ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 108 เริ่มวางแผนร้าน
บทที่ 108 เริ่มวางแผนร้าน
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีส้มอ่อน เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันค่อย ๆ ทะลุผ่านขอบฟ้า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วเป็นสัญญาณบอกถึงการเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ ลมอ่อน ๆ พัดมากระทบกับใบไม้ที่แกว่งไกวอย่างแผ่วเบา
กลิ่นสดชื่นของดอกไม้ และดินชื้นลอยเข้ามาปะทะจมูก อากาศในตอนเช้าช่างเย็นสบาย ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากการหลับใหล ภาพทิวทัศน์ที่ยังมีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่
มองออกไปเห็นผู้คนเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันของพวกเขา ทำให้ชาวบ้านที่คึกคักค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นเสียงที่คุ้นเคย หลี่หนิงเซียนสูดลมหายใจลึก ๆ สัมผัสถึงการเริ่มต้นชีวิตของเธอนับจากนี้
“หนิงเอ๋อร์”
“คุณปู่ตื่นแล้วเหรอคะ มากินข้าวเถอะค่ะ หนููทำโจ๊กหมูไว้” กลิ่นหอมของโจ๊กร้อน ๆ ลอยอวลไปทั่ว หลี่หนิงเซียนนั่งตรงข้ามหลี่จ้านที่โต๊ะอาหารไม้เก่า เหมือนที่ทำทุกวัน
“คุณปู่คะ” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นหลังจากจิบน้ำชาร้อน “หนูมีเรื่องอยากบอกคุณปู่”
หลี่จ้านวางช้อนลงช้า ๆ ดวงตาที่มีริ้วรอยตามวัย แต่ยังคงความคมกล้ามองหลานสาวอย่างใส่ใจ
“หนิงเอ๋อร์มีอะไรหรือ”
“หนูซื้อตึกในเมืองไว้ค่ะ” หนิงเซียนพูดพลางวางช้อนลง “ตั้งใจเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง”
หลี่จ้านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ เขาเชื่อมั่นในตัวหลานสาว เพราะหนึ่งเดือนมานี้เธอทำให้เขาเห็นแล้วว่าเธอเปลี่ยนไปมาก
“หลานเตรียมตัวดีแล้วใช่ไหม?” หลี่จ้านถามพลางพยักหน้า “การค้าขายไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะ”
หนิงเซียนยิ้มรับด้วยแววตามุ่งมั่น “ค่ะ คุณปู่ ฉันเตรียมแผนทุกอย่างไว้แล้วค่ะ นี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด และฉันมั่นใจว่าจะทำมันให้ดีที่สุดค่ะ” เสียงของเธอหนักแน่น แสดงถึงความตั้งใจที่ไม่เปลี่ยนแปลง
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เต็มที่” หลี่จ้านยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ปู่จะคอยเป็นกำลังใจให้ และถ้ามีอะไรที่เธออยากได้คำแนะนำหรือช่วยเหลือก็บอกได้เสมอ จำไว้ว่านี่เป็นก้าวแรกของหลาน มันจะไม่ง่าย แต่เธอไม่ต้องเดินคนเดียว”
หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหวัง เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะท้าทาย แต่เธอก็ไม่หวั่นเกรง เพราะรู้ว่ายังมีครอบครัวคอยสนับสนุน และยืนเคียงข้างเธอเสมอ
หลังจากทานเสร็จเรียบร้อย หนิงเซียนก็เดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก ลมเย็นพัดผ่านเธอเบา ๆ ทำให้จิตใจสงบลงเล็กน้อย เธอเลือกนั่งลงใต้ต้นแอปเปิลในลานหลังบ้าน
หลี่หนิงเซียนคิดถึงการเปิดร้านอาหาร แต่เอาเข้าจริง เธอยังไม่แน่ใจนักว่าจะขายอะไรดี และเมนูที่เลือกควรจะเป็นแบบไหนเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในร้าน เธอหลับตาลงเพื่อให้สมองผ่อนคลาย
จุดเริ่มต้นของเธอ คือ ซาลาเปาทอดน้ำ ถ้านึกต่อไปก็คงคิดถึงพวกติ่มซำ ถ้านึ่งสดก็จะกลิ่นหอม ที่ฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่ว หลี่หนิงเซียนลืมตาขึ้นด้วยรอยยิ้ม เธอรู้แล้วว่าร้านอาหารของเธอควรจะขายอะไร
ติ่มซำ ซาลาเปาทอด ซาลาเปาไส้ลาวา… เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แววตาเริ่มฉายแววสดใส แม้จะไม่ใช่อาหารที่หรูหรา แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่นในครอบครัว และยังมีรสชาติที่ทุกคนต้องชื่นชอบ
เธอมั่นใจว่าเมนูเหล่านี้ ขายได้ และที่ต่างออกไปเธอจะได้ลูกค้าได้เลือกเมนูก่อน แล้วนึ่งให้ทานร้อน ๆ ควบคู่ไปกับพวกชา หลี่หนิงเซียนหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา จดบันทึกไอเดียของเธอไว้
ตั้งแต่เมนูติ่มซำหลากหลายชนิด เช่น ฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบหมู และซาลาเปาทอดกรอบนอกนุ่มในที่เมื่อกัดลงไปไส้ร้อน ๆ ก็ไหลทะลักออกมา เช่น ซาลาเปาไส้ลาวารสไข่เค็มที่มีความหอมมัน เธอวางแผนไว้ด้วยว่า จะเพิ่มซาลาเปารสชาติต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกหลากหลาย
เธอบรรจงจดไอเดีย แต่ละอย่างทำให้หนิงเซียนรู้สึกตื่นเต้นราวกับว่า เธอสามารถเห็นภาพร้านอาหารของเธอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เธอวาดภาพการตกแต่งร้านในสมอง โต๊ะไม้เล็ก ๆ ที่อบอุ่นเป็นกันเอง กลิ่นหอมของติ่มซำที่อบอวลตลอดเวลา ทุกอย่างค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ชัดเจนขึ้น พอจดไอเดียเสร็จ หลี่หนิงเซียนพึมพำกับตัวเองด้วยความแน่วแน่ เธอจะทำให้มันสำเร็จ
ในช่วงบ่าย หนิงเซียนเตรียมตัวออกจากบ้านและคว้าจักรยานสีขาวคันโปรดที่จอดไว้ข้างกำแพง เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นแผนธุรกิจที่เธอฝันถึงมานาน และคนที่เธอตั้งใจจะปรึกษาคือหลินถงกับจงซวน เรื่องหาช่างมาตกแต่งภายใน
การปั่นจักรยานบนถนนสายเล็กเข้าเมืองที่คุ้นเคย ทำให้จิตใจเธอเบิกบาน หลี่หนิงเซียนหยุดจักรยานหน้าร้านน้ำเต้าหู้ ซึ่งเป็นจุดนัดพบของเธอ หลินถง และจงซวน เมื่อเธอเข้ามา หลินถงก็โบกมือเรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ส่วนจงซวนก็พยักหน้าเป็นการทักทาย
“หลี่หนิงเซียน” หลินถงพูดเสียงสดใส “นัดพวกเรามามีอะไรให้ช่วยเหรอ”
“ตึกที่ฉันซื้อมาอยากได้ช่างช่วยซ่อมแซมนะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดพร้อมยิ้ม
“เธอจะย้ายมาอยู่นะเหรอ”
“ฉันอยากทำร้านนะคะ” เธอหยิบสมุดบันทึกออกมา และเปิดหน้าไอเดียที่เธอจดไว้ให้เพื่อนทั้งสองดู “ฉันคิดจะทำร้านบรรยากาศสบาย ๆ เน้นไม้และการตกแต่งแบบเรียบง่าย ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน อยากให้ลูกค้าที่เข้ามารู้สึกสบายใจ”
จงซวนมองสมุดบันทึกของเธอพลางพยักหน้า “ฟังดูดีนะ ผมว่าแบบที่คุณคิดน่าจะเข้ากับร้านที่ขายติ่มซำและซาลาเปา บรรยากาศอบอุ่นน่าจะทำให้ลูกค้าประจำอยากกลับมาอีก”
“แต่ฉันไม่รู้จักช่าง ไม่ทราบพวกคุณพอจะช่วยหาได้ไหมคะ” หนิงเซียนถามด้วยความหวัง จงซวนยิ้มบาง ๆ
จงซวนผ่อนคลายสีหน้าที่เคร่งขรึมลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก “เรื่องช่างน่ะ ผมพอรู้จักคนมีฝีมืออยู่คนหนึ่ง เขาเคยเป็นนายทหารมาก่อน แต่ตอนนี้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดแล้ว”
“แล้วเรื่องวัสดุอุปกรณ์ ผมมีที่แนะนำนะ” หลินถงรีบแทรกขึ้น ดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ “แต่อย่าให้เหล่าซวนรู้ก็แล้วกัน”
จงซวนหรี่ตามองเพื่อนอย่างระแวง “นายจะพาหลี่หนิงเซียนไปไหนกัน”เขาหันไปมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง “ถ้าไปทำอะไรไม่ดีแล้วเหล่าชุนรู้เข้า ฉันไม่เกี่ยวด้วยแน่”
“โธ่” หลินถงทำเสียงเบื่อหน่าย “ก็แค่จะพาไปซื้อของดี ๆ ที่ตำรวจแบบนายไม่ควรยุ่งน่ะ”
“เหอะ ไปตลาดมืดละสิ” จงซวนแค่นเสียง
“เฮ้ ๆ อย่าพูดแบบนั้นสิ” หลินถงรีบห้าม พลางขยิบตาให้เพื่อน “มันจะสะเทือนตำแหน่งนายนะ เหล่าซวน”
หนิงเซียนมองการโต้เถียงของทั้งคู่ด้วยความกังวลใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นที่มีคนคอยช่วยเหลือ เธอกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนจะกระซิบถาม “แล้ว… พวกคุณคิดว่าฉันควรทำยังไงดีคะ?”
จงซวนถอนหายใจเบา ๆ สีหน้าอ่อนลง “เอางี้ เดี๋ยวผมจะติดต่อช่างให้ก่อน ส่วนเรื่องอุปกรณ์…” เขาชำเลืองมองหลินถงที่กำลังยิ้มกริ่ม “ก็ให้เหล่าถงพาไปดูก็ได้ แต่ผมคงไปด้วยไม่ได้”
“งั้นก็ตกลงตามนี้!” หลินถงตบมือดังเพียะ “รับรองว่าคุณจะได้อุปกรณ์คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม”
หนิงเซียนยิ้มกว้าง ความหวังเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้นในใจ ภาพร้านที่เธอวาดไว้ในความฝัน ดูจะเป็นจริงขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง แม้จะต้องผ่านเส้นทางที่ไม่ค่อยตรงไปตรงมานัก
หนิงเซียนก้มศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้า “ขอบคุณพวกคุณจริงๆ นะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง “ฉันซึ้งใจมากที่มีพวกคุณช่วยเหลือเรื่องนี้”
“ไม่เป็นไรหรอก” จงซวนโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสา เขายิ้มกว้างพลางเหลือบมองเพื่อนข้าง ๆ “ยังไงกงชุน ก็ฝากคุณให้พวกผมช่วยดูแลอยู่แล้ว”
หลินถงส่ายหน้าเบา ๆ กับคำพูดของเพื่อน ก่อจะลุกขึ้นยืน “งั้นฉันกับหลี่หนิงเซียนขอตัวไปก่อนนะ”
“จริง ๆ…” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้นเบา ๆ “เรียกแค่หนิงเซียนก็ได้”
บรรยากาศรอบวงสนทนาอบอุ่นขึ้นทันที ความเป็นทางการที่เคยมีค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยมิตรภาพที่กำลังก่อตัว จงซวนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ในขณะที่หลินถงดูจะตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้น