ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย - บทที่ 591 เย่เหวินชาง
- Home
- All Mangas
- ซาลาเปาตัวน้อย ทะลุมิติมามีระบบทำฟาร์มยุค 70 จนร่ำรวย
- บทที่ 591 เย่เหวินชาง
บทที่ 591 เย่เหวินชาง
………………..
บทที่ 591 เย่เหวินชาง
เป็นเจ้าหน้าที่รัฐงั้นหรือ?
กลายเป็นเพื่อนสนิทกันเลยหรือ?
เย่เสี่ยวจิ่นรู้สึกว่ามันแปลก ๆ
เธอจดบันทึกเรื่องนี้ไว้ แล้วถามต่อ “มีอะไรอีกไหม?”
ป้าหนิวส่ายหน้างง ๆ “ไม่มีแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ” เย่เสี่ยวจิ่นพูด “ป้าหนิวไม่ต้องกังวล อยู่ดูแลลูกชายที่โรงพยาบาลเถอะ ส่วนค่ารักษาพยาบาลไม่ต้องเป็นห่วง”
ตอนนี้ป้าหนิวไม่มีทีท่าอาละวาดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
แทบจะคุกเข่าก้มหัวให้เย่เสี่ยวจิ่น
“ขอบคุณคุณเย่มากค่ะ ขอบคุณคุณเย่มากค่ะ!”
เย่เสี่ยวจิ่นออกจากโรงพยาบาล แล้วขับรถกลับไปที่ฟาร์ม
ทางด้านโจวเหวินรุ่ยก็ได้ข้อมูลจากปากของชายโสดแก่คนนั้นมาไม่น้อย
หลี่ชุ่ยชุ่ยและเย่จื้อผิงอายุมากแล้ว ไม่ควรโมโหมากเกินไป เย่เสี่ยวจิ่นจึงให้พวกเขากลับไปก่อน
เมื่อเธอมาถึงฟาร์ม โจวเหวินรุ่ยโบกมือเรียกเธอ “จิ่นเป่า ผู้ชายคนนี้สารภาพแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นถามอย่างสงสัย “มีคนสั่งการเขาอยู่เบื้องหลังหรือ?”
“ใช่” โจวเหวินรุ่ยสีหน้าไม่ค่อยดี “ให้เขาเล่าให้ฟังเถอะ”
ชายโสดคนนั้นแต่เดิมรับเงินมาทำเรื่องนี้ เพียงโจวเหวินรุ่ยบอกว่าจะให้เงินเป็นสองเท่า เขาก็เล่าทุกอย่างออกมาหมดแล้ว
ชายโสดรีบพูดว่า “เป็นคนหนุ่มแต่งตัวดูดี ให้เงินผมสองร้อยหยวน ให้ผมพูดอะไรบางอย่างตอนที่มีคนมาก่อเรื่องที่บ้านตระกูลเย่วันนี้”
“คุณจำได้ไหมว่าคนที่ให้เงินคุณหน้าตาเป็นยังไง?”
ชายโสดนึกทบทวนสักครู่ “หนุ่มนั้นตัวเตี้ยกว่าเขาครึ่งหัว หน้าตาหล่อเหลา”
เย่เสี่ยวจิ่นมองเขาอย่างคาดหวัง
ชายโสดอึกอักไม่พูดอะไร
เย่เสี่ยวจิ่น: “……”
“ไม่มีอะไรอีกแล้วหรือ?”
“แค่นี้เองหรือ?”
ชายโสดเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก “ไม่ ไม่มีอะไรแล้ว”
เย่เสี่ยวแทบจะหัวเราะด้วยความโมโห
ผู้ชายคนนั้นตัวเตี้ยกว่าโจวเหวินรุ่ยครึ่งช่วงศีรษะ หน้าตาดีมาก คนแบบนี้ที่อำเภอเชียนอินมีเยอะแยะเลย!
พวกเขาจะไปหาที่ไหนกันล่ะ
ไม่สามารถถามอะไรเพิ่มเติมจากชายโสดคนนี้ได้อีกแล้ว
เย่เสี่ยวจิ่นกำลังจะให้เขาไป โจวเหวินรุ่ยพูดขึ้นทันทีว่า “ถ้าคุณเจอเขาอีกครั้ง คุณจำเขาได้ไหม?”
“ได้! จำได้!” ชายโสดรีบรับปากทันที “ถ้าเจออีกครั้ง ผมรับรองว่าจำได้แน่นอน!”
โจวเหวินรุ่ยจูงมือเธอเดินไปอีกด้านหนึ่ง
“เป็นอะไรไป? คุณพบอะไรบางอย่างใช่ไหม?”
โจวเหวินรุ่ยพยักหน้า กระซิบเบา ๆ ว่า “จิ่นเป่า เมื่อกี้หลังจากที่ฝูงชนแยกย้ายกันไป ผมเหมือนเห็นเงาคนที่คุ้นเคย”
“ใครเหรอ?”
“ผมเห็นแค่เงาด้านหลัง ดูจากเงานั้นแล้วคล้ายเย่เหวินชางมาก”
“เย่เหวินชาง?” เย่เสี่ยวจิ่นขมวดคิ้ว “ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาทำงาน ทำไมเขาถึงมาที่ฟาร์มได้?”
“ใช่ ผมก็รู้สึกแปลก ๆ”
“วันนี้ก็ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์ และไม่ใช่เวลาพัก ตามหลักการแล้วเย่เหวินชางควรจะทำงานอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอ ทำไมถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้”
“ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยปกติ”
เย่เสี่ยวจิ่นพูดว่า “มันไม่ปกติจริง ๆ”
โจวเหวินรุ่ยยิ้มออกมา “ผมก็หมายถึงแบบนั้นแหละ”
เย่เสี่ยวจิ่นดูนาฬิกาข้อมือ “ได้ ตอนนี้ยังไม่เลิกงาน พวกเราไปเฝ้าที่หน้าที่ว่าการอำเภอกัน”
เย่เสี่ยวจิ่นพาคนโสดแก่ไปยังที่ว่าการอำเภอทันที
ทั้งสองคนหามุมลับที่สามารถมองเห็นประตูใหญ่ของที่ว่าการอำเภอได้ แต่จากประตูใหญ่จะมองไม่เห็นพวกเขา
รอจนถึงประมาณห้าโมงเย็น มีคนทยอยเลิกงานออกมาจากที่ว่าการอำเภอ
ผ่านไปสิบกว่านาที ก็ยังไม่เห็นเย่เหวินชางออกมา
จนกระทั่งคนเริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ถึงได้เห็นเย่เหวินชางถือกระเป๋าเดินออกมา
ก่อนที่โจวเหวินรุ่ยจะพูดอะไร ชายโสดแก่ก็ชี้ไปทางเย่เหวินชางอย่างตื่นเต้น
“คนนี้แหละ คนนี้แหละที่ให้เงินผมสองร้อยหยวนเพื่อให้มาก่อเรื่อง!”
เป็นเย่เหวินชางจริง ๆ ด้วย
ชายโสดแก่รับเงินแล้วจากไปอย่างมีความสุข
เย่เสี่ยวจิ่นมองเงาร่างของเย่เหวินชาง พลางหรี่ตาลง “คุณว่าที่ลูกชายของป้าหนิวโดนก็เป็นฝีมือของเขาใช่ไหม?”
“ป้าหนิวบอกว่า เมื่อวานลูกชายหล่อนเล่าว่าได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่ง”
“ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่เย่เหวินชางจ่ายเงินให้ชายโสดแก่มาช่วยใส่ไฟ ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา ฉันก็ไม่เชื่อหรอก”
ความบังเอิญที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่ความบังเอิญอีกต่อไป
ถ้าลูกชายป้าหนิวเป็นเหยื่อของเย่เหวินชาง นั่นก็แปลว่าเขาเกือบจะทำให้คนตายไปแล้วหนึ่งคน
เย่เสี่ยวจิ่นมองเงาร่างของเย่เหวินชางที่หายไป เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันรู้ว่าเขาอิจฉาครอบครัวของพวกเรา แต่ก่อนก็ชอบมาแกล้งบ่อย ๆ ฉันคิดว่าเงียบไปหลายปีแบบนี้ พวกเขาน่าจะสงบลงแล้ว”
“ไม่คิดเลยว่าเย่เหวินชางจะทำเรื่องถึงขั้นฆ่าคนได้ เพียงเพื่อจะใส่ร้ายครอบครัวของฉัน”
“ถ้าวันนี้ไม่ได้รีบพาคนไปส่งโรงพยาบาล ลูกชายของป้าหนิวก็คงตายไปแล้ว”
เย่เสี่ยวจิ่นคิดแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวไม่หาย
โจวเหวินรุ่ยโอบเย่เสี่ยวจิ่น แล้วถามว่า “จิ่นเป่า แล้วคุณจะทำยังไงต่อ?”
“จะไปถามที่บ้านก่อน” เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “ถ้าเขายอมรับและไปมอบตัวเอง ฉันก็จะไม่ทำอะไร”
“แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ…”
เย่เหวินชางสร้างปัญหาให้พวกเขามาหลายปีแล้ว วันนี้ยังสร้างเรื่องทำร้ายคนเพื่อใส่ร้ายตระกูลเย่ได้ ต่อไปก็อาจจะทำเรื่องเลวร้ายอีก
เธอไม่อาจปล่อยให้ตัวอันตรายคนนี้ทำร้ายคนอื่นต่อไปได้
“ได้” โจวเหวินรุ่ยเห็นด้วย “เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พวกเรากินข้าวเย็นก่อนค่อยไปนะ”
“อืม พวกเราไปกินที่ร้านจวี้ฝูของพี่ชายกันเถอะ”
ร้านจวี้ฝูดำเนินธุรกิจได้ดี ตอนที่พวกเขาไปถึง โต๊ะส่วนใหญ่คลาคล่ำไปด้วยลูกค้า
พอเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง
“โชคดีที่เรื่องวันนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อร้านอาหารของพี่ชาย”
เย่เสี่ยวจิ่นพูดด้วยความโล่งใจ
หลิวเยว่เห็นพวกเขาทั้งสองมา จึงสั่งให้ครัวหลังทำอาหารที่พวกเขาชอบหลายอย่าง
“จิ่นเป่า เหวินรุ่ย ตอนนี้ร้านกำลังยุ่งหน่อย ฉันไม่มีเวลาคุยกับพวกเธอ พวกเธอกินไปก่อนนะ”
เย่เสี่ยวจิ่นพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะพี่สะใภ้ พี่ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก พวกเรากินเสร็จก็จะไปแล้ว”
ทั้งสองคนกินอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ออกมาจากร้านอาหารจวี้ฝู
หลังจากทั้งสองคนจากไป เย่จวินถึงมีเวลาว่างมาถาม “จิ่นเป่ากับเพื่อนมากินข้าวทำไมเหรอ?”
หลิวเยว่พูด “ฉันก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ปกติจิ่นเป่ากลัวจะรบกวนพวกเรา ไม่ยอมมากินที่ร้านเลย แต่วันนี้กลับมาได้”
ตอนนั้นเอง มีลูกค้าคนหนึ่งพูดขึ้น
“พวกคุณยังไม่รู้เหรอ วันนี้มีคนไปก่อเรื่องที่ฟาร์มซีเล่อ…”
ทางด้านเย่เสี่ยวจิ่นกับโจวเหวินรุ่ยขับรถมุ่งหน้าไปบ้านของเย่เหวินชาง
เย่เหวินชางเลิกงานแล้ว แต่ยังต้องรับผิดชอบทำอาหารให้ทุกคนในบ้าน
ระหว่างที่กำลังทำอาหาร หวังหลินก็นั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นกับพ่อแม่ของหล่อน
เย่เหวินชางมองผ่านประตูกระจกของห้องครัว เห็นทั้งสามคนนั่งดูทีวีอย่างสบายอารมณ์ ความอาฆาตแค้นในใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาทำงานยุ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กว่าจะได้กลิ่นข้าวร้อน ๆ ก็ต้องรอจนเลิกงาน
ส่วนหวังหลินอยู่บ้านไม่ทำอะไรเลย รอให้เขากลับมาจากที่ทำงาน แล้วยังมาสั่งให้เขาทำกับข้าว ล้างจาน ทำงานบ้าน…
เย่เหวินชางกำหมัดแน่น ค่อย ๆ หันหลังให้คนทั้งสาม หยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ…
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ยังไม่เลิกกัดบ้านเย่อีกเหรอเหวินชาง ทั้งที่ชีวิตนายก็ย่ำแย่เนี่ยนะ
ไหหม่า(海馬)
………………..