ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 116 พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70
- บทที่ 116 พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด
บทที่ 116 พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด
เมื่อจัดการเตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนรีบกลับไปหาคุณปู่ที่บ้านเพื่อบอกลาและแจ้งเหตุผลที่เธอต้องเดินทางกะทันหัน คุณปู่ของเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าในห้องรับแขก ท่าทางสุขุมแต่แฝงด้วยความห่วงใย เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนเมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามาหา
“หนิงเอ๋อร์ หลานมีเรื่องอะไรหรือถึงได้รีบเร่งแบบนี้” คุณปู่ถาม น้ำเสียงอบอุ่นแฝงความเป็นห่วง
หลี่หนิงเซียนสูดหายใจลึก ตั้งสติแล้วอธิบายด้วยท่าทีมั่นคง “ปู่คะ หนูต้องไปเจรจาเรื่องการค้าต่างเมืองสักอาทิตย์ เรื่องนี้อาจสำคัญต่ออนาคตของร้านเรา ต้องไปเองถึงจะมั่นใจได้”
คุณปู่มองหลานสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาเอื้อมมือมาวางบนหลังมือของเธออย่างแผ่วเบา “ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ปู่ก็คงไม่รั้งหลานไว้ ไปเถิด แต่ขอให้ดูแลตัวเองให้ดี”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่” หลี่หนิงเซียนยิ้มบาง ๆ ขณะมองแววตาของคุณปู่ที่แฝงความห่วงใยลึกซึ้ง เธอรู้ดีว่าคุณปู่ไว้วางใจให้เธอจัดการทุกอย่างตามที่เห็นสมควร
หลังจากนั้นไม่นาน เธอจึงออกจากบ้านพร้อมกับเตรียมตัวสำหรับการเดินทางสู่เมืองไป๋ชาน เป้าหมายของเธอชัดเจน บอกความจริงแก่พี่ชาย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเชื่อมโยงชีวิตตัวเอง กับหมินคงพ่อค้าฝิ่นที่เต็มไปด้วยอิทธิพลมืด
ดวงตาของหลี่หนิงเซียนฉายแววแน่วแน่ เมื่อมองไปยังถนนที่ทอดยาวสู่จุดหมาย เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้อาจเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เพื่อปกป้องครอบครัวและพี่ชายคนเดียว เธอพร้อมเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค
ที่ร้านติ่มซำลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย บรรยากาศในร้านคึกคักไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารจานเล็กจานน้อยที่เรียงรายอยู่ในเข่งไม้ไผ่ เสียงพูดคุยของลูกค้าดังสอดประสานไป กับเสียงเถียนอิงที่คอยต้อนรับ และรับรายการอย่างกระตือรือร้น
ฉางเฟิ่งหนึ่งในลูกค้าประจำเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางคุ้นเคย เขากวาดสายตาหาหลี่หนิงเซียน แต่กลับไม่เห็นเธออยู่ในร้านเหมือนปกติ
“คุณหลี่ไม่อยู่หรือ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แววตาแฝงความสงสัย
เถียนอิงรีบตอบพร้อมรอยยิ้ม
“คุณหลี่ไปธุระที่ต่างเมืองค่ะ น่าจะไปสักอาทิตย์ได้ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”ได้ยินเช่นนั้น ฉางเฟิ่งทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วรีบจ่ายเงินค่าอาหาร
จากนั้นเธอก็เดินออกจากร้านโดยไม่ได้สนใจอาหารในจานด้วยซ้ำ เร่งฝีเท้าตรงไปยังจุดนัดพบ กับหญิงสาวที่จ้างเธอให้คอยจับตาดูหลี่หนิงเซียน ไม่นาน ฉางเฟิ่งก็มาถึงสวนสาธารณะเล็ก ๆ นอกเขตตลาด
หญิงสาวที่รอเธออยู่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าประณีต ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะในตระกูลผู้มีอิทธิพล เธอเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นฉางเฟิ่งเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหลี่ไปต่างเมืองแล้วค่ะ บอกว่าไปธุระสำคัญ” ฉางเฟิ่งรายงานตามที่ได้รับมา หญิงสาวคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ความกังวลในใจเริ่มก่อตัวขึ้นทันที
“ไปต่างเมือง?” เธอทวนคำอย่างไม่สบายใจ ใจเธอสั่นวูบเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่อาจเกิดขึ้น เธอหวั่นใจว่าเหตุผลที่หลี่หนิงเซียนเดินทางไปต่างเมืองครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับชายคนรักของเธอ เธอกลัวว่าเขากับหลี่หนิงเซียนจะมีโอกาสได้พบกันโดยที่เธอไม่รู้ หญิงสาวรีบลุกขึ้น สีหน้าเธอแฝงด้วยความตึงเครียดและตัดสินใจ
“ฉันจะรีบกลับไปดักรอที่เมืองไป๋ชาน ถ้ามีข่าวอะไรเพิ่มเติม รีบส่งคนไปบอกทันที เข้าใจไหม?”
ฉางเฟิ่งพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมองตามหญิงสาวที่รีบเดินจากไป หญิงสาวขึ้นรถจิ๊ป และบอกให้คนขับรีบพาเธอกลับเมืองทันที ใจเธอกระวนกระวายไม่หยุด ความคิดคาดเดา และความหึงหวงผสมกันจนเกิดเป็นแรงผลักดันให้เธอเตรียมตัวออกตามหาคำตอบให้กับตัวเอง
รถของเธอแล่นไปบนถนนที่คึกคักด้วยผู้คน แต่ในใจของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความกลัวว่า การเดินทางของหลี่หนิงเซียนในครั้งนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอ กับชายคนรักต้องเปลี่ยนแปลงไป
ณ เมืองไป๋ชาน เมืองท่าที่มีบทบาทสำคัญในด้านการค้าขาย ภายในเมืองกำลังคึกคักไปด้วยผู้คนจากหลากหลายแห่งที่เดินทางมาเพื่อร่วมงานมงคลของตระกูลหมิน ผู้มีอิทธิพลสูงสุดแห่งเมือง ทุกซอกทุกมุมของถนนเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย และนักเดินทางที่มาร่วมงานซึ่งเป็นหัวข้อพูดคุยของทุกคน
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ซอกตึกมุมอับหนึ่งถูกปกคลุมด้วยเงามืด ที่นั่นมีชายสองคนยืนพูดคุยกันอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคมกริบของพวกเขาจับจ้องไปที่ผู้คนพลุกพล่านราวกับสังเกตความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระมัดระวัง
“ได้หลักฐานมาครบแล้วใช่ไหม” ชายคนแรกเอ่ยเสียงเบาแฝงความจริงจัง
ชายอีกคนพยักหน้า ตอบกลับเสียงแผ่ว
“อือ รอให้ถึงวันงานค่อยให้คนบุก ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะลงมือในวันที่มีงานมงคลของตระกูลหมิน”
ชายคนแรกขมวดคิ้วเล็กน้อย “ระวังตัวด้วยนะ พี่นี่แหละที่เสี่ยงที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้มาก”
คนที่สองหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ยี่หระ “ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก ตอนนี้ไม่มีใครสงสัย ทุกคนสนใจแต่เรื่องงานแต่ง”
ชายคนแรกนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความลังเล “เสร็จงานนี้แล้วพี่กับลูกสาวพ่อค้าจะยังไงต่อ? เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรในเรื่องนี้เลยนี่”
คำถามนั้นทำให้ชายคนที่สองเงียบไป แววตาที่เคยสงบนิ่งของเขาฉายแววเย็นชา ราวกับกำลังคิดหนัก เขาไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หันหน้าออกไปมองทางอื่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและเงียบงัน
ชายคนแรกมองพี่ชายที่นิ่งเฉยพลางยิ้มขื่น ๆ “เย็นชานะพี่ชาย…
“มีอะไรอีกไหม”
ชายคนแรกจ้องมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “แล้วว่าที่ภรรยาพี่พักนี้ไปไหน ถึงไม่เห็นออกมาช่วยเตรียมงาน?”
คำถามนี้ทำให้ชายคนนั้นหัวเราะในลำคอ “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่อยู่ก็ถือว่าดี จะได้ไม่รบกวนงานที่ต้องทำ”
คำตอบนั้นทำให้ชายคนแรกยิ้มขื่นอีกครั้ง ราวกับรับรู้ถึงด้านเย็นชาของพี่ชายที่เขาไม่อาจเข้าถึงได้ จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายจากกันท่ามกลางความเงียบในมุมมืดของซอกตึก ปล่อยให้แสงสลัวของยามเย็นทาบทับกับเงาหลังของทั้งคู่
ขณะเดียวกัน เสียงขบวนแห่และเสียงดนตรีที่ดังมาจากงานเตรียมพิธีแต่งงานของตระกูลหมินก็ยิ่งเร่งเร้าให้เมืองไป๋ชานกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความระแวงในคราเดียวกัน
ที่บ้านตระกูลหมิน บ้านหลังใหญ่ที่ประดับด้วยโคมแดง และผ้ามงคลเตรียมพร้อมสำหรับงานแต่งงานที่ใกล้เข้ามา แสดงถึงฐานะอันยิ่งใหญ่ของตระกูล ภายในบ้าน คนรับใช้ และลูกจ้างต่างเร่งจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น เสียงหัวเราะเบา ๆ และเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณ
ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวผ่านประตูใหญ่เข้ามา ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง มาดมั่นในชุดที่ดูเรียบง่ายแต่มีราศี เขาคือจ้าวเฉิน หรือที่แท้จริงแล้วก็คือหลี่หลงเฟย พี่ชายของหลี่หนิงเซียน เขาเดินเข้ามายังโถงรับแขกใหญ่ ก่อนที่สายตาเฉียบคมของหมินคงจะสะดุดกับเขา
“ไปไหนมาจ้าวเฉิน” เสียงของหมินคงเข้มและทรงพลัง สายตาของเขาจับจ้องหลี่หลงเฟยด้วยความคาดหวัง และแฝงความห่วงใยในแบบผู้ใหญ่
หลี่หลงเฟยก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างเคารพก่อนตอบ “ผมไปดูเครื่องประดับเจ้าสาวกับลองชุดครับ”
หมินคงเลิกคิ้วพร้อมถามเสียงเรียบ “ไม่พาเหลียนเอ๋อร์ไปด้วย?”
คำถามนั้นทำให้หลี่หลงเฟยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สองสามวันนี้ผมไม่เจอเหลียนเหลียนเลยครับ ถามหาเธอกับพี่จิง พี่เขาบอกว่าเหลียนเหลียนเก็บตัวอยู่ในห้อง บอกว่าไม่อยากพบหน้าผมจนกว่าจะถึงวันแต่ง”
หมินคงครุ่นคิดเล็กน้อย ดวงตาแฝงความสงสัย “แปลก… ปกติเหลียนเอ๋อร์ติดนายจนไม่สนใจใคร ทำไมมาหลบหน้าไปเสียได้ ไปทำอะไรให้เหลียนเอ๋อร์ไม่พอใจหรือเปล่า?”
หลี่หลงเฟยยิ้มบาง ๆ พลางตอบเสียงสุภาพ “ผมจะกล้าทำอะไรครับ”
หมินคงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบเครา มองหลี่หลงเฟยอย่างครุ่นคิด “ยังไงก็ใกล้วันแต่งแล้ว ขอฝากเหลียนเอ๋อร์ด้วย เธออาจจะเอาแต่ใจไปบ้าง ก็เพราะฉันตามใจมาตั้งแต่เด็ก”
“ครับ ท่านวางใจได้” หลี่หลงเฟยพยักหน้ารับคำ แม้ภายนอกจะดูสงบเยือกเย็น แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย เขารับรู้ถึงน้ำหนักของคำว่าฝากฝังที่หมินคงพูด
มันหมายถึงความเชื่อมั่น และความคาดหวังอย่างลึกซึ้ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาเองก็รู้ดีว่ามีบางสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำให้สำเร็จในงานแต่งงานนี้ หมินคงยิ้มอย่างพอใจ พลางพยักหน้าให้หลี่หลงเฟยไปเตรียมตัวต่อ ความเชื่อใจในตัวชายหนุ่มที่เขากำลังจะรับมาเป็นลูกเขยนั้นเต็มเปี่ยม