ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 109 ตลาดมืด
บทที่ 109 ตลาดมืด
ณ มุมมืดในเขตเมืองเก่า ที่ซ่อนเร้นจากสายตาผู้คน ตลาดมืดแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศลึกลับ ควันไฟจาง ๆ ที่ลอยออกมาจากร้านค้าเล็ก ๆ ตามตรอกซอกซอยผสมกับกลิ่นหอมเครื่องเทศ และของแปลกตานานาชนิด
สลับไปกับเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ ผู้คนในชุดคลุมหลากสีปกปิดใบหน้าบางส่วน เดินเลาะตามแผงลอยในจังหวะที่รวดเร็ว ตลาดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่พบปะของนักสะสมของหายากเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของเหล่าพ่อค้าผู้แสวงหากำไรในมุมมืด
หลี่หนิงเซียนเดินตามหลินถงเข้ามาอย่างช้า ๆ สายตาของเธอกวาดมองรอบ ๆ ด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะหยุดตรงหน้าแผงสินค้าขนาดใหญ่ที่เต็มไปวัสดุหายาก
ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะแหบห้าวของชายร่างใหญ่ ก่อนเขาจะปรากฏตัวออกมา ชายหนุ่มอายุประมาณ 35-36 ปี ไว้ผมสั้น มีแผลเป็นยาวประมาณ 4 เซนติเมตรที่หางตา ดูเหมือนรอยตะขาบ
เขาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ของตลาดมืดชื่ออู่เฉินเล่ย เขามีรอยยิ้มที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก แต่แววตาฉลาด และคมกริบส่งให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูน่าหวาดระแวงขึ้นไปอีก
“หืมม… หลินถงลมอะไรหอบนายมาที่นี่ได้” อู่เฉินเล่ยกล่าวพร้อมเอียงศีรษะจับจ้องไปแทนหลี่หนิงเซียน ทั้ง ๆ ที่เขาถามหลินถงแต่ไม่มองเลย
หลี่หนิงเซียนหันมองหลินถงเป็นสัญญาณ หลินถงจึงเริ่มเปิดบทสนทนา
“อยากซื้อค้ากับคนกว้างขวางก็ต้องมาหา” หลินถพูดก่อนลากเข้าสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะประเภทของไม้ และวัสดุที่ต้องการ เพิ่มเติมด้วยผ้าที่ใช้ทำฉากกั้นเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับร้านค้า
อู่เฉินเล่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ทั้งหมดที่ต้องการ ฉันจัดหาให้ได้ในราคา… สามพันห้าร้อยหยวน” เขากล่าวด้วยเสียงทุ้มขึงขังและเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หลี่หนิงเซียนยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินราคา พลันหันไปสบตากับหลินถงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หลินถงถอนหายใจก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้กับอู่เฉินเล่ย ในสายตาของหลินถงน่าจะชัดเจนว่าเขามีแผนต่อรองบางอย่าง
“อู่เฉินเล่ย วัสดุที่เสนอให้ถึงจะเป็นของดี แต่ราคาสามพันห้าร้อยหยวนนั้นสูงเกินไปสำหรับร้านเล็ก ๆ คิดว่าราคาสามพันหยวนน่าจะเหมาะสมกว่านะ อีกอย่างเราก็คนคุ้นเคยกัน” หลินถงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แน่วแน่
อู่เฉินเล่ยมองทั้งคู่ด้วยดวงตาที่ฉายแววสงสัยและครุ่นคิด เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มือใหญ่หนาที่หยาบกระด้างจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิตลูบไปที่คางอย่างชั่งใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหลี่หนิงเซียนครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองหลินถงเหมือนกับชั่งน้ำหนักคำพูดของพวกเขา
“หึ… สามพันหยวนงั้นเหรอ” อู่เฉินเล่ยเอ่ยเสียงแผ่วด้วยรอยยิ้มมุมปาก “รู้หรือไม่ว่าวัสดุบางอย่างนั้นต้องลักลอบนำเข้ามา ความเสี่ยงไม่ใช่น้อย ๆ หากเป็นคนอื่นคงขายแพงกว่านี้อีก นี่เห็นแกหน้านายแล้วนะหลินถง”
หลี่หนิงเซียนสบตากับหลินถงอีกครั้ง ทั้งคู่เหมือนจะมีความคิดตรงกัน หลี่หนิงเซียนจึงก้าวเข้ามาใกล้ ยิ้มอย่างมีเสน่ห์และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อู่เฉินเล่ย ฉันเพิ่งเริ่มสร้างร้าน รายจ่ายยังมีอีกมาก ฉันรับรองว่าหากทำร้านสำเร็จ เราจะได้ร่วมงานกันอีก คุณสามารถลดให้ฉันได้ไหม?” คำพูดอ่อนหวาน และสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของหลี่หนิงเซียน ทำให้อู่เฉินเล่ยยกยิ้มกว้าง เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับยอมรับความเป็นคนค้าขายของหญิงสาว
“เอาเถอะ ฉันจะลดให้เป็นพิเศษ สามพันหยวนก็ได้” อู่เฉินเล่ยกล่าวขณะพยักหน้าอย่างพอใจ “ถือเสียว่าเป็นราคามิตรภาพ หวังว่าจะสร้างร้านที่เจริญรุ่งเรือง และกลับมาร่วมงานกันอีกอย่างที่พูดไว้”
หลี่หนิงเซียนและหลินถงต่างยิ้มด้วยความดีใจ หลังจากการเจรจาจบลงด้วยความสำเร็จ หลี่หนิงเซียนและหลินถงต่างยิ้มกว้าง และขอบคุณอู่เฉินเล่ยอย่างจริงใจ
สายตาของหลี่หนิงเซียนเปล่งประกายด้วยความหวัง และความกระตือรือร้น เกี่ยวกับร้านใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่แล้วในหัวของเธอก็ผุดคำถามขึ้นมาอีกประการหนึ่ง
“อู่เฉินเล่ย ฉันมีเรื่องอยากถามอีกสักเล็กน้อย” หลี่หนิงเซียนกล่าวขึ้น พร้อมยิ้มเล็กน้อยอย่างมีเสน่ห์ อู่เฉินเล่ยมองเธอพร้อมพยักหน้าให้
“ว่ามาเถอะสาวน้อย ยังมีอะไรอีกล่ะ?”
“ร้านของเรานั้น ไม่เพียงแค่ต้องการวัสดุในการก่อสร้างและตกแต่ง แต่ฉันยังต้องการวัตถุดิบสำหรับทำอาหารด้วย… มีแหล่งที่ไว้ใจได้แนะนำหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำถาม อู่เฉินเล่ยหัวเราะหึ ๆ แววตาของเขาเปล่งประกายราวกับมีคำตอบที่รออยู่แล้ว เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ทั้งคู่ และพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“หากเป็นวัตถุดิบอาหารในตลาดมืด เธอควรไปหาตู้ข่าย เขาเป็นพ่อค้าที่ทำงานกับสหกรณ์ลับ ๆ ที่ส่งวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับร้านอาหารชั้นดีในย่านนี้”
“ตู้ข่ายงั้นหรือ?” หลินถงทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ
“ใช่ ตู้ข่าย เขาอายุราวสามสิบ รูปร่างเล็ก ผอมบางกว่าข้า แต่ไม่ต้องดูถูกไปล่ะ เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ เขาจะหาวัตถุดิบสดใหม่ให้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ แม้กระทั่งของหายากในช่วงฤดูกาลก็สามารถจัดการได้” อู่เฉินเล่ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
หลี่หนิงเซียนพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง “ขอบคุณอู่เฉินเล่ยมาก ฉันจะลองไปหาตู้ข่ายตามที่แนะนำ”
อู่เฉินเล่ยยิ้มกว้างยิ่งขึ้นก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย “ขอให้ประสบความสำเร็จกับร้านใหม่นะ หากมีอะไรต้องการเพิ่มเติมก็อย่าลืมมาหากัน ฉันอาจหาอะไรมาช่วยเพิ่มให้ได้อีก”
เมื่อกล่าวลากัน หลี่หนิงเซียน และหลินถงก็เดินจากไปตามทางเล็ก ๆ ในตลาดมืด เธอนึกถึงคนที่อู่เฉินเล่ยแนะนำ ทำไม่เหมือนเธอเคยได้ยินตระกูลตู้จากไหนสักที่มาก่อน ค้าขายกับสหกรณ์งั้นเหรอ
“หลินถง”
“หืม?” หลินถงเงยหน้าขึ้นจากความคิดของตัวเอง มองไปยังหลี่หนิงเซียนที่มีแววครุ่นคิดอยู่ในดวงตา
“คุณเคยเจอคนที่ชื่อตู้ข่ายไหม?” หลี่หนิงเซียนถามเสียงแผ่ว ท่ามกลางความพลุกพล่านของผู้คนในตลาดมืด แต่แววตาเธอเต็มไปด้วยความสนใจและสงสัย
“ไม่เคยเจอตัวหรอก แต่เคยได้ยินชื่อเสียง” หลินถงพยักหน้าเบา ๆ “ตู้ข่าย เป็นหนึ่งในพ่อค้าที่ดังพอสมควรในตลาดมืดนี้ เคยได้ยินว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสหกรณ์ด้วย”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ขณะจินตนาการถึงชายลึกลับที่หลบอยู่ในเงามืดของตลาด สายตาของเธอกวาดมองรอบ ๆ ราวกับกำลังหาทางพบเขาอย่างรวดเร็ว ตู้ข่าย… ตู้…สหกรณ์… ลุงตู้! เธอพลันหันมาหาหลินถงด้วยแววตาตื่นเต้น
“เราคงต้องแยกกันตรงนี้แล้ว ฉันจะไปที่สหกรณ์ดู ขอบคุณสำหรับวันนี้นะ แล้วเดี๋ยวฉันจะไปเอาจักรยานคืนทีหลังนะ”
หลินถงเพียงอ้าปากจะตอบ แต่ไม่ทันไรหลี่หนิงเซียนก็รีบเร่งฝีเท้าออกไปแล้ว ทิ้งเขาให้ยืนมองตามหลังด้วยรอยยิ้มขัน ๆ พลางคิดว่าความมุ่งมั่นของหลี่หนิงเซียน
หลี่หนิงเซียนเดินมาถึงสหกรณ์ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ในร้านนั้นมีร่างชายชราผมสีเทาคอยเฝ้าอยู่ตามปกติ ลุงตู้มักจะอยู่ที่นี่เสมอ
“หนิงเซียน! ไม่ได้เจอกันหลายวันเลยนะตั้งแต่ที่เราบอกจะพาปู่ไปโรงพยาบาล” ลุงตู้ทักทายด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เมื่อเห็นหญิงสาวที่คุ้นเคยเดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะ ลุงตู้!” หลี่หนิงเซียนกล่าวทักก่อนติบคำถาม “พอดีช่วงนี้ยุ่ง ๆ นะคะ กำลังจะเปิดร้านของตัวเองแถวตลาดสถานีรถไฟ ใกล้ ๆ กับโรงงาน”
ลุงตู้หัวเราะเบา ๆ “จริงแท้ ตอนเจอกันครั้งแรกยังเป็นเด็กที่พึ่งเริ่มค้าขายแท้ ๆ”
หลี่หนิงเซียนหัวเราะตาม แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นกับความทรงจำในอดีต “ก็ลุงใจดี ให้ฉันได้ฝากข้าวของที่ซื้อ”
ทั้งสองคุยกันอยู่พักหนึ่ง ความสนิทสนมจากการค้าขายและช่วยเหลือกันเป็นเวลานานทำให้หลี่หนิงเซียนกล้าที่จะถามอย่างเลียบ ๆ เคียง ๆ ขึ้น “ลุงตู้…ช่วงนี้ครอบครัวลุงเป็นอย่างไรบ้างคะ?”
ลุงตู้ยิ้มอย่างภูมิใจ “ลุงไม่ค่อยต้องห่วงอะไรมาก ลูกชายของลุงเขาก็กำลังได้ดีในสิ่งที่ทำเลย”
“ลูกชายลุงชื่ออะไรเหรอคะ?”
“ตู้ข่ายนะ ปีนี้ก็สามสิบแล้ว”
“ตู้ข่าย?” ตอนแรกเธอคิดว่าตู้ข่ายอาจจะเป็นญาติลุงตู้ ไม่คิดว่าจะเป็นลูกชาย พอได้รู้เธอก็รู้สึกยินดีไม่น้อย
“ใช่แล้วล่ะ เจ้านั่นรับงานหาวัตถุดิบทั่วทุกแห่ง พ่อค้าแม่ค้าหลายรายพึ่งพาเขามาก” หลี่หนิงเซียนแสร้งทำทีเป็นพยักหน้ารับ ทว่าในใจเต็มไปด้วยความดีใจ ที่ค้นพบชายลึกลับคนนั้นแล้ว เธอยิ้มออกมา
“ลุงตู้… ฉันขอความช่วยเหลือจากลุงสักหน่อยได้ไหมคะ? ฉันต้องการวัตถุดิบสำหรับร้านใหม่ที่กำลังจะเปิด และอยากให้ลุงคงช่วยเจรจาซื้อขายกับตู้ข่าย”