงทำให้หลี่หนิงเซียนตกใจไม่น้อย เงินสองพันหยวนนี่ไม่ใช่น้อย ๆ นะ ยิ่งยุคนี้คนทั่วไปยิ่งหาลำบาก เงินเดือนข้าราชการยังเริ่มแค่ ห้าสิบหยวน สองพันหยวนชาวบ้านธรรมดาต้องเก็บเงินกันกี่ปีกว่าจะได้
ซูลี่เองก็ถึงขั้นกับผุดลุกขึ้นยืนอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“พวกคุณจะเอาสองพันเนี่ยนะ” แค่พันหยวนยังปวดหัวจะแย่ นี่เล่นเรียกสองพันหยวน มันจะเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยเหรอไง!
เต๋อเกอหน้าซีด รู้สึกอายที่ภรรยาเรียกเงินเยอะไปหน่อย แต่ฉินหงกลับไม่สะทกสะท้าน
“ก็ไม่แปลกหรอก ลูกชายคนโตพวกเธอทำงานในค่ายทหาร ได้เงินเดือนทุกเดือน หลายปีมานี้คงเก็บเงินได้เยอะ สองพันหยวนไม่น่าจะเยอะเกินไปหรอก”
“แล้วที่สำคัญ ลูกชายฉันโดนกงหยางทำร้าย บาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ ถ้าพิการแต่งงานไม่ได้ อนาคตทั้งชีวิตใครจะรับผิดชอบ! สองพันหยวนนี่ถือว่าซื้ออนาคต ซื้อความปลอดภัยให้กงหยางก็แล้วนะ คุ้มจะตาย”
หลี่หนิงเซียนได้ยินแล้วแทบจะขำ ไม่เคยเจอคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน ใครจะมีความสุขไม่ได้ ครอบครัวตัวเองดีไม่ได้ เธอจะต้องมาเจ็บปวดด้วยหรือไง! ถ้าจะเรียกค่าเสียหายจากการที่เต๋อฟงโดนตีก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อะไร อิจฉาที่บ้านคนอื่นรวย เลยจะฉวยโอกาสนี้เอาเงินเขาไปซะงั้น!
เธอไม่อยากต่อล้อต่อเถียง หันหลังเตรียมตัวกลับบ้าน ซูลี่ตอนนี้มึนงงกับตัวเลขสองพันไปแล้ว เลยไม่ได้ห้ามหลี่หนิงเซียนไว้ แค่พันหยวนที่หลี่หนิงเซียนยอมควักให้ยังต้องคุยตั้งนาน แต่นี่สองพันหยวนจะไปหามาจากไหน
แม้ในใจจะอยากให้หลี่หนิงเซียนช่วยแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ฉินหงเห็นเธอกำลังจะเดินหนี เลยรีบพุ่งตัวไปขวางไว้
“ถ้าคิดว่าแพงไป ต่อรองกันได้ จะให้เท่าไหร่ว่ามา อย่าให้น่าเกลียดก็พอ” หลี่หนิงเซียนหัวเราะในลำคอ นี่มันต่อรองราคากับแม่ค้าในตลาดสดชัด ๆ
“เท่าที่ได้ยิน ป้าซูบอกว่าตอนแรกพวกคุณเรียกพันหยวน งั้นก็ตามนั้นแล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
“พันหยวน! พันหยวนได้ไง! มันน้อยเกินไป!” ฉินหงทำตาขวาง