ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 121 หัวใจแตกสลาย
บทที่ 121 หัวใจแตกสลาย
บ้านตระกูลหมิน การจัดงานแต่งเต็มไปด้วยความหรูหราและประณีต เจ้าสาวในชุดแดงปักลายดอกโบตั๋นนั่งอย่างงดงาม ข้างกันมีเจ้าบ่าวผู้สง่าผ่าเผยในชุดปักลายมังกร
ภายในห้องโถงกลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่ว ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพต่อผู้ใหญ่ และความยิ่งใหญ่ของประเพณี บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อพิธียกน้ำชาเริ่มต้นขึ้น เจ้าบ่าวเจ้าสาวยื่นถ้วยชาให้แก่ผู้ใหญ่ แขกเหรื่อมากมายต่างยิ้มชื่นชมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง
หลังส่งเจ้าสาวเข้ามาเข้าไปรอในโถงแล้ว หลี่หลงเฟยก็มาจับจ้องผู้คนในงานอย่างเงียบเชียบ สายตาของเขาฉายแววเฉียบคม ภายใต้สีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรนั้น ซ่อนแผนการที่ลึกลับไว้เรียบร้อย เขารอจนกระทั่งมั่นใจว่าทุกคนที่เขาต้องการตัวได้มาร่วมงานแล้ว
โดยเฉพาะรายชื่อเหล่าผู้ค้าฝิ่นที่เขาใช้เวลารวบรวมหลักฐานมาอย่างยากลำบาก หลี่หลงเฟยส่งสัญญาณลับให้เหล่าทหาร และเจ้าหน้าที่ที่แฝงตัวในงานเลี้ยง ผู้คนไม่ทันตั้งตัว
เมื่อทันทีที่เขายกแก้วเหล้าขึ้น ผู้ค้าที่มีรายชื่อทุกคนถูกควบคุมตัวอย่างรวดเร็ว เสียงความโกลาหลเริ่มดังขึ้นจากอีกด้านของห้อง แต่หลี่หลงเฟยยังคงยิ้มบางเบาอย่างสุขุม
“งานเลี้ยงนี้คงไม่ใช่การเลี้ยงฉลองเท่านั้นสินะ” หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเอ่ยเสียงเยาะเย้ยด้วยความไม่พอใจ
หลี่หลงเฟยโค้งศีรษะเล็กน้อย สบตาชายคนนั้นอย่างเยือกเย็น “งานแต่งงานควรจะเป็นที่พบปะระหว่างผู้คนที่ดี… และวันนี้ก็คือโอกาสที่ผมจะได้ล้างบางสิ่งชั่วร้ายเช่นกัน”
สายตาของเขามองทุกคนด้วยความเงียบสงบ แม้จะเป็นงานเลี้ยงแต่งงานที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุขสม แต่ในวันนี้มันได้กลายเป็นเวทีที่ใช้ปราบปรามพวกคนชั่วได้แบบรวบเดียว ทุกคนถูกจับกุม และส่งตัวไปยังหน่วยงานตามกฎหมาย บรรยากาศในงานเปลี่ยนไปเป็นความเงียบสงบปนระแวง แขกที่เหลือต่างยืนมองด้วยความตระหนก และบางคนก็ดูโล่งใจที่เหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้น
หลี่หลงเฟยลุกขึ้นยืน เดินผ่านห้องโถงที่บัดนี้เงียบลง เขาหันไปมองเจ้าสาวของเขา ที่ถูกส่งเข้าห้องหอเรียบร้อยแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะมีหน้าไปพบเธอได้อย่างไร ในการปราบปรามสิ่งชั่วร้ายนี้ เขาได้หลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือ ในการค้นหาหลักฐาน
ห้องหอถูกจัดไว้อย่างวิจิตรตระการตา กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยอวลอยู่ในอากาศ แสงเทียนสลัวนวลสะท้อนบนผนังเป็นเงาอ่อนชวนฝัน หากแต่ว่า หลี่หลงเฟยกลับยืนอยู่นอกห้องนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง ไม่ได้มีรอยยิ้มแห่งความสุข หรือความยินดีเฉกเช่นเจ้าบ่าวทั่วไป
สายตาของเขาเพ่งพินิจไปยังประตูห้องหอ ราวกับกำลังรอคอยบางอย่างที่ยังไม่ปรากฏ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นในความเงียบ กงชุน เดินเข้ามา ตบบ่าของเขาเบา ๆ พร้อมกับกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
“ไปเถอะ ตอนนี้หมินคงถูกจับแล้ว การจับกุมเป็นไปตามแผน มีการขัดขืนอยู่บ้าง… แต่ไม่มีใครต้องสังเวยชีวิต”
หลี่หลงเฟยหลับตาลงอย่างโล่งใจ ครู่หนึ่งที่หายใจยาวนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความกดดันอันแผ่วเบา ในใจของเขายังมีความกังวลอันลึกซึ้ง และเขาตัดสินใจถามต่อเบา ๆ “แล้วหมินเหลียนล่ะ?”
กงชุนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความระมัดระวัง
“เธอไม่มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่นโดยตรง แต่…ยังไงทรัพย์สินของตระกูลหมิน ต้องโดนยึดทรัพย์สินทั้งหมด และนับจากนี้เธอจะต้องหาทางไปเอง ไม่มีอะไรที่เราจะช่วยได้”
คำพูดนั้นทำให้หลี่หลงเฟยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แม้จะแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ดวงตาของเขาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย มันเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน หมินเหลียนเป็นหญิงสาวที่เขาผูกพัน
เธอไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่กลับต้องสูญเสียทุกสิ่งไปเพราะการกระทำของครอบครัวเธอ หลี่หลงเฟยรู้ดีว่าเส้นทางของหมินเหลียนจะไม่ง่าย นับจากนี้นางจะต้องเดินไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยไร้ซึ่งการสนับสนุนใด ๆ
“ก็ถือว่าเป็นกรรมของเธอ ไม่เกี่ยวกับพี่” กงชุนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม เขารู้ดีว่าคำพูดนี้กระทบใจหลี่หลงเฟย กงชุนก็ต้องการให้หลี่หลงเฟยตระหนักถึงความจริง ว่าหมินเหลียนไม่ได้มีสิทธิ์ ที่จะหลีกหนีผลกรรมที่ครอบครัวของนางได้สร้างไว้
หลี่หลงเฟยพยักหน้าช้า ๆ ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นกระทบใจเขา ราวกับเป็นคำเตือนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังความมืดอันเงียบสงบของยามค่ำคืน เขารู้ดีว่าแม้ทุกสิ่งจะจบลงด้วยการปราบปรามคนชั่วสำเร็จ
แต่บางสิ่งในใจของเขายังคงว่างเปล่า มันคือความอ้างว้างที่เขาเลือกที่จะยอมรับ เป็นการสละความรักส่วนตัวเพื่อความยุติธรรม และเพื่อการปกป้องสิ่งที่สำคัญกว่า สุดท้ายเขาก็หันกลับไป ก้าวเดินออกจากบ้านตระกูลหมินไปพร้อมกับกงชุน ทิ้งให้ห้องนั้นคงความเงียบสงบไว้เบื้องหลัง…
หมินเหลียนนั่งอยู่บนเตียงในชุดเจ้าสาว แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความกังวล คำพูดของจิ้นจินที่เพิ่งบอกเธอก่อนหน้านี้ดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุด งานแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความรัก แต่เป็นแผนการจับตัวพ่อของเธอ และคู่ค้า
จ้าวเฉิน ชายที่เธอหวังให้เป็นคู่ชีวิต แท้จริงแล้วเป็นสายลับของกองทัพ เขาแฝงตัวมาเพื่อเปิดโปงเส้นทางการค้าของพ่อเธอ และเหล่าพ่อค้าที่แอบลักลอบขนฝิ่น เธอไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่แววตาจริงจังของจิ้นจินบอกชัดเจนว่าทุกคำพูดเป็นความจริง
หมินเหลียนหัวใจแตกสลาย เธอปล่อยให้หยดน้ำตาร่วงหล่น ความฝันถึงชีวิตคู่ที่เธอวาดไว้พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี เธอทรุดตัวลง แต่ทันใดนั้นความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพ่อทำให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์
“พ่อ…” หมินเหลียนพึมพำ ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้อง เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องไปทั่วบ้าน ขณะที่เธอร้องเรียกพ่อ น้ำตาอาบแก้ม ใจของเธอก็หวังว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงฝันร้าย
“พ่อ! พ่อฉันอยู่ไหน!” หมินเหลียนวิ่งไปทั่วบ้าน เสียงเรียกของเธอสั่นเครือ เธอตามหาทุกห้อง แต่ก็ไม่พบใครเลย บรรยากาศรอบตัวเริ่มว่างเปล่า ราวกับทุกอย่างหลบซ่อนจากสายตาเธอ
หมินเหลียนรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่าง หัวใจของเธอแหลกสลายจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดินต่อ ร่างของเธอค่อย ๆ ทรุดตัวลงกับพื้นห้องโถง น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงมาไม่หยุด เธอร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ ทำไมจ้าวเฉินต้องทำกับเธอแบบนี้? ทำไมเขาต้องหักหลังความเชื่อใจที่เธอมีให้?
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามา หมินเหลียนเงยหน้าขึ้น หยาดน้ำตายังเปื้อนเต็มใบหน้า และภาพของคนที่เธอเห็นยิ่งทำให้เธอเจ็บปวดใจ หลี่หลงเฟย เดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวล
“จ้าวเฉิน…” หมินเหลียนเอ่ยเสียงสั่น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความผิดหวังและความโกรธ “นี่คือสิ่งที่พี่ตั้งใจให้เป็นจริง ๆ เหรอ?”
หลี่หลงเฟยมองหมินเหลียนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในใจ เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ หมินเหลียน เขารู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดที่จะอธิบายให้เธอเข้าใจได้ ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ ที่จะลบล้างความเสียใจที่เธอกำลังเผชิญ
หมินเหลียนร้องไห้สะอื้นอย่างหนัก หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความขมขื่น ราวกับทุกสิ่งที่เธอเชื่อมาตลอดพังทลายไปจนไม่เหลือ หลี่หลงเฟยยื่นมือไปจับมือเธอเบา ๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามา ราวกับพยายามจะปลอบโยน
“ขอโทษ…” หลี่หลงเฟยเอ่ยเสียงแผ่วเบา เขาเองก็รู้สึกทรมานไม่แพ้เธอ เมื่อเห็นน้ำตาของหมินเหลียน เขาตระหนักได้ว่าความเจ็บปวดของเธอเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจปลอบโยนได้หมด