ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 134 นั่นถือว่าข้ามเส้น
บทที่ 134 นั่นถือว่าข้ามเส้น
ส่วนลี่หมิงกับหลี่หลงเฟยจะคอยดูแลความปลอดภัยที่มุมห้อง เพื่อเตรียมพร้อมถ้ามีอะไรผิดพลาด หลี่หนิงเซียนเดินผ่านกลุ่มคนที่ดูมีฐานะ และผู้มีอิทธิพล พยายามฟังบทสนทนารอบ ๆ แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงนายพลเถาหรือเสวียนอี้เลย ราวกับพวกเขาตั้งใจปกปิดอะไรบางอย่างไว้
จนกระทั่งเธอเห็นหลินถงที่มุมห้อง เธอกำลังยืนพูดคุยกับแขกคนหนึ่งที่มีท่าทางดูเป็นมิตร เธอรู้ดีว่าหลินถงคงพยายามหาเบาะแสจากเขา ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“มาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ในงานเลี้ยงบ้านคนอื่นคงไม่ดีมั้ง?” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้น เธอหันไปเผชิญหน้ากับบุรุษที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มบางที่แฝงไปด้วยเลศนัย ชายคนนี้เป็นใครกัน? เธอไม่เคยพบเขามาก่อน แต่ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่าชายคนนี้อาจไม่ธรรมดา
“นั่นสินะคะ ฉันทำตัวไม่ดีเลย ต้องขอบคุณที่เตือน ไม่ทราบว่าคุณคือ…” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ พยายามปิดบังความสงสัยที่มีอยู่ในใจ ชายคนนั้นยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เถาฮัวฟง หรือถ้าจะให้คุณรู้จักคงต้องเรียกนายพลเถา” หัวใจหลี่หนิงเซียนเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อที่เขาบอกออกมา… เถาฮัวฟง นายพลเถางั้นเหรอ? เธอพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง แม้ภายในจะรู้สึกตกใจอยู่ลึก ๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ นายพลเถา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ คุมอารมณ์ให้มั่นคงที่สุด เถาฮัวฟงยิ้มบาง ๆ แววตาที่มองหลี่หนิงเซียนนั้นเยือกเย็น และจับผิด ราวกับกำลังสำรวจทุกการเคลื่อนไหวของเธออย่างละเอียด
“ทำตัวเป็นแขกที่ดีในบ้านคนอื่นก็เป็นเรื่องดีนะ แต่การแอบสอดส่องหรือมีจุดประสงค์แอบแฝง…นั่นถือว่าข้ามเส้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเป็นคำเตือนมากกว่าตักเตือน ความคมชัดในน้ำเสียงนั้นทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก
“นายพลเถากล่าวเกินไปแล้วค่ะ ฉันเพียงแค่มางานเลี้ยงเพื่อพบปะผู้คน ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงแต่อย่างใด” เธอตอบพร้อมส่งยิ้มเล็ก ๆ กลบเกลื่อนความรู้สึกภายใน แสร้งทำเป็นว่าการเจอเขาเป็นเรื่องบังเอิญ นายพลเถาหัวเราะเบา ๆ แต่แววตายังคงเยือกเย็น
“คุณอาจไม่รู้ว่าฉันจับตามองคุณอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นงานเลี้ยง ไม่ใช่แค่คุณ แต่เพื่อนของคุณก็เช่นกัน พวกคุณแปลกแยกจากแขกคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด” หลี่หนิงเซียนพยายามข่มความรู้สึกหวั่นไหว พลางคิดหาคำพูดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา
“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องขอโทษที่ทำให้ท่านนายพลเข้าใจผิดค่ะ เราไม่ได้มีความประสงค์อื่นนอกจากมาเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เท่านั้น” เถาฮัวฟงมองหลี่หนิงเซียนอย่างนิ่งเฉย
“ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า งั้นก็ดี” เขาก้าวเข้ามาใกล้หลี่หนิงเซียนเล็กน้อย จนรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของเครื่องหอมบางชนิดที่แฝงอยู่ในชุดของเขา เขามองเธอด้วยสายตาคมกริบ รอยยิ้มบางที่เต็มไปด้วยเลศนัยยังคงไม่หายไปจากใบหน้า
“คุณเข้ามาใกล้กว่านี้คงไม่เหมาะสมแล้ว”
“ฉันขอแนะนำให้ระวังตัวไว้” เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ น้ำเสียงนั้นทำให้ฉันรู้สึกถึงความหมายที่ลึกซึ้งและเจตนาที่แฝงเร้นอยู่ “ในงานเลี้ยงนี้อาจมีบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เว้นแต่คุณอยากมาทำงานด้วยกัน”
หลี่หนิงเซียนรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ไหลผ่านสันหลัง เถาฮัวฟงก้าวถอยหลังเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องมา ราวกับเขารู้ทุกสิ่งที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้ ขณะที่เธอพยายามหาคำพูดตอบกลับ หลินถงก็เดินเข้ามาสมทบพอดี เขาส่งสายตาเป็นสัญญาณเตือนให้เธอถอยออกไป
“ขอโทษนะครับนายพล พอดีเรามีธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการ” หลินถงยิ้มเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม เถาฮัวฟงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะยิ้มบาง
“เชิญตามสบาย แต่จำไว้ว่าฉันเฝ้ามองพวกเธออยู่ทุกย่างก้าว และว่าพวกเธอจะเลือกเดินทางที่ถูกที่ควร” เมื่อเขาผละไป หลี่หนิงเซียนก็หันมาหาหลินถงด้วยแววตาเคร่งเครียด
“คุณก็ได้ยินใช่ไหม?” หลินถงพยักหน้า
“เขารู้มากกว่าที่เราคิด เขารู้ว่าเรามีจุดประสงค์อื่นที่มาที่นี่” หลี่หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น
“นี่หมายความว่าเขาจับตามองเราทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม… เราอาจต้องปรับแผนใหม่ และต้องระวังตัวให้มากกว่านี้” หลินถงพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล
แต่ในใจกลับมีความมุ่งมั่นที่มากขึ้น ท่ามกลางเงา และภัยที่อาจซ่อนอยู่ พวกเราจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมเถาฮัวฟง และคนของเขาถึงจับตาดูพวกเรา ถ้าหากการเผชิญหน้ากับนายพลเถานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสิ่งที่รออยู่
เถาฮัวฟงเดินแยกตัวออกมาจากงานเลี้ยงอย่างเงียบ ๆ พลางหลบมุมอยู่ในมุมที่ห่างไกลจากสายตาของแขกคนอื่น ๆ จนกระทั่งเขาเจอเสวียนอี้ คนสนิทที่ยืนรออยู่ในเงามืด สีหน้าของเสวียนอี้สงบนิ่งเหมือนเคย ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนอย่างเยือกเย็น
“เจอภรรยาของผู้พันกงแล้วสินะครับ?” เสวียนอี้ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ เถาฮัวฟงยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“เจอแล้ว… เธอดูเป็นคนที่จริงใจดี” น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความนึกคิด “การที่ภรรยาของผู้พันกงมาปรากฏตัวในงานนี้พร้อมกับกลุ่มเพื่อน ดูจะมีจุดประสงค์บางอย่าง… และถ้าฉันคาดไม่ผิด คงเกี่ยวข้องกับเพ่ยจวิ้นแน่นอน”
“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปครับ?” เสวียนอี้พยักหน้าช้า ๆ เถาฮัวฟงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ดูท่าทีเขาต่อไปว่ามีท่าทีอย่างไรกับนายพลเพ่ย หรือพรรคพวกของเพ่ยจวิ้น ถ้าเขาตัดสินใจเข้าข้างเรา การเจรจาร่วมมือกันอาจเป็นไปได้… แต่ถ้าเขาเลือกเข้ากับเพ่ยจวิ้น เราคงต้องพิจารณาแผนการอื่น”
เสวียนอี้พยักหน้าเข้าใจ แต่ก็แสดงความคิดเห็นของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ได้ครับ แต่ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะทำงานกับเราได้”
“อะไรทำให้นายคิดแบบนั้นล่ะ?” เถาฮัวฟงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเสวียนอี้อย่างสงสัย เสวียนอี้ยิ้มบาง ๆ แววตาของเขาฉายแวววิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง
“จากที่ผมเฝ้าดูมา พวกของผู้พันกง ดูจะเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม และความถูกต้องมากกว่าเงินหรือผลประโยชน์ เราได้ยินมาว่าพวกเขามีช่องทางที่จะหาผลประโยชน์ได้ไม่ยาก ทั้งจากฐานะของผู้พันกงและพวกพ้อง แต่พวกเขาก็เลือกที่จะทำแต่สิ่งที่ตรงไปตรงมา มุ่งมั่นต่อหลักการ ไม่อ้อมค้อม และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ใจ”
เถาฮัวฟงครุ่นคิดอย่างพอใจในคำพูดนั้น พลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ความยึดมั่นในความถูกต้องนี้ ที่อาจทำให้พวกเขามีค่าต่อฝ่ายของเรา หากได้คนที่มีความคิดตรงไปตรงมาเข้ามาร่วมงาน คงจะช่วยเสริมอุดมการณ์และหลักการของเราให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น” เสวียนอี้พูดเสริม
“ยิ่งกว่านั้น คนที่เห็นแก่ความถูกต้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวเช่นพวกเขา หากสามารถเป็นพันธมิตรกับเราได้จริง ก็จะทำให้ชื่อเสียง และฐานะของนายพลเถาจะได้รับความเคารพจากประชาชนมากขึ้น ผมคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสที่จะสร้างความมั่นคงทางการเมืองที่แข็งแกร่งกว่าเดิม”
เถาฮัวฟงยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความหมาย
“ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูไปก่อน หากพวกเขายังไม่ตัดสินใจอะไร เราก็คอยเฝ้าดูพวกเขาต่อไป แต่ถ้าภรรยาของผู้พันกงหรือเพื่อนในกลุ่มของเขาแสดงท่าทีที่ยอมเปิดใจให้เรา…จงรีบดำเนินการทันที เข้าใจไหม?”
“ครับ” เสวียนอี้ตอบรับอย่างแข็งขัน หลังจากนั้น ทั้งสองคนจึงเดินแยกกันกลับไปยังเส้นทางของตัวเอง เถาฮัวฟงเดินกลับเข้าสู่งานเลี้ยงด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง และสงบเสงี่ยมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในขณะที่เสวียนอี้ยังคงซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของหลี่หนิงเซียนและกลุ่มเพื่อนของกงชุนต่อไป เขารู้ดีว่า คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของแผนการอันยิ่งใหญ่ที่ยังซ่อนอยู่ในเงามืด