ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 114 เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70
- บทที่ 114 เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
บทที่ 114 เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
บ่ายวันนี้อากาศปลอดโปร่ง มีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างของร้านติ่มซำ บรรยากาศในร้านของหลี่หนิงเซียนอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของซาลาเปาร้อน ๆ และชาดอกเบญจมาศที่เพิ่งชงเสร็จ ท่ามกลางลูกค้าที่มาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ มีหญิงสาวคนหนึ่งนามว่า ฉางเฟิ่ง ผู้ซึ่งเริ่มกลายมาเป็นลูกค้าขาประจำของร้าน
ฉางเฟิ่งเป็นหญิงสาวสวยในชุดผ้าไหมสีเรียบ ๆ แต่ดูหรูหรา ท่าทางภายนอกดูสุภาพและเป็นมิตร ชอบยิ้มให้หลี่หนิงเซียนเวลาพบกัน และมักจะเอ่ยชมอาหารในร้านทุกครั้งที่ได้ลิ้มรสติ่มซำ แต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ว่าฉางเฟิ่งมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้น
ขณะที่ร้านเงียบเพราะลูกค้าเริ่มทยอยกลับไปแล้ว ฉางเฟิ่งก็เดินเข้ามาอีกครั้ง หนิงเซียนต้อนรับด้วยรอยยิ้มตามปกติ
“คุณหลี่ ฉันติดใจติ่มซำร้านของคุณมากเลยค่ะ ไม่เคยทานที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อน” ฉางเฟิ่งชมพร้อมรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงของเธอกลับฟังแปลกอยู่บ้าง ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“ขอบคุณมากนะคะ ดีใจที่คุณชอบ” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างสุภาพ
“ฉันได้ยินมาว่าคุณน่ะดูแลร้านนี้คนเดียว แล้วยังคิดสูตรอาหารพิเศษได้ไม่ขาดสาย อดทึ่งไม่ได้จริง ๆ” ฉางเฟิ่งพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ในสายตาของเธอกลับมีประกายแปลก ๆ ที่ทำให้หนิงเซียนรู้สึกว่าคำชมนี้มีนัยซ่อนอยู่
“ก็ได้คนในร้านที่ช่วยกันนะคะ จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้เก่งไปกว่าคนอื่นเลย” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ
ฉางเฟิ่งหัวเราะเบา ๆ และหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ พลางมองสำรวจร้านอย่างพิจารณา
“ฉันว่าถ้าคุณได้คนช่วยดูแล ร้านนี้น่าจะกลายเป็นร้านใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ได้เลยนะ” คำพูดของฉางเฟิ่งทำให้หลี่หนิงเซียนชะงัก เพราะถึงจะฟังดูเหมือนเป็นคำแนะนำ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนฉางเฟิ่งกำลังพยายามชักจูงอะไรบางอย่าง
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ แต่ฉันยังอยากให้ร้านนี้เล็ก ๆ แบบนี้ไปก่อน” หลี่หนิงเซียนตอบด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ในใจกลับเริ่มระแวง ฉางเฟิ่งพยักหน้าเบา ๆ พร้อมมองไปที่หน้าต่างร้าน
“ฉันพูดเผื่อไว้เท่านั้นเอง เห็นคุณทำงานคนเดียวมาตลอด คนในครอบครัวคงภูมิใจ” เธอกล่าวราวกับทิ้งปริศนาไว้ในอากาศ หลี่หนิงเซียนมองอีกฝ่ายที่ยังคงยิ้มเล็ก ๆ อยู่ แม้จะเป็นรอยยิ้มที่สุภาพ แต่ในแววตาของฉางเฟิ่งกลับมีบางอย่างที่เยือกเย็น และทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกถึงภัยที่มองไม่เห็น
ทุกครั้งที่ฉางเฟิ่งมาที่ร้าน หลี่หนิงเซียนจะต้องคอยระวังตัวเสมอ แม้เธอจะปฏิบัติต่อฉางเฟิ่งด้วยมิตรไมตรี แต่ในใจก็เต็มไปด้วยคำถาม ฉางเฟิ่งพูดคลุมเครือเกี่ยวกับร้าน เธอชอบถามถึงเรื่องส่วนตัวของหลี่หนิงเซียน แบบที่ไม่มีลูกค้าคนไหนเคยพูดมาก่อน บางทีฉางเฟิ่งก็ถามถึงครอบครัวของเธอราวกับพยายามเก็บข้อมูลอะไรบางอย่าง
หนิงเซียนเริ่มระแวดระวังตัวมากขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าเบื้องหลังคำพูดและรอยยิ้มที่ฉางเฟิ่งแสดงให้เห็นนั้น หมายถึงอะไร อาจจะเป็นมิตรที่กำลังหวังดี แต่ลึก ๆ ในใจของเธอ หนิงเซียนสัมผัสได้ว่า ฉางเฟิ่งไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเพียงลูกค้าประจำเท่านั้น…
ฉางเฟิ่งเดินออกจากร้านติ่มซำ หลังเสร็จภารกิจสืบเรื่องในครอบครัวของหลี่หนิงเซียน หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นลูกคนรวยในเมืองไป๋ซาน จ้างให้สืบเสาะเรื่องราวของหลี่หนิงเซียน ฉางเฟิ่งเดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ดูนั่งรอเธออยู่ในร้านน้ำเต้าหู้ที่ไกลจากร้านติ่มซำพอสมควร
“ได้เรื่องอะไรไหม?” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความสนใจ
“ค่ะ” ฉางเฟิ่งตอบพลางพยายามสบตาผู้หญิงตรงหน้า รู้สึกถึงแววตาที่จับจ้องมาก่อนจะพูดต่อ “เธอเป็นคนที่น่าชื่นชม…ทั้งเก่งและใจดี ที่ร้านนี้ไม่ว่าเธอจะยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม หลี่หนิงเซียนก็มักจะดูแลลูกค้าอย่างดีเสมอ”
“แล้วสามีของเธอล่ะ?” หญิงสาวถามออกไปตามความสงสัยที่คอยรบกวนเธออยู่ เฉิงเฟิ่งนั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ไม่มีใครเคยเห็นสามีของหลี่หนิงเซียนเลย บางทีฉันว่า…อาจไม่มีตัวตนจริง ๆ หลี่หนิงเซียนไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันเองก็ไม่กล้าถามเธอตรง ๆ”
ฉางเฟิ่งเริ่มตระหนักถึงความซับซ้อนและปริศนาที่รายล้อมอยู่รอบตัวหลี่หนิงเซียน และยิ่งใกล้เคียงกับข่าวลือที่ได้รับมา เธอเริ่มสงสัยว่าการที่หญิงสาวตรงหน้าเธอ จ้างให้สืบเสาะเรื่องราวของหลี่หนิงเซียนนั้น จะเป็นเพียงเพราะเรื่องธุรกิจจริง ๆ หรือเบื้องหลังอาจมีบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“เธอสืบดูต่อไป” หญิงสาวดันซองเงินบาง ๆ ให้เฉิงเฟิ่งที่รับไว้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จากนั้นหญิงสาวลุกขึ้นยืน เตรียมตัวจากไปพร้อมทิ้งคำพูดไว้ในอากาศ “ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหลี่หนิงเซียน”
คำอ้างที่เธอบอกเฉิงเฟิ่งไปนั้นดูเป็นเรื่องธุรกิจธรรมดา แต่ลึก ๆ ในใจมีความจริงซ่อนอยู่… ภาพของหลี่หนิงเซียนที่อยู่ในกระเป๋าของชายที่เธอจะแต่งงานด้วยคือสาเหตุที่ทำให้เธอร้อนรน
เมื่อเธอค้นพบรูปถ่ายนี้ ความสงสัยและความหึงหวงเริ่มกัดกร่อนหัวใจ จนไม่อาจต้านทาน เธอรักเขาและเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้สร้างอนาคตไปด้วยกัน แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ต้องถูกสั่นคลอน เมื่อพบรูปของผู้หญิงแปลกหน้าที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา
หญิงสาวเคยคิดว่าถ้าหากหลี่หนิงเซียนเป็นเพียงคนรักเก่าของเขา เธอก็พร้อมที่จะไม่ถือโทษ แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา เธอก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไร เธอจะบังคับให้พวกเขาหย่าขาดจากกัน เธอไม่มีทางจะยอมเสียคนรักให้ใครทั้งนั้น
ค่ำคืนที่แสงจันทร์อ่อนโยนราวผ้าคลุมสีเงินทอดตัวผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของหลี่หนิงเซียน เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้เก่าแก่ มีเพียงแสงตะเกียงที่ทำให้เห็นแสงเงาราง ๆ อยู่ในห้อง
หญิงสาวหยิบดินสอและกระดาษ เริ่มเขียนข้อความลงบนกระดาษสีขาวอย่างตั้งใจ เธอรู้ดีว่าหากจะโทรหาเขาที่กองทัพ จะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน และเธอเองก็ไม่อยากรบกวนเขาในเวลานี้นัก การเขียนจดหมายจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกใกล้ชิดเขาได้ในยามค่ำอันเงียบสงบเช่นนี้
เธอเริ่มต้นเล่าข่าวดีจากร้านติ่มซำของเธอที่กำลังขายดี ลูกค้าเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นทุกวัน รสชาติอาหารและบรรยากาศอันอบอุ่นทำให้ลูกค้าประจำเริ่มกลับมาอีกครั้ง หลี่หนิงเซียนเขียนด้วยรอยยิ้มภูมิใจ เพราะเธอรู้ว่ากงชุนเคยเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้เธอก้าวผ่านความยากลำบากมาได้จนถึงวันนี้
[…ร้านของฉันกำลังไปได้สวย ฉันเริ่มมีลูกค้ามากขึ้นทุกวัน พวกเขาชอบรสชาติของอาหารที่ฉันทำ ฉันได้เรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน ฉันจำได้ที่คุณเคยบอกว่า ‘เมื่อคิดจะหาเงินด้วยตัวเองก็ต้องทำให้ดี อย่าทำแค่ตอนฮึกเหิม ต้องมีความมุ่งมั่น และทำให้ประสบความสำเร็จ’ คำพูดของคุณยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเสมอ ขอบคุณนะคะ…]
ในจดหมาย เธอยังเล่าถึงแม่ของเขาที่เธอไปทานข้าวเย็นด้วยทุกวัน แม่เขายังคงแข็งแรงเหมือนเดิม สบายดี ยังคงช่วยเหลือและให้กำลังใจเธอเสมอ เวลาที่ทานข้าวหลี่หนิงเซียนมักจะได้ฟังเรื่องราวของกงชุนในวัยเยาว์อยู่บ่อย ๆ สร้างรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้กับเธอทุกครั้ง
และแม่ของเขายังคอยถามถึงเสมอ และเฝ้ารอวันที่เขาจะกลับมา ฉันบอกท่านว่าให้สบายใจได้ เพราะกงชุนเองก็เป็นคนที่เข้มแข็งไม่แพ้ใคร… หลี่หนิงเซียนยิ้มบาง ๆ ขณะเขียนถึงกงหยาง น้องชายคนเล็กที่กงชุนเป็นห่วงอยู่เสมอ เธอเขียนบอกเขาว่า กงหยางตั้งใจเรียนและดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เหมือนกับเขาที่เธอเคยรู้จักไม่มีผิด
หลี่หนิงเซียนเขียนจนเสร็จ วางดินสอลงอย่างเบามือแล้วจ้องมองจดหมายที่เธอเขียนด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอรู้ว่าการเขียนจดหมายเช่นนี้อาจจะไม่ทันใจเท่าการโทรหาเขา แต่ทุกคำที่เขียนลงไปล้วนสะท้อนความคิดถึงและห่วงใยที่เธอมีต่อเขาเสมอ
หลังจากปิดผนึกจดหมายเรียบร้อย เธอวางมันลงในกล่องบนโต๊ะ หวังว่าอีกไม่นานจดหมายนี้จะส่งถึงมือเขา และหวังว่าเขาจะได้รับรู้ถึงความสุขที่เธอแบ่งปันและความห่วงใยที่ไม่มีวันจางหาย