ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 103 มองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70
- บทที่ 103 มองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง
บทที่ 103 มองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง
เจ้าของบ้านวัยห้าสิบกว่าปี เห็นท่าทีครุ่นคิดของหลี่หนิงเซียนที่ไม่ได้ตอบอะไรออกมา จึงคาดเดาว่าเธออาจจะลังเลที่จะซื้อตึกหลังนี้ เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“ผมก็รู้นะว่าตึกของผมอยู่ติดถนน ตรงข้ามก็เป็นโรงงาน เสียงดังกว่าที่อื่น สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงตั้งราคาสูงมากไม่ได้ งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน คุณดูว่าลดราคาลงห้าพันหยวนได้ไหม สองหมื่นห้าพันหยวนก็ขายให้คุณแล้ว!”
หลี่หนิงเซียนได้ยินดังนั้นถึงกับพูดไม่ออก ลดราคาลงห้าพันเลยเหรอ!? ในใจเธอกลับคิดว่า หากขายตึกหลังนี้แล้วนำเงินไปซื้อบ้านที่ต่างเมืองก็ไม่ขาดทุน อีกไม่กี่ปีบ้านก็คงจะแพงขึ้นอีก ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเธอ
“ฉันต้องกลับไปปรึกษากับที่บ้านก่อน ถ้าตัดสินใจซื้อ พรุ่งนี้บ่ายฉันจะมาใหม่ ตอนนั้นค่อยคุยรายละเอียดกันได้ไหมคะ” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างใจเย็น
เจ้าของบ้านอยากปิดการขายเร็ว ๆ จึงเร่งรัดให้เธอมัดจำไว้ก่อน “งั้นคุณวางมัดจำไว้หน่อยสิ ตึกดี ๆ ไม่รอใคร ไม่งั้นถ้าบ่ายนี้มีคนมาดู แล้วถูกใจ ผมก็จะขายไปนะ!”
หลี่หนิงเซียนไม่หลงกล ยิ้มบางๆ แล้วตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณเจอผู้ซื้อที่เหมาะสม ไม่ต้องเก็บไว้ให้ฉันหรอก การซื้อขายก็เป็นเรื่องของโชคชะตา”
เธอหันหลังเตรียมเดินออกจากตึก ทิ้งให้เจ้าของตึกประหลาดใจที่เด็กสาวคนนี้ไม่ตื่นตกใจกับคำพูดของเขาเลย
“เอ่อ…งั้นผมจะรอคุณมาพรุ่งนี้บ่าย แล้วก็ถ้าราคาไม่พอใจ เรายังเจรจากันได้อีกนะ!” เจ้าของตึกรีบตะโกนไล่หลังเพราะรู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้ว
ในยุคนี้ คนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจตึกติดถนน คิดว่าเสียงดังและสภาพแวดล้อมไม่ดี จึงทำให้ตึกประเภทนี้หาคนซื้อยาก แต่หลี่หนิงเซียนมองการณ์ไกล เธอรู้ดีว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ตึกติดถนนจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคต
หลี่หนิงเซียนอยากจะเริ่มต้นร้านของเธอในเมืองนี้ จึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่ง เธอคิดว่าราคาตึกในย่านที่การคมนาคมสะดวกแบบนี้ต้องพุ่งสูงขึ้นในอนาคต การซื้อตึกจึงเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการเอาเงินไปลงทุน
แต่เงินที่เธอเก็บสะสมไว้กลับไม่พอซื้อ แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรนำเงินที่กงชุนให้มาใช้ แต่สถานการณ์บังคับ เธอจึงตัดสินใจว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับเขาก่อน จึงโทรหากงชุน เธอตรงไปที่โรงพยาบาลทันที เพราะที่นั่นมีโทรศัพท์ให้ใช้
หลี่หนิงเซียนหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมา เปิดดูเบอร์โทรศัพท์ที่กงชุนจดไว้ให้ก่อนไป เธอคำนวณเวลาคร่าว ๆ แล้ว กงชุนน่าจะไปรายงานตัวที่กองทัพแล้ว
แม้จะรู้ว่ากงชุนเพิ่งลงจากรถไฟได้ไม่กี่ชั่วโมง เธอก็อดกังวลเรื่องเงินที่เขาฝากไว้ไม่ได้
“เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมา จะใช้ทั้งที ก็ต้องถามเขาก่อน” หลี่หนิงเซียนคิดในใจ ก่อนตัดสินใจแน่วแน่ที่โทรหา แม้จะกลัวว่าเขาจะรำคาญอยู่บ้างก็ตาม หลังจากรออยู่สามวินาที ปลายสายก็รับสาย
(สวัสดีค่ะ ที่นี่สำนักงานกองพลที่ 5 เขตทหารที่ 35 ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณต้องการติดต่อใครคะ?) เสียงปลายสายตอบกลับมา
หลี่หนิงเซียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ขณะโทรศัพท์เข้าค่ายทหารเป็นครั้งแรก เธอสูดหายใจลึก ๆ ก่อนพูด
“สวัสดีค่ะ ฉันขอสายคุณกงชุนค่ะ”
แม้ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรู้จักกงชุนในค่ายทหารขนาดใหญ่แบบนั้นหรือไม่ แต่เธอก็เลือกที่จะบอกไป น้ำเสียงปลายสายที่ตอบกลับมาก็สุภาพขึ้นทันที
(คุณต้องการติดต่อผู้บัญชาการกองพันของพวกเรางั้นหรือค่ะ? กรุณารอสักครู่ ฉันจะไปแจ้งให้ค่ะ)
คำว่าผู้บัญชาการกองพัน ทำให้หลี่หนิงเซียนประหลาดใจ เธอคาดคิดว่ากงชุนจะมีตำแหน่งสูง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงระดับผู้บัญชาการกองพันแบบนี้ เธอพยายามนึกถึงละครทีวีแนวทหารที่เคยดู ผู้บัญชาการกองพันมักจะเป็นชายมีอายุ แต่กงชุนอายุยังไม่ถึงสามสิบปี!
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจลำดับชั้นทางทหารอย่าง กองทัพ กองพล กรม กองพัน และกองร้อยนัก แต่หลี่หนิงเซียนก็จำได้ว่าตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันนั้นใหญ่โตเพียงใด
หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจที่กงชุนไม่เคยเปิดเผยเรื่องตำแหน่งของเขาให้ครอบครัวรู้เลย เธอเริ่มคิดว่าเขาอาจตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ และการที่เขาให้เบอร์โทรศัพท์ไว้กับเธอก็คงเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น การที่เธอโทรมาอย่างนี้เพียงเพราะต้องการเงินเช่นนี้ คงไม่เหมาะสมนัก
(ผู้บังคับการติดธุระอยู่ค่ะ มีอะไรฝากไว้ไหมคะ หรือจะฝากเบอร์ติดต่อไว้ไหมคะ) หลี่หนิงเซียนโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เธอยังไม่พร้อมจะคุยกับกงชุนในตอนนี้ ความจริงที่เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นถึงผู้บังคับการกองพันยิ่งทำให้ความรู้สึกสับสนในใจเธอเพิ่มขึ้นไปอีก
“แจ้งว่าหลี่หนิงเซียนโทรมา แต่ไม่จำเป็นต้องโทรกลับก็ได้ค่ะ” เธอรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้ววางสาย หลี่หนิงเซียนก็ได้แต่ถอนหายใจ มองไปรอบ ๆ ความรู้สึกสับสนในใจยิ่งทวีคูณ ยิ่งรู้จักกงชุนมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าเขายิ่งเหมือนปริศนา ไม่ต่างอะไรจากเรื่องราวการหายตัวไปของพี่ชายที่เป็นปริศนาสำหรับเธอมาโดยตลอด
หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของกงชุน พ่อของสามี และพี่ชายเธอ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสงคราม แต่กลับไร้ร่องรอยอย่างน่าสงสัย ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกประหลาด ด้วยสถานะของกงชุน ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่เขาจะตามหาพ่อตัวเองไม่พบตลอดหลายปีที่ผ่านมา และถ้าเขาช่วยเธอตามหาพี่ชายจริงก็น่าจะเจอได้ไม่ยาก
แม้กงหยางยังเด็ก คล้ายกับเด็กคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน แต่ซูลี่แม่สามีของเธอนั้น หลี่หนิงเซียนสัมผัสได้ถึงความต่าง เธอไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แม้ภายนอกจะดูเป็นยายแก่ขี้เหนียว ชอบคิดเล็กคิดน้อย
แต่การกระทำ พฤติกรรม และน้ำเสียงของเธอ กลับแตกต่างจากคนในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง ราวกับผ่านโลกผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าคนทั่วไป หลี่หนิงเซียนนึกถึงคำพูดชาวบ้านที่เคยเล่า
ครอบครัวกงชุนกลับมาอยู่ชนบทเพราะนโยบายเมื่อหลายปีก่อน แต่ต่อมานโยบายเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนถูกเรียกตัวกลับไป ทำไมครอบครัวกงชุนถึงยังคงอยู่ในหมู่บ้าน?
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังนึกถึงบทสนทนาแปลก ๆ ที่ได้ยินตอนขึ้นเขาไปเมื่อเดือนก่อน คนสองคนนั้นแอบซ่อนตัวอยู่บนเขา พวกเขากำลังพูดถึงการค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่บ้านตระกูลกง แต่ดูเหมือนว่าจะหาไม่พบเพราะกงชุน
ทั้งหมดนี้ทำให้หลี่หนิงเซียนตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้วพ่อแม่ของกงชุนเป็นใครกันแน่? เมื่อความสงสัยก่อตัวขึ้น หลี่หนิงเซียนพยายามรวบรวมความทรงจำอันน้อยนิดเกี่ยวกับตระกูลกง แต่เธอก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ
หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ สุดท้ายเรื่องนี้ก็คงต้องรอให้เขาบอกเอง ตอนนี้สิ่งที่เธอควรให้ความสำคัญมากกว่าคือเรื่องเงิน พรุ่งนี้เธอจะไปหาเงินที่ไหนดี? เธอไม่กล้าใช้เงินเขาตามใจชอบ แต่เมื่อตัดสินใจว่าจะซื้อมาเปิดร้าน เธอก็จะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หลี่หนิงเซียนกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกายแน่วแน่
พอกลับมาถึงบ้านสายตาที่ชาวบ้านมองหลี่หนิงเซียน เริ่มเปลี่ยนเป็นความเคารพ พวกเขามองเธอเป็นครูอย่างแท้จริง ชาวบ้านต่างขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรที่หลี่หนิงเซียนสอนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
พวกเขากลับมาด้วยความอดทน เพราะรู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำไปขายเป็นรายได้ให้กับครอบครัวได้ เมื่อนำไปขายให้กับจุดรับซื้อในหมู่บ้านแล้ว ทุกคนต่างก็ได้เงินกลับบ้าน แม้จะไม่มากมายเท่าโสม แต่สมุนไพรที่หลี่หนิงเซียนสอนก็หาได้ไม่ยากและมีราคาที่ยุติธรรม ทำให้ชาวบ้านที่เคยพึ่งพาแต่โชคชะตามีรายได้เสริม
ชาวบ้านหลายคนมาถึงบ้านของเธอโดยที่ยังไม่ได้ทานอาหารเย็น เพราะรีบมาเรียนรู้เรื่องสมุนไพรต่อ หลี่หนิงเซียนรู้แบบนั้น จึงชวนพี่สาวสองคนมาช่วยกันทำอาหาร
ชาวบ้านรู้สึกเกรงใจ เพราะมีคนมาเรียนเกือบสามสิบคน พวกเขารู้สึกว่าการที่หลี่หนิงเซียนสอนเรื่องสมุนไพรให้ ก็ถือว่าได้ประโยชน์มากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อน หลี่หนิงเซียนยังคืนสิ่งของที่พวกเขานำมาให้ทั้งหมด
ส่วนที่คืนไม่ได้ก็แลกเป็นเงินคืนให้ทุกคน การกระทำเช่นนี้ทำให้พวกเขายิ่งเกรงใจที่จะรับประทานอาหารที่บ้านของหลี่หนิงเซียน บางครอบครัวถึงกับลุกขึ้นเพื่อที่จะกลับบ้าน แต่หลี่หนิงเซียนก็เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้านดี เธอจึงยิ้มและอธิบายว่า
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ฉันอยากให้ทุกคนช่วยกิน แล้วก็ช่วยวิจารณ์รสชาติอาหารให้ฉันด้วยนะ ว่าถ้าขายจะขายได้ไหม”
เมื่อหลี่หนิงเซียนพูดเช่นนี้ ชาวบ้านที่ลุกขึ้นก็รู้สึกเกรงใจที่จะกลับ การช่วยหลี่หนิงเซียนกินอาหาร ถือเป็นการช่วยเหลือเธออีกทางหนึ่ง